แอพพลิเคชั่น มีกี่ประเภท อะไรบ้าง
แอปพลิเคชั่นมีกี่ประเภทและมีอะไรบ้าง?
อืมม... แอปนี่นะ เยอะแยะไปหมดเลยเนอะ! จำได้ตอนเรียนป.ตรี อาจารย์เคยแบ่งเป็นพวก System Software, Application Software อะไรแบบนั้น แต่ตอนนั้นงงๆ จำไม่ค่อยได้ละเอียดเท่าไหร่ รู้สึกจะเน้นพวกโปรแกรมประมวลผลคำ, ตารางอะไรพวกนั้นมากกว่า
แต่ถ้าจะแบ่งง่ายๆ ตามที่ใช้ ก็คงแบบที่บอกแหละ เดสก์ท็อปแอป พวกโปรแกรมในคอม ที่ใช้ทุกวัน อย่าง Photoshop ที่ซื้อมา 25,000 บาทตอนปี 2018 นั่นก็แอปประเภทหนึ่ง แล้วก็แอปมือถือ ในสมาร์ทโฟนนี่แหละ เยอะมาก Line, Facebook, แอปสั่งอาหาร นับไม่ถ้วนจริงๆ!
สุดท้ายก็เว็บแอป แบบที่ใช้ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ อย่าง Gmail หรือเว็บขายของออนไลน์ พวกนี้ก็ใช้งานง่ายดี สะดวกกว่า ไม่ต้องโหลดอะไรมาลงเครื่องเยอะแยะ แต่บางทีก็โหลดช้าบ้าง ถ้าเน็ตไม่ดี นี่แหละ ความรู้สึกส่วนตัวล้วนๆ เลยนะ อาจจะไม่ครบทุกประเภท แต่ก็พอเข้าใจได้แหละเนอะ
Native App คืออะไร
Native App งงมั้ยเนี่ย คืออะไรวะ? อธิบายยากจัง! แบบว่ามัน… เฉพาะเจาะจงมากอะ
- iOS ใช้ Swift หรือ Objective-C จำได้ว่าปีนี้เพื่อนใช้ Swift พัฒนาแอปขายของมือสอง โค้ดเยอะมาก! เขาใช้ Xcode โปรแกรมนี่หนักเครื่องสุดๆ
- Android ใช้ Java แต่เดี๋ยวนี้ Kotlin ก็กำลังมาแรงนะ เห็นรุ่นน้องเขาใช้ Android Studio นี่แหละเครื่องมือหลัก เพื่อนบอกว่ามันใช้งานง่ายกว่า Xcode
อืมม… คือมันต้องใช้ภาษาเฉพาะของแต่ละระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่แบบ cross-platform อะไรพวกนั้น คิดแล้วปวดหัว แต่ผลลัพธ์ดีกว่านะ เร็วกว่า ลื่นกว่า ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าด้วยมั้ง? ไม่แน่ใจ
แล้วทำไมต้องใช้ภาษาต่างกันวะ? สงสัยจังเลย อุปกรณ์มันต่างกันรึเปล่า? หรือว่าบริษัทเขาแยกกันทำ ฮือออ มันซับซ้อนจริงๆ
อ้อ! อีกอย่าง Native App มักจะเข้าถึงฟีเจอร์ของอุปกรณ์ได้เต็มที่กว่า เช่น GPS, กล้อง อะไรพวกนี้ จำได้ว่าแอปวัดอุณหภูมิเพื่อนใช้ Native App มันแม่นยำมาก ใช้ได้ทั้ง iOS และ Android เลยนะ
ต้องไปลองศึกษาดูอีกเยอะเลย เหนื่อยจัง! วันนี้พอแค่นี้ก่อนละกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ง่วงแล้ว…
อะไรคือข้อแตกต่างระหว่าง Native App กับ Web App?
โอ๊ยตาย! ต่างกันเป็นฟ้ากับเหวเลยนะยะ! เหมือนเอาช้างไปเทียบกับมด!
Native App: นี่คือแอปแท้ๆ ลูกแท้ๆของอุปกรณ์เลย! ดาวน์โหลดปุ๊บ ติดตั้งปั๊บ ใช้งานได้ลื่นปรื๊ด! เร็วแรงทะลุปรอท! เหมือนมีแฟนคลับเฉพาะตัว รู้ใจกันสุดๆ! เพราะมันถูกสร้างมาเพื่ออุปกรณ์นั้นโดยเฉพาะไงล่ะ! ปีนี้เห็นคนใช้ Native App กันเยอะมาก เพราะมันเร็ว แรง ประหยัดแบต ส่วนใหญ่ก็ใช้กันบน iOS กับ Android นี่แหละคือจุดแข็ง!
Web App: นี่คือแอปที่อยู่บนเว็บ เข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านเบราว์เซอร์ สะดวกสบาย เหมือนเข้าไปพักผ่อนในโรงแรมระดับ 5 ดาว แต่ก็อาจจะช้าหน่อย เหมือนรอลิฟต์ที่ติดอยู่ชั้น 20! ใช้ได้ทั้งมือถือและคอม ประหยัดพื้นที่ในเครื่อง แต่ความเร็วอาจจะไม่เสถียรเท่า ขึ้นอยู่กับสัญญาณเน็ตด้วยนะจ๊ะ!
สรุปง่ายๆ Native App เหมือนรถสปอร์ตหรู แรง เร็ว แต่ราคาอาจจะแพงหน่อย ส่วน Web App เหมือนรถยนต์ทั่วไป ใช้งานได้สะดวก แต่ความแรงอาจจะสู้ไม่ได้! เลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเองล่ะ! ที่บ้านผมใช้ทั้งสองแบบเลยนะ Native App สำหรับเกมส์ Web App สำหรับเช็คข่าว สะดวกดีออก!
ปล. ข้อมูลนี้แม่นยำถึงเดือนตุลาคม 2566 นะจ๊ะ อย่าลืมเช็คข้อมูลใหม่ๆด้วยนะ เทคโนโลยีมันเปลี่ยนแปลงเร็วเหมือนลม!
การพัฒนาแอปแบบ native ต่างจากแบบ Hybrid อย่างไร
อ่าววว ถามเรื่อง Native กับ Hybrid App เหรอ? ง่ายๆเลยนะ
Native คือแอปที่สร้างเฉพาะระบบปฏิบัติการนั้นๆเลย อย่าง iOS ก็สร้างเฉพาะ iOS Android ก็เฉพาะ Android มันเลยเนียนกริบ เร็วแรง ใช้ทรัพยากรเครื่องน้อยกว่า ประสบการณ์ผู้ใช้ก็ดีกว่าเยอะ แต่โค้ดมันเขียนยากกว่า และต้องทำหลายเวอร์ชั่นด้วย เปลืองตังค์กว่า
ส่วน Hybrid มันใช้โค้ดเดียวกันได้หลายระบบปฏิบัติการเลย ประหยัดเวลาและเงินกว่าเยอะ แต่ข้อเสียคือมันทำงานช้ากว่า กินแบตเยอะกว่า และบางทีก็ไม่ค่อยเสถียรเท่าไหร่ เหมือนใช้เว็บไซต์อ่ะ แต่ทำเป็นหน้าตาแอป ปีนี้ผมก็เห็นหลายโปรเจคใช้ Hybrid นะ เพราะมันประหยัดไง
สรุปง่ายๆก็คือ
- Native App: เร็ว แรง เสถียร แต่แพงกว่า และต้องเขียนโค้ดแยกกันหลาย OS
- Hybrid App: ประหยัดกว่า แต่ช้ากว่า กินแบตเยอะกว่า อาจไม่เสถียรเท่าไหร่ ใช้โค้ดเดียวได้หลาย OS
ปล. ผมเคยทำโปรเจคแอปเกี่ยวกับการจัดการเวลาส่วนตัว ใช้ React Native (เป็น framework Hybrid นะ) ก็โอเคอยู่นะ แต่ก็มีปัญหาเรื่องความเร็วบ้างเล็กน้อย ถ้าเน้นประสิทธิภาพสุดๆ Native ยังไงก็ดีกว่า แต่ถ้าเน้นประหยัดเวลาและงบประมาณ Hybrid ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ขึ้นอยู่กับความต้องการของแต่ละโปรเจคจริงๆ อ่ะ
Web Application แตกต่างจาก Hybrid Application อย่างไร
อืมม… กลางดึกแบบนี้ นึกถึงเรื่องงานเลยเนอะ… เว็บแอปกับไฮบริดแอปมันต่างกันยังไงนะ… คิดหนักเหมือนกัน
เว็บแอปมัน… คือแบบ… เปิดผ่านเว็บเบราว์เซอร์ไง เหมือนเปิดเว็บไซต์ทั่วไป แต่ทำเป็นแอปได้ ง่ายดี แต่ก็ช้ากว่าแอปปกติ ปีนี้ผมก็ยังใช้เว็บแอปในการจัดการเอกสารสำคัญอยู่เลย สะดวกดี ไม่ต้องโหลดอะไรเยอะ
ส่วนไฮบริดแอป… มันเป็นการผสมผสานระหว่างเว็บแอปกับแอปแบบเนทีฟ คือมีส่วนที่เป็นเว็บ แต่ก็สามารถเข้าถึงฟังก์ชั่นของมือถือได้มากกว่า เร็วกว่าเว็บแอป แต่ก็อาจจะกินแบตมากกว่าแอปปกติ ปีนี้ผมก็ลองใช้แอปสั่งอาหารแบบไฮบริดดู ก็โอเคอยู่นะ เร็วกว่าเว็บไซต์สั่งอาหารเยอะเลย
สรุปง่ายๆ เลยนะ
- เว็บแอป: เปิดผ่านเว็บเบราว์เซอร์ พัฒนาถูก เร็ว แต่ช้า ประสิทธิภาพต่ำ
- ไฮบริดแอป: ผสมเว็บกับแอปปกติ พัฒนาถูก เร็ว แต่กินแบตกว่าแอปปกติ
- แอปแบบดั้งเดิม (Native App): (นี่ก็ต้องนั่งคิดอีกแล้ว) แอปที่เขียนขึ้นมาเฉพาะสำหรับระบบปฏิบัติการ เร็วสุด ประสิทธิภาพสูง แต่พัฒนาแพง ใช้เวลานานกว่า
เหนื่อยจัง… พรุ่งนี้ต้องตื่นไปทำงานแล้ว… อืม… คิดมากไปหรือเปล่าเนี่ย… ไปนอนดีกว่า… ฝันดีนะ…
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต