ลุกแล้ววูบเกิดจากอะไร

16 การดู

อาการวูบหลังลุกขึ้น อาจเกิดจากการเปลี่ยนแปลงท่าทางที่รวดเร็ว ทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ร่างกายอาจตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ช้าลง ส่งผลให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียน หรือวูบได้ในที่สุด

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ลุกแล้ววูบ: ทำไมร่างกายถึงประท้วงเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

อาการ “ลุกแล้ววูบ” หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า “ภาวะความดันโลหิตต่ำเมื่อเปลี่ยนท่า (Orthostatic Hypotension)” เป็นประสบการณ์ที่หลายคนเคยเจอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วหลังนั่งหรือนอนเป็นเวลานาน อาการที่ตามมาอาจเป็นความรู้สึกหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ตาพร่า หรือในกรณีที่รุนแรงกว่านั้นคือการวูบหมดสติชั่วขณะ แต่ทำไมอาการเหล่านี้ถึงเกิดขึ้น และอะไรคือกลไกที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังปรากฏการณ์นี้

เมื่อแรงโน้มถ่วงท้าทายระบบไหลเวียนโลหิต

เมื่อเราอยู่ในท่านั่งหรือนอนราบ แรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อร่างกายจะกระจายไปอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว เลือดจะถูกดึงลงไปยังส่วนล่างของร่างกายโดยแรงโน้มถ่วง ทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลเวียนกลับสู่หัวใจลดลง ส่งผลให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดให้เพียงพอต่อความต้องการของสมอง

ในสภาวะปกติ ร่างกายจะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างรวดเร็ว โดยการบีบตัวของหลอดเลือด การเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และการหลั่งฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมความดันโลหิต กลไกเหล่านี้จะช่วยรักษาระดับความดันโลหิตให้คงที่และเพียงพอต่อการหล่อเลี้ยงสมอง

เมื่อระบบควบคุมไม่ทำงานเต็มประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม ในบางคน กลไกการตอบสนองเหล่านี้อาจทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทำให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อเปลี่ยนท่าทาง ผลที่ตามมาคือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่ทัน ทำให้เกิดอาการต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของระบบควบคุมนี้ ได้แก่:

  • อายุ: ผู้สูงอายุมีแนวโน้มที่จะประสบกับภาวะนี้มากกว่า เนื่องจากความยืดหยุ่นของหลอดเลือดลดลง และระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของหัวใจและหลอดเลือดอาจเสื่อมสภาพลง
  • ยาบางชนิด: ยาบางประเภท เช่น ยาลดความดันโลหิต ยาขับปัสสาวะ ยาแก้ซึมเศร้า และยาขยายหลอดเลือด อาจส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะนี้
  • ภาวะขาดน้ำ: การขาดน้ำทำให้ปริมาณเลือดในร่างกายลดลง ทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อรักษาความดันโลหิต
  • โรคประจำตัว: โรคบางชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคพาร์กินสัน และโรคเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ อาจส่งผลต่อการควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะนี้
  • การพักผ่อนไม่เพียงพอ: การนอนหลับไม่เพียงพออาจส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมความดันโลหิต

รับมือกับอาการลุกแล้ววูบอย่างไรดี?

หากคุณมีอาการลุกแล้ววูบเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม มีวิธีง่ายๆ ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดอาการได้:

  • ลุกขึ้นอย่างช้าๆ: หลีกเลี่ยงการลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังนั่งหรือนอนเป็นเวลานาน ควรค่อยๆ ลุกขึ้นทีละขั้นตอน เช่น จากท่านอนเป็นท่านั่ง แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ: การรักษาระดับน้ำในร่างกายให้เพียงพอเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาระดับความดันโลหิตให้คงที่ ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน
  • หลีกเลี่ยงการยืนเป็นเวลานาน: หากจำเป็นต้องยืนเป็นเวลานาน ควรขยับขาและข้อเท้าเป็นระยะ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
  • ออกกำลังกายเป็นประจำ: การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของระบบหัวใจและหลอดเลือด ทำให้ระบบควบคุมความดันโลหิตทำงานได้ดีขึ้น
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: แอลกอฮอล์อาจทำให้หลอดเลือดขยายตัวและลดความดันโลหิต ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอาการลุกแล้ววูบ

อาการลุกแล้ววูบอาจดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่หากเกิดขึ้นบ่อยครั้งและรุนแรง อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ การทำความเข้าใจกลไกการเกิดอาการและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน จะช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ