ทําไมทาเรตินอลแล้วหน้าลอก

13 การดู

เริ่มใช้เรตินอลอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยทาบางๆ 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ในตอนกลางคืน เพิ่มความถี่เมื่อผิวปรับสภาพได้ หากผิวแห้งหรือลอก ให้ใช้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวควบคู่ และปรึกษาแพทย์ผิวหนังหากมีอาการระคายเคืองมาก

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ทำไมทาเรตินอลแล้วหน้าลอก? ไขความลับผิวสวยที่ต้องแลกมาด้วยการผลัดเซลล์ผิว

เรตินอล ส่วนผสมยอดฮิตในวงการสกินแคร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องการลดเลือนริ้วรอย กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และช่วยให้ผิวเรียบเนียน แต่เหรียญย่อมมีสองด้าน ความสวยที่ได้มาอาจต้องแลกกับการผลัดเซลล์ผิวที่ทำให้หน้าแห้งและลอกเป็นขุย แล้วทำไมการใช้เรตินอลถึงทำให้เกิดอาการเหล่านี้?

เรตินอล หรืออนุพันธ์ของวิตามินเอ ทำงานโดยการเร่งการผลัดเซลล์ผิว ผลักเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดออกไปอย่างรวดเร็ว เผยผิวใหม่ที่สดใสกว่า กระบวนการนี้เองที่เป็นสาเหตุหลักของอาการหน้าลอก เพราะผิวของเราปรับตัวไม่ทันกับการผลัดเซลล์ผิวที่เร็วขึ้น ยิ่งถ้าเป็นคนผิวแห้งอยู่แล้ว อาการลอกก็จะยิ่งเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ เรตินอลยังสามารถทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ส่งผลให้ผิวแห้ง ระคายเคือง และลอกได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการใช้ครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดควบคู่ไปกับการใช้เรตินอล

แล้วเราจะรับมือกับอาการหน้าลอกจากการใช้เรตินอลอย่างไร? เริ่มต้นด้วยการ “ค่อยเป็นค่อยไป” อย่าใจร้อนรีบใช้ในปริมาณมากหรือบ่อยครั้งเกินไป ควรเริ่มจากการทาเรตินอลบางๆ เพียง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ในตอนกลางคืน และค่อยๆ เพิ่มความถี่เมื่อผิวเริ่มปรับสภาพได้

การบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญ เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ให้ความชุ่มชื้นสูง เนื้อสัมผัสเข้มข้น เพื่อช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว ลดอาการแห้งกร้านและลอก และควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวอื่นๆ ร่วมกับเรตินอลในช่วงแรก เพื่อป้องกันการระคายเคือง

สุดท้าย หากมีอาการระคายเคืองมาก เช่น ผิวแดง แสบร้อน หรือลอกเป็นขุยอย่างรุนแรง ควรหยุดใช้เรตินอลทันทีและปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

การใช้เรตินอลอย่างถูกวิธีและเข้าใจถึงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น จะช่วยให้คุณมีผิวสวยใส เรียบเนียน และลดเลือนริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลกับอาการหน้าลอกอีกต่อไป