ตรวจ Skin Test มีอะไรบ้าง

21 การดู

การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Skin prick test) ช่วยระบุสารก่อภูมิแพ้ได้แม่นยำ โดยสะกิดผิวหนังด้วยสารสกัดโปรตีนจากสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ หากเกิดตุ่มนูนแดงขนาด 3 มม. ขึ้นไป แสดงว่ามีอาการแพ้สารนั้น วิธีนี้รวดเร็ว แม่นยำ และช่วยให้วางแผนการรักษาภูมิแพ้ได้อย่างเหมาะสม

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ตรวจ Skin Test มีอะไรบ้าง? ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง

ภูมิแพ้เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย การรู้จักสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ผื่นคัน น้ำมูกไหล จาม หายใจลำบาก จึงเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุมและป้องกันอาการกำเริบ และหนึ่งในวิธีการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายคือ การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือ Skin Test ซึ่งมีหลายประเภท บทความนี้จะอธิบายรายละเอียดของการตรวจ Skin Test ที่พบได้บ่อยๆ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้อย่างครอบคลุม

1. การทดสอบภูมิแพ้แบบ Skin Prick Test (การทดสอบการแพ้แบบสะกิดผิวหนัง): นี่เป็นวิธีการตรวจที่นิยมใช้กันมากที่สุด เนื่องจากมีความรวดเร็ว ราคาไม่แพง และมีความแม่นยำระดับหนึ่ง วิธีการคือแพทย์จะใช้เข็มขนาดเล็กสะกิดผิวหนังเบาๆ เพื่อหยดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่สงสัยต่างๆ ลงบนผิวหนัง หลังจากนั้นประมาณ 15-20 นาที แพทย์จะประเมินขนาดและลักษณะของตุ่มนูนแดงที่เกิดขึ้น หากมีตุ่มนูนแดงขนาด 3 มิลลิเมตรขึ้นไป หรือมีขนาดใหญ่กว่าบริเวณที่ใช้สารละลายควบคุม (control) แสดงว่ามีปฏิกิริยาแพ้ต่อสารนั้นๆ ข้อดีคือสะดวก รวดเร็ว แต่ข้อจำกัดคืออาจไม่สามารถตรวจพบสารก่อภูมิแพ้บางชนิดได้ทั้งหมด

2. การทดสอบภูมิแพ้แบบ Intradermal Test (การทดสอบการแพ้แบบฉีดใต้ผิวหนัง): วิธีนี้มีความไวสูงกว่า Skin Prick Test โดยแพทย์จะฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้เข้าไปใต้ผิวหนังโดยตรง การประเมินผลจะทำโดยพิจารณาขนาดและลักษณะของตุ่มนูนแดงเช่นเดียวกับ Skin Prick Test แต่เนื่องจากฉีดสารเข้าไปใต้ผิวหนังจึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้รุนแรงมากกว่า วิธีนี้จึงมักใช้ในกรณีที่สงสัยว่าแพ้สารบางอย่าง แต่ Skin Prick Test ไม่แสดงผล หรือในกรณีที่ต้องการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ที่มีความเข้มข้นต่ำ

3. การทดสอบภูมิแพ้แบบ Patch Test (การทดสอบการแพ้แบบแปะ): วิธีนี้ใช้สำหรับตรวจหาการแพ้สารสัมผัส เช่น โลหะ น้ำหอม สารเคมีต่างๆ แพทย์จะแปะสารเหล่านี้ลงบนผิวหนังด้วยแผ่นแปะพิเศษ ทิ้งไว้ประมาณ 48 ชั่วโมง แล้วจึงประเมินการเกิดปฏิกิริยาแพ้ ซึ่งมักจะแสดงเป็นผื่นแดง คัน บวม วิธีนี้ใช้เวลาในการตรวจนานกว่า แต่มีความเหมาะสมสำหรับการตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ชนิดสัมผัส

4. การตรวจเลือดเพื่อหา IgE (Immunoglobulin E): แม้จะไม่ใช่การตรวจ Skin Test แต่การตรวจเลือดเพื่อวัดระดับ IgE ซึ่งเป็นแอนติบอดีที่เกี่ยวข้องกับการแพ้ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการวินิจฉัยภูมิแพ้ โดยแพทย์จะตรวจหา IgE ที่เจาะจงต่อสารก่อภูมิแพ้ต่างๆ วิธีนี้มีความสะดวก แต่ความไวอาจต่ำกว่าการตรวจ Skin Test และอาจมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

ข้อควรระวัง: ก่อนทำการตรวจ Skin Test ควรแจ้งแพทย์เกี่ยวกับประวัติโรค ประวัติการแพ้ยา หรือยาที่กำลังรับประทานอยู่ เพื่อความปลอดภัยและผลการตรวจที่แม่นยำ และควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิแพ้เพื่อเลือกวิธีการตรวจที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการตรวจ Skin Test เท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง และอย่าพยายามตรวจสอบด้วยตนเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์