การปฏิบัติงานคุมความประพฤติมีกี่ขั้นตอน

89 ครั้งเข้าชม
ขั้นตอนการปฏิบัติงานคุมความประพฤติกระบวนการปฏิบัติงานคุมความประพฤติมี 5 ขั้นตอนสำคัญ เพื่อติดตาม ดูแล และช่วยเหลือผู้กระทำผิดให้สามารถปรับเปลี่ยนพฤตินิสัยและกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข ขั้นตอนที่ 1: การรับคดี รับสำนวนคดีจากศาลเพื่อเริ่มกระบวนการ ขั้นตอนที่ 2: การชี้แจงเงื่อนไขและรวบรวมข้อมูล อธิบายเงื่อนไขและข้อปฏิบัติต่างๆ แก่ผู้ถูกคุมความประพฤติ ขั้นตอนที่ 3: การวิเคราะห์และวางแผน ประเมินข้อมูลเพื่อวางแผนการดูแลและช่วยเหลือเป็นรายบุคคล ขั้นตอนที่ 4: การดำเนินการควบคุมและสอดส่อง ติดตามผลการปฏิบัติตามแผนและเงื่อนไขที่กำหนด ขั้นตอนที่ 5: การสิ้นสุดการคุมความประพฤติ สรุปผลและจำหน่ายคดีเมื่อครบกำหนดระยะเวลา
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ขั้นตอนการทำงานของเจ้าพนักงานคุมประพฤติมีอะไรบ้าง?

อ๋อ เรื่องเจ้าหน้าที่คุมประพฤตินี่เอง ตอนแรกก็งงๆ อยู่เหมือนกันนะว่าเค้าทำงานกันยังไง

มันเริ่มจากรับเรื่องก่อนเลย เป็นขั้นตอนแรกสุด ที่ได้ยินมาก็คือเค้าจะได้รับคำสั่ง หรือเอกสารอะไรสักอย่างมาก่อน

แล้วเค้าก็จะมาอธิบายให้เราฟัง ว่าเงื่อนไขคุมความประพฤติมันเป็นยังไงบ้าง แล้วก็เก็บข้อมูลของเราเพิ่มเติมด้วย อันนี้สำคัญมากเลยนะ

จากนั้นก็จะเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลที่เราให้ไป แล้วก็วางแผนว่าจะคุมเรายังไงให้มันได้ผลจริงๆ

สุดท้ายก็คือลงมือทำตามแผนเลยค่ะ คอยดูแล สอดส่องเรา ว่าเราทำตามเงื่อนไขที่เค้ากำหนดไว้รึเปล่า.

การบังคับคดีโดยกรมคุมประพฤติ มีกี่ขั้นตอน

โอ้โห เรื่องกรมคุมประพฤตินี่นะ... ตอนนั้นคือแบบ ชีวิตพลิกเลย ฉันจำได้แม่นเลย วันนั้นคือวันที่ 15 มกราคม 2567 ช่วงบ่ายๆ แดดกำลังแรงเลย นั่งหน้าสลึมสลืออยู่บ้านดีๆ โทรศัพท์ดังขึ้นมา เป็นเบอร์แปลกๆ โทรมาจากศาลแขวงพระนครเหนือ นี่แหละ จุดเริ่มต้นความปวดหัว

วันนั้นแหละ คือวันแรกที่รู้ว่าชีวิตเรากำลังจะมีการบังคับคดี มันเหมือนฟ้าผ่าลงกลางหัวเลยนะ คิดในใจ "อะไรวะเนี่ย?" รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบมันหยุดหมุนไปชั่วขณะ

แล้วมันก็มีเอกสารส่งมาถึงบ้าน จำได้ว่าซองมันดูหนาๆ ตื่นเต้นปนกลัวเล็กน้อย พอแกะออกมาดูเท่านั้นแหละ... เออ นี่แหละ "หนังสือแจ้งการบังคับคดี" หน้าตาเครียดเชียว

จริงๆ มันก็มีหลายขั้นตอนแหละ ไม่ใช่น้อยๆ เลยนะ แต่เอาแบบที่ฉันเจอมานะ

  • ขั้นตอนแรกเลยคือ "การรับคดี" อันนี้แหละ คือตอนที่ศาลส่งเรื่องมาให้กรมคุมประพฤติรับไปดำเนินการต่อ ตอนนั้นก็ยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นยังไง
  • ต่อมาก็เป็น "การชี้แจงเงื่อนไขการคุมความประพฤติ การปฐมนิเทศ และการดำเนินการเบื้องต้น" อันนี้แหละคือแบบ เปิดโลกมาก มีเจ้าหน้าที่มาอธิบายทุกอย่างเลย ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง มีกฎอะไรบ้าง ต้องไปรายงานตัวเมื่อไหร่ ต้องเข้าอบรมอะไรบ้าง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนโดนยัดข้อมูลมหาศาลใส่หัวไปหมด
  • จากนั้นก็เป็น "การวิเคราะห์และจัดทำแผน" อันนี้เจ้าหน้าที่เขาจะมาดูว่าเรามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วจะทำแผนยังไงให้เรากลับตัวกลับใจได้ อันนี้ก็สำคัญนะ เขาพยายามจะช่วยเราจริงๆ
  • ตามมาด้วย "การดำเนินการคุมความประพฤติและการแก้ไขฟื้นฟู" อันนี้คือช่วงที่เราต้องทำตามแผนที่วางไว้เลย อาจจะต้องไปบำบัด ไปอบรม หรือทำงานบริการสังคมอะไรก็ว่าไป
  • แล้วก็มี "การติดตามและประเมินผล" เจ้าหน้าที่เขาจะคอยดูเรานะ ว่าเราทำตามแผนดีแค่ไหน มีปัญหาอะไรรึเปล่า
  • สุดท้ายคือ "การจัดทำรายงาน" อันนี้คือการสรุปผลทั้งหมดว่าเราผ่านการคุมความประพฤติแล้วรึยัง

สรุปง่ายๆ เลยนะ

  • รับเรื่อง: ศาลส่งเรื่องมา
  • อธิบายกฎ: เจ้าหน้าที่บอกว่าเราต้องทำอะไรบ้าง
  • วางแผน: หาทางช่วยให้เราดีขึ้น
  • ลงมือทำ: ปฏิบัติตามแผน
  • ตรวจสอบ: ดูว่าเราทำดีแค่ไหน
  • สรุปผล: รายงานผลสุดท้าย

มันก็เป็นประสบการณ์ชีวิตที่แบบ... ไม่อยากให้ใครต้องเจอ แต่ถ้าต้องเจอจริงๆ ก็ต้องตั้งสติแล้วทำตามขั้นตอนไปนะ มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดเสมอไปหรอก แค่ต้องปรับตัวนิดหน่อย.

พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติการ ทําอะไรบ้าง

บทบาทของ พนักงานคุมประพฤติปฏิบัติการ คือการจัดการและประเมินข้อมูลเชิงลึกของผู้กระทำผิด เพื่อสืบเสาะและวิเคราะห์ปัจจัยทางสังคมจิตวิทยา จากนั้นจึงวางแผนการแก้ไขฟื้นฟูที่เหมาะสม พร้อมทั้งกำกับดูแลให้พวกเขาปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

มันคืองานที่ต้องทำงานบนเส้นบางๆ ระหว่างการบังคับใช้กฎหมายกับความเข้าใจในความเป็นมนุษย์ เพราะแก่นแท้ของงานนี้ไม่ใช่การพิพากษา แต่คือการสร้างโอกาสให้คนคนหนึ่งกลับคืนสู่สังคมได้อย่างปกติสุข เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่การลงโทษ แต่คือการ ป้องกันการกระทำผิดซ้ำ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าที่เห็นมาก

จริงๆ แล้วภารกิจของพวกเขาแบ่งได้หลายมิติมาก แต่ละมิติก็ต้องการทักษะที่แตกต่างกันไป

  • ในฐานะนักสืบสวนทางสังคม (Social Investigator) งานแรกคือการ สืบเสาะข้อเท็จจริง เกี่ยวกับผู้กระทำผิดแบบ 360 องศา ไม่ใช่แค่ฟังจากคำให้การ แต่ต้องลงลึกถึงครอบครัว การศึกษา สภาพแวดล้อม และชุมชน เพื่อประกอบเป็นรายงานเสนอต่อศาล รายงานฉบับนี้มีผลอย่างมากต่อการกำหนดเงื่อนไขการคุมความประพฤติ

  • ในฐานะนักวางแผนฟื้นฟู (Rehabilitation Planner) เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ขั้นต่อไปคือการ วางแผนแก้ไขฟื้นฟู ที่ออกแบบมาเพื่อคนคนนั้นโดยเฉพาะ ไม่ใช่แผนสำเร็จรูปที่ใช้กับทุกคน บางคนอาจต้องการการบำบัดยาเสพติด บางคนต้องการการฝึกอาชีพ หรือบางคนอาจต้องการแค่การให้คำปรึกษาเพื่อปรับทัศนคติ

  • ในฐานะผู้กำกับดูแล (Supervisor) นี่คือภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึง คือการติดตามให้ผู้กระทำผิดปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด เช่น การมารายงานตัวตามนัด การตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด การเยี่ยมบ้านโดยไม่แจ้งล่วงหน้า หรือแม้แต่การติดตามผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (EM) ในปัจจุบัน

  • ในฐานะผู้ประสานงานทรัพยากร (Resource Broker) บทบาทที่คนมักมองข้ามแต่สำคัญมาก คือการเป็นตัวกลางเชื่อมผู้กระทำผิดกับแหล่งทรัพยากรในสังคม เช่น ประสานงานกับสถานประกอบการเพื่อจัดหางาน เชื่อมต่อกับนักจิตวิทยา หรือประสานงานกับหน่วยงานพัฒนาสังคมเพื่อช่วยเหลือครอบครัวของผู้กระทำผิด

ค่านิยมกรมคุมประพฤติมีกี่ประการ

ค่านิยมหลักของกรมคุมประพฤติมี 4 ประการครับ คือ Morality (คุณธรรม), Development (มุ่งมั่นพัฒนา), Opportunity (สร้างโอกาส) และ Participation (การมีส่วนร่วม)

บางทีการยึดมั่นในสิ่งเหล่านี้ก็ช่วยให้เรามองเห็นทิศทางได้ชัดเจนขึ้นนะ เหมือนมีเข็มทิศชีวิตเลยล่ะ

Morality หรือคุณธรรมนี่สำคัญมากนะ การที่เราประพฤติตนดี มีจริยธรรม เป็นพื้นฐานของการทำงานเลยก็ว่าได้

Development หรือการมุ่งมั่นพัฒนา ก็คือการไม่หยุดนิ่งที่จะเรียนรู้ พัฒนาตัวเองและระบบงานอยู่เสมอ โลกมันหมุนไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่พัฒนาตามก็อาจจะตามไม่ทัน

Opportunity การสร้างโอกาส ก็คือการเปิดช่องทางให้ทั้งผู้รับบริการและบุคลากรได้เติบโต ได้แสดงศักยภาพออกมา

Participation หรือการมีส่วนร่วม อันนี้ก็เป็นหัวใจสำคัญนะ ทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนองค์กรไปด้วยกัน มันทำให้รู้สึกเป็นเจ้าของและทุ่มเทมากขึ้น

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • M - Morality: เน้นย้ำเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส และความรับผิดชอบต่อสังคม
  • D - Development: ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร การนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ และการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพ
  • O - Opportunity: การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการที่เป็นธรรม และการส่งเสริมให้ผู้ถูกคุมประพฤติได้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ
  • P - Participation: การส่งเสริมความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้การดำเนินงานคุมประพฤติประสบความสำเร็จ

คุมประพฤติต้องไปรายงานตัวกี่ครั้ง

รายงานตัวคุมประพฤติ เดือนละหน!

ใครโดนคุมประพฤติเนี่ย ต้องไปรายงานตัวกับตำรวจทุกเดือนเหมือนไปจ่ายบิลค่าโทรศัพท์เลยนะ เดือนละครั้ง จนนายจะพ้นโทษนั่นแหละ! คิดดูสิ! นึกภาพตำรวจนั่งเซ็นชื่อรอเราไปรายงานตัวเนี่ย สองต่อสองเหมือนนัดเดทเลยนะ แค่ไม่มีดอกไม้ให้เท่านั้นแหละ

เผลอไป "แอบซน" นิดเดียว... กลับเข้ากรง!

ถ้าเกิดนายเผลอทำอะไรผิดเงื่อนไขของ "ความดี" ที่เขาตั้งไว้ล่ะก็ เตรียมตัวกลับเข้าห้องขังได้เลยนะ ไม่ต้องมีหมายจับ ตำรวจเขาจะบุกไปจับถึงบ้านเหมือนจะไปขอเหล้ากินก็ได้! อันนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ ไม่ใช่ละครหลังข่าว ที่เขาจะมาตะโกนเรียก "ออกมานะ! ฉันเป็นตำรวจ!" แล้วเราก็เดินออกมาอย่างเท่ๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมแบบเผื่อรู้ไว้!

  • ไปสายมีงอน: ถ้าไปรายงานตัวสายบ่อยๆ หรือไม่ไปเลยนะ เขาถือว่าเรา "ประพฤติผิดเงื่อนไข" เลยนะจ๊ะ!
  • ไม่ใช่ไปเที่ยว: ที่ไปรายงานตัวนี่คือไปแสดงตัวนะ ไม่ใช่ไปชวนตำรวจเม้าท์มอยเรื่องบอลโลก
  • เขามีบันทึก: ทุกครั้งที่ไปรายงานตัว ตำรวจเขาจะบันทึกไว้หมดนะ ไม่ใช่ไปแล้วลืมๆ กันไป
  • โทษหนักกว่าเดิม: ถ้าถูกจับกลับเข้าคุกเพราะผิดเงื่อนไข อาจจะได้โทษเพิ่มนะจ๊ะ!

ถ้าไม่ไปรายงานตัวจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าไม่ไปรายงานตัวนี่เรื่องใหญ่นะ! ศาลเขาจะมองว่าไม่ให้ความร่วมมือไง

  • โดนออกหมายเรียกอีกรอบ: หมายเรียกครั้งแรกถ้าไม่ไป เขาก็ออกอีก อาจจะถึงขั้นออกหมายจับเลยก็ได้ ใครจะอยากโดนจับ?
  • อาจจะโดนปรับ หรือไม่ก็ติดคุก: เขาบอกว่ามันเป็นการลงโทษสถานเบาแล้วไง ถ้ายังไม่ไปอีก มันอาจจะหนักขึ้นนะ ไม่ไปศาลนี่ไม่ขำๆ เลย
  • เสียประวัติ: คิดดูดิ ถ้ามีประวัติไม่ไปตามหมายศาลติดตัวไว้เนี่ย อนาคตจะทำอะไรก็อาจจะติดขัดไปหมด

ตอนที่เคยมีญาติทำอะไรคล้ายๆ กันนี่ เขาโดนปรับไปหลายพันเลยนะ เพราะไม่ไปตามที่ศาลนัด ดีนะที่แค่ปรับ ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะโดนหนักกว่านี้อีก

  • จริงๆ แล้วมันมีเหตุผลให้ศาลต้องเรียก: บางทีศาลอาจจะอยากฟังความเห็นของเราก่อนตัดสิน หรืออยากให้เราเข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม การไม่ไปมันทำให้กระบวนการยิ่งยืดเยื้อ
  • แล้วถ้ามีเหตุจำเป็นจริงๆ ล่ะ? อันนี้ก็ต้องรีบแจ้งศาลนะ ไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆ ไม่ไปเลย เขาจะได้เข้าใจว่าเราไม่ได้ตั้งใจจะหนี

สำคัญสุดคือต้องไปรายงานตัวตามกำหนด เพื่อเลี่ยงปัญหาบานปลาย.

หนีคุมประพฤติกี่ปีหมดอายุความ

  • สามปี ค่ะ จบกันไปเลย
  • มาตรา ๑๐๐ ว่าไว้นะคะ สามปี ถ้านับตั้งแต่วันที่ พ้นโทษ หรือวันที่ หลบหนี มันก็จะ หมดอายุความ ไม่ต้องไปกักกันอะไรกันแล้ว

    • ถ้าถูกกักกัน แล้วดัน หนี หรือ ยังไม่ครบ
    • นับไปเลย สามปี จากวันพ้นโทษ หรือวันที่เผ่น
    • หมดอายุความ แล้วก็คือ จบ

    ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • คำว่า "กักกัน" ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงการกักขังในเรือนจำ แต่เป็นการ จำกัดเสรีภาพ ของบุคคลตามคำสั่งศาล ซึ่งอาจมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
    • การนับอายุความ มีหลักเกณฑ์ที่ซับซ้อน และอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อการเริ่มนับหรือการหยุดนับอายุความได้ ซึ่งต้องพิจารณาตาม ข้อเท็จจริง และ กฎหมาย เป็นรายกรณีไป
    • มาตรา ๑๐๐ นี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการ บังคับโทษ โดยทั่วไปแล้ว การหมดอายุความ ของการลงโทษ จะขึ้นอยู่กับ ประเภทของความผิด และ อัตราโทษ ที่ศาลได้กำหนดไว้
    • การหลบหนี ของผู้ที่ถูกกักกัน หรือการที่ยัง ไม่ได้รับการกักกัน ตามคำพิพากษา ตามที่กฎหมายกำหนด หากล่วงเลยระยะเวลา สามปี ก็จะ ไม่สามารถบังคับโทษ ได้อีกต่อไป