ทําไมถึงกินอะไรก็อ้วกออกมา

13 การดู

หากคุณมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่สบายท้องหลังรับประทานอาหาร อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร, การแพ้อาหาร, หรือภาวะอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อรับคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงขึ้น

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

ทำไมกินอะไรก็อ้วก: ไขปมปัญหาสุขภาพที่ซ่อนอยู่

อาการ “กินอะไรก็อ้วก” เป็นสัญญาณเตือนที่ร่างกายส่งมาบอกว่า “มีบางอย่างผิดปกติ” ซึ่งไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัวแล้ว ยังอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้อีกด้วย สาเหตุของอาการนี้มีความหลากหลาย ตั้งแต่ปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อย ไปจนถึงภาวะที่ซับซ้อนกว่านั้น

ทำความเข้าใจกลไกการอาเจียน

ก่อนจะเจาะลึกลงไปถึงสาเหตุ เรามาทำความเข้าใจกลไกการอาเจียนกันก่อน ร่างกายของเรามีระบบป้องกันตัวเองเมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมหรือสารพิษ การอาเจียนจึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ร่างกายพยายามกำจัดสิ่งเหล่านั้นออกไป โดยศูนย์ควบคุมการอาเจียนในสมองจะกระตุ้นกล้ามเนื้อในช่องท้องและหลอดอาหารให้บีบตัวอย่างรุนแรง เพื่อขับดันอาหารออกมา

สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้ “กินอะไรก็อ้วก”

  • อาหารเป็นพิษ: สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด อาหารที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารพิษ จะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงหลายวันหลังรับประทาน
  • กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis): การอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Helicobacter pylori, การใช้ยาแก้ปวด NSAIDs เป็นเวลานาน, หรือการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
  • ไวรัสลงกระเพาะ (Gastroenteritis): การติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ปวดท้อง และอาจมีไข้ร่วมด้วย
  • การแพ้อาหาร (Food Allergy) และการแพ้อาหารแฝง (Food Intolerance): ร่างกายตอบสนองต่ออาหารบางชนิดด้วยการสร้างแอนติบอดี ทำให้เกิดอาการแพ้ เช่น ผื่นคัน บวม หรือในกรณีรุนแรง อาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และหายใจลำบาก ส่วนการแพ้อาหารแฝงนั้น อาการอาจค่อยเป็นค่อยไป และไม่รุนแรงเท่าการแพ้อาหาร แต่ก็สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องอืด ท้องเสียได้เช่นกัน
  • ภาวะกรดไหลย้อน (GERD): กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว และอาจทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหาร
  • การตั้งครรภ์ (Morning Sickness): อาการแพ้ท้องในช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
  • โรคไมเกรน: บางครั้งอาการไมเกรนก็สามารถทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้

สาเหตุอื่นๆ ที่อาจเป็นไปได้

นอกจากสาเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการ “กินอะไรก็อ้วก” ได้ เช่น

  • โรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • ลำไส้อุดตัน
  • เนื้องอกในระบบทางเดินอาหาร
  • ยาบางชนิด
  • ความเครียดและความวิตกกังวล
  • การเดินทาง (Motion Sickness)

เมื่อไหร่ที่ควรไปพบแพทย์?

อาการ “กินอะไรก็อ้วก” อาจเป็นเพียงอาการชั่วคราวที่หายได้เอง แต่หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

  • อาเจียนอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ปวดท้องอย่างรุนแรง
  • มีไข้สูง
  • ร่างกายขาดน้ำ (Dehydration) เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง ปัสสาวะน้อยหรือไม่ปัสสาวะ
  • อ่อนเพลียมาก
  • สับสน
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น ชา อ่อนแรง พูดไม่ชัด

การดูแลตัวเองเบื้องต้น

ในระหว่างที่รอพบแพทย์ คุณสามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้ดังนี้

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • จิบน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • หลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารรสจัด และอาหารที่มีกลิ่นแรง
  • ลองทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก หรือซุปใส
  • หลีกเลี่ยงการนอนราบหลังรับประทานอาหาร

ข้อควรจำ: การ “กินอะไรก็อ้วก” เป็นอาการที่ต้องให้ความสนใจ การปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และได้รับการรักษาที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณกลับมามีสุขภาพที่ดีได้อีกครั้ง อย่าปล่อยทิ้งไว้จนอาการรุนแรงขึ้น เพราะอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้