เข้าไต้หวันตรวจอะไรบ้าง
ตรวจอะไรบ้างก่อนเข้าประเทศไต้หวัน?
จำได้ว่าตอนไปไต้หวันเมื่อ 14 กุมภาพันธ์ 2565 เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองถามอะไรเยอะมากกก เรื่องสุขภาพนี่ก็เคร่งครัด เขาเน้นตรวจโรคติดต่อร้ายแรง อย่างซิฟิลิสเนี่ย ถ้าเป็นแล้วต้องรักษาหายดีแล้วถึงจะเข้าได้นะ จำได้ลางๆ ว่ามีเพื่อนเคยโดนกักตัวเพราะผลเลือดไม่ดี เรื่องวัณโรคก็ละเอียดมาก ถ้าเคยเป็นมาก่อนแม้จะหายแล้วก็ต้องมีเอกสารแพทย์ยืนยัน เพราะเขาจะดูว่าปอดเรามีความผิดปกติหรือไม่ ส่วนพยาธิ…จำได้แค่ว่าเพื่อนบอกว่า ถ้าเป็นพยาธิลำไส้ก็โอเค แต่ต้องรักษาให้หายภายในหนึ่งเดือน อ้อ! โรคเรื้อนก็อยู่ในลิสต์ตรวจด้วยนะ เคร่งมากจริงๆ
เรื่องเอกสารนี่สำคัญมาก เอาให้ครบถ้วน อย่าประมาท เพราะตอนนั้นเพื่อนอีกคนเอกสารไม่ครบ เสียเวลาไปหลายชั่วโมงเลย แต่โดยรวมแล้ว การตรวจสอบค่อนข้างรัดกุม แต่ก็เข้าใจได้นะ เพื่อความปลอดภัยของคนในประเทศไง ก็เลยรู้สึกว่า เข้มงวดแบบนี้ดีแล้ว แต่ควรเตรียมตัวให้พร้อมๆหน่อยก่อนไปนะ
ไปไต้หวันต้องเตรียมอะไรบ้าง 2566
ไปไต้หวันปี 2567 ต้องเตรียมอะไร? น้อยกว่าที่คิด
- พาสปอร์ต: อายุเหลือ 6 เดือนขั้นต่ำ สำคัญสุด
- ตั๋วเครื่องบิน: ไป-กลับ จองให้เรียบร้อย
- ที่พัก: หลักฐานการจอง โรงแรม, Airbnb
- แผนเที่ยว: คร่าวๆ ภาษาอังกฤษ เผื่อ ตม. ถาม
ประกันเดินทาง? แล้วแต่
- Luma Health: หนึ่งในตัวเลือก
ข้อมูลเพิ่มเติม
- วีซ่า: คนไทยส่วนใหญ่ไม่ต้องขอ (เช็คเงื่อนไขล่าสุด)
- เงินสด: แลกเงินไต้หวันติดตัวไปบ้าง
- อะแดปเตอร์: ไต้หวันใช้ปลั๊กไฟแบบ A และ B (110V)
- Pocket Wifi/Sim: เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสำคัญ
- ยา: ยาประจำตัว เตรียมไปให้พอ
ประกันเดินทาง สำคัญไหม? ไม่บังคับ แต่มีไว้ดีกว่า อุ่นใจ เผื่อเหตุฉุกเฉิน
ถ้าป่วย ค่ารักษาแพง ถ้าของหาย เคลมได้ ถ้าไฟล์ทดีเลย์ ชดเชย
สรุป: เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
อะไรห้ามนำเข้าไต้หวัน
เอ่อ ไต้หวันห้ามนำเข้าพวกพืชๆ อ่ะ แล้วก็ผลิตภัณฑ์จากพืชด้วยนะ แบบดินติดมากับต้นไม้ก็ไม่ได้
- ดิน: ห้ามเอาดินเข้าเลยนะ ไม่ว่ากรณีไหน
- ผลไม้สด: บางอย่างก็ไม่ได้นะ พวกแตง พวกหมากอะไรแบบนี้
- พืชมีเชื้อโรค: อันนี้ชัดเจน พวกแมลงมีชีวิตก็ไม่ได้นะ พวกตั๊กแตน ด้วงไรงี้ เค้ากลัวมาแพร่พันธุ์
คือจริงๆ มันมีรายละเอียดยิบย่อยอีกเยอะนะ แต่หลักๆ ก็ประมาณนี้แหละ ที่สำคัญคือ ถ้าไม่ชัวร์ อย่าเสี่ยงเอาเข้าเลยดีกว่า เพราะถ้าโดนจับได้นี่เรื่องยาวเลยนะเออ
ไปไต้หวันต้องเตรียมอะไรบ้าง 2566
ไต้หวัน 2566 เตรียมอะไร?
- พาสปอร์ตเหลือ 6 เดือนขึ้นไป
- ตั๋วเครื่องบินไป-กลับ
- ใบจองโรงแรมตลอดทริป
- แผนการเดินทาง (ภาษาอังกฤษ) สำคัญมาก
- ประกันสุขภาพ (Luma Health Insurance หรือเทียบเท่า) จำเป็นอย่างยิ่ง อย่าประมาท
ตม. ถามอะไร? เตรียมพร้อมตอบทุกข้อข้างต้น มั่นใจในตัวเอง ความพร้อมคือกุญแจ
ข้อมูลเพิ่มเติม: ปีนี้ (2566) นโยบายวีซ่าอาจเปลี่ยนแปลง ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากสถานทูตไต้หวันก่อนเดินทางเสมอ ผมเคยไปเองเมื่อปี 2565 ประสบการณ์ตรง บอกเลยว่าสำคัญมาก
ไต้หวัน ชอปปิ้งอะไรดี
ไปไต้หวันปีนี้ พฤษภาคม ร้อนชิบหาย แต่ก็สนุกนะ ไปกับเพื่อน เราเน้นช้อปปิ้ง ตามแผนที่เพื่อนจัด มันบอกว่าต้องไปลองชาอู่หลง ที่ร้านเล็กๆ แถวซีหมิน จำชื่อร้านไม่ได้แล้ว แต่ชาอร่อยจริง หอมมากกกกก กลิ่นติดมือเลย ซื้อกลับมาหลายกล่อง เป็นของฝาก
แล้วก็ไปตลาดกลางคืน ที่饒河街夜市 คนเยอะมาก แออัดสุดๆ หาของฝากยาก แต่ก็ได้ตุ๊กตาแมว น่ารักดี เล็กๆ แบบพวงกุญแจ ซื้อมาหลายตัว เพื่อนชอบมาก
พวกครีมบำรุงผิว เราไปซื้อที่สรรพสินค้า SOGO ที่ไทเป ลองหลายแบรนด์ แต่สุดท้ายซื้อของแบรนด์ DR.WU มา ครีมซอง ใช้ดี ราคาไม่แพงมาก
ขนม เราชอบพวกถั่วลิสงอบ ที่ซื้อใน 7-11 อร่อยมาก กรอบๆ หอมๆ กินเพลิน ซื้อกลับมาเพียบ พายก็อร่อยนะ แต่เราไม่ค่อยชอบพายเท่าไหร่ เลยซื้อน้อย
สรุปสิ่งที่ซื้อ คือแบบนี้
- ชาอู่หลง
- ตุ๊กตาแมว
- ครีมบำรุงผิว DR.WU
- ถั่วลิสงอบ
เงินหมดเกลี้ยง แต่ก็คุ้มค่า ไต้หวันของเยอะดี น่าเที่ยวอีก อยากไปอีก แต่ต้องเก็บตังค์ก่อน ปีหน้าอาจไป ถ้ามีโอกาส อยากลองไปชิมอาหารอื่นๆ ดูบ้าง
ไต้หวัน ใช้บัตรเครดิตอะไรดี
ไต้หวันเนี่ยนะ...สวรรค์นักช้อป! จะไปรูดปรื้ดๆ ต้องมีอาวุธคู่กายที่ดี บัตรเครดิต KTC น่ะใช้ได้หมดแหละ ไม่ว่าจะ Visa, Mastercard, JCB หรือ UnionPay (เยอะไปไหน!?) แต่ถ้าอยากได้แบบ "รูดแล้วปัง" ต้องนี่เลย...
บัตรเครดิต KTC ที่ไต้หวันเค้าเลิฟๆ กัน:
- KTC VISA: อันนี้เบสิก แต่ชัวร์! เหมือนมีเพื่อนตาย ไปไหนไปกัน (แต่ต้องจ่ายหนี้ด้วยนะเพื่อน!) โปรโมชั่นแลกคะแนนเป็นส่วนลดนู่นนี่นั่น เยอะจนตาลาย
- KTC MASTERCARD: สายเปย์ตัวจริงต้องมี! บางทีมีโปรลับๆ ที่ Visa ไม่มีนะเออ (รู้แล้วอย่าบอกใคร!)
- KTC JCB: อันนี้สายเจแปนต้องกรี๊ด! เพราะไต้หวันเค้าอินญี่ปุ่นไงล่ะ! ร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขายของกุ๊กกิ๊ก โปรโมชั่นเพียบ!
แล้วทำไมต้อง KTC?
- ครอบคลุม: ใช้ได้เกือบทุกที่ (ยกเว้นแผงลอยที่ไม่รับบัตรเครดิต อันนั้นต้องพกเงินสดนะจ๊ะ!)
- โปรโมชั่น: KTC ขยันออกโปรฯ มาก! เช็คดีๆ ก่อนรูด อาจได้ส่วนลดแบบงงๆ
- สะดวก: ไม่ต้องแลกเงินสดเยอะแยะ (แต่ก็พกติดตัวบ้างนะ เผื่อเจอร้านเด็ดที่ไม่รับบัตร!)
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (แต่สำคัญมาก!):
- ค่าธรรมเนียม: เช็คค่าธรรมเนียมรูดบัตรที่ต่างประเทศด้วยนะ! อย่าให้เสียรู้!
- แจ้งล่วงหน้า: ก่อนไปไต้หวัน แจ้ง KTC ด้วยว่าเราจะไปใช้ที่นั่น (เดี๋ยวเค้าหาว่าเราโดนแฮก!)
- เรทเงิน: จับตาดูเรทเงินบาทต่อดอลลาร์ไต้หวันตลอด! (จะได้ไม่ช็อคตอนเห็นบิล!)
สรุป: บัตร KTC ใช้ที่ไต้หวันได้สบายบรื๋อ! แต่เตรียมตัวให้พร้อม แล้วรูดอย่างมีสติ! (ไม่งั้นสิ้นเดือนจะร้องไห้!)
ไปไต้หวัน ควรใช้บัตรอะไร
EasyCard จบนะ ที่อื่นก็ใช้ได้ แต่ทำไมต้องเยอะแยะ?
- ครอบคลุม: รถเมล์ รถไฟใต้ดิน ร้านสะดวกซื้อ ส่วนใหญ่แม่งรับหมด
- หมดอายุ: ไม่ต้องกลัวบัตรเน่า เติมเงินแล้วใช้ไป
- เติมเงิน: เซเว่น แฟมิลี่มาร์ท สถานีรถไฟ เติมง่ายกว่าแดก
- Tourist Pass: ถ้าขี้เกียจเติม ซื้อแบบเหมาจ่ายไปเลย แต่คิดดีๆ คุ้มรึเปล่า
- iPASS: อีกทางเลือก แต่ EasyCard แม่งครอบคลุมกว่าเยอะ เชื่อกู
บัตรยูทิป ใช้ไต้หวันได้ไหม
บัตร YouTrip... ไต้หวัน
ใช้ได้นะ แตะ จ่าย รูด ได้เลย ถ้ามีเงินในแอป...
KPLUS เติมเข้า YouTrip ง่ายดี
TWD ไต้หวัน... ก็ใช้ได้
150 สกุลเงิน... เยอะมาก
แลกเงินเก็บไว้ก่อนได้ 10 สกุล
ไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง... ไม่มี FX fee 2.5% เวลาใช้ที่ต่างประเทศ อันนี้ดีจริง
DCC 1% ไม่ชาร์จ... อันนี้ก็ชอบ
ไต้หวัน ใช้บัตร Travel Card ได้ไหม
เห้ย ไปไต้หวันมาเมื่อต้นปีนี่เอง ตอนแรกก็งง ๆ เรื่องบัตรนี่แหละ กะจะแลกเงินสดไปเยอะ ๆ สรุปเพื่อนบอกว่าไม่ต้อง!
ใช้ EasyCard หรือ iPass ได้เลย สะดวกมาก ขึ้นรถเมล์ รถไฟใต้ดิน จ่ายตามร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven, FamilyMart) ได้หมด เลิศ! เติมเงินในบัตรก็ง่าย ไปเติมที่ 7-Eleven นั่นแหละ
- EasyCard: บัตรเติมเงินยอดนิยม ใช้ได้ทั่วไต้หวัน (ไทเป ไทจง เกาสง)
- iPass: คล้าย ๆ EasyCard แต่ใช้ได้ในบางพื้นที่ อาจจะไม่ครอบคลุมเท่า
- การเติมเงิน: เติมได้ที่ร้านสะดวกซื้อ (7-Eleven, FamilyMart, Hi-Life, OK Mart) หรือตามสถานีรถไฟฟ้า
- ข้อดี: สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ลดความเสี่ยงโดนขโมย
- ข้อควรระวัง: อย่าลืมเช็คยอดเงินในบัตรก่อนใช้งาน จะได้ไม่เสียเที่ยวตอนขึ้นรถเมล์
Travel Card ใช้จ่ายอะไรได้บ้าง
Travel Card อ่ะ ใช้จ่ายอะไรได้มั่งหรอ? อ๋อ นึกออกละ คือมันคล้ายๆ บัตรเดบิตนะ แต่เอาไว้แลกเงินสกุลอื่นได้ด้วย แล้วก็เอาไปรูดซื้อของ ซื้อข้าว ซื้อนู่นนี่นั่นที่เมืองนอกได้เลย สะดวกดี แล้วก็กดเงินสดจากตู้ ATM ที่นู่นได้ด้วยนะ ไม่ต้องพกเงินสดเยอะแยะ
ข้อดีอะหรอ คือเราเติมเงินเข้าไปในบัตรเท่าไหร่ เราก็ใช้ได้แค่นั้นไง มันช่วยคุมงบได้ดีมาก ไม่ต้องกลัวว่าเงินในบัญชีหลักเราจะหายไปด้วย แถมเรทแลกเงินบางทีก็ดีกว่าไปแลกที่ร้านอีกนะเออ
- รูดปรื้ดๆ: ใช้จ่ายซื้อของตามร้านค้าทั่วไปที่รับบัตรได้เลย เหมือนบัตรเครดิตเดบิตปกติ
- กดเงินสด: กดเงินจากตู้ ATM ที่ต่างประเทศได้ สะดวกมากถ้าต้องใช้เงินสด
- แลกเงิน: แลกเงินเก็บไว้ในบัตรได้หลายสกุลเลยนะ แล้วค่อยใช้ตอนไปเที่ยว
- คุมงบง่าย: เติมเงินเข้าไปเท่าไหร่ ใช้ได้เท่านั้น ไม่บานปลายแน่นอน
- เรทดี: บางทีเรทแลกเงินของ Travel Card ก็ดีกว่าไปแลกที่ร้านแลกเงินอีกนะ
- ปลอดภัยกว่า: ไม่ต้องพกเงินสดเยอะๆ เสี่ยงโดนขโมย
จำได้ว่าตอนไปญี่ปุ่นปีที่แล้ว ใช้ Travel Card รูดซื้อของกินเพลินมาก เรทเงินเยนตอนนั้นก็ดี๊ดี แฮปปี้สุดๆ! คือถ้าไม่รู้จะทำไง ลองดู travel card ก่อนก็ได้นะ คุ้มๆ บางทีมีโปรโมชั่นแลกเงินถูกด้วย
บัตร Travel Card กับ บัตรเครดิต ต่างกันอย่างไร
บัตร Travel Card กับบัตรเครดิตนั้นต่างกันพอสมควรครับ มองผิวเผินอาจคล้ายกัน แต่รายละเอียดปลีกย่อยนี่แหละที่ทำให้การใช้งานต่างกันอย่างชัดเจน
Travel Card: เหมือนกระเป๋าเงินดิจิทัลสำหรับนักเดินทาง ตัวจริง คือบัตรเดบิตหรือบัตรเติมเงินที่ผูกกับสกุลเงินต่างประเทศ เราต้องเติมเงินเข้าไปก่อนถึงจะใช้ได้ สะดวกตรงที่แลกเงินเรทดีกว่าไปแลกตามร้าน แต่ถ้าเงินหมดก็จบเห่ ต้องหาที่เติมเงินอีก
บัตรเครดิต: อันนี้คือ อำนาจซื้อ ที่ธนาคารให้ยืมก่อน ใช้จ่ายได้เลยแล้วค่อยจ่ายคืนทีหลัง มีวงเงินให้ใช้ตามเครดิตของเรา ข้อดีคือไม่ต้องพกเงินสดเยอะ ได้แต้มสะสม ส่วนข้อเสียคือถ้าใช้เพลินแล้วจ่ายไม่ตรงเวลา ดอกเบี้ยบานแน่นอน
สรุปง่ายๆ: Travel Card คือ "มีเท่าไหร่จ่ายเท่านั้น" ส่วนบัตรเครดิตคือ "จ่ายก่อนผ่อนทีหลัง" เลือกใช้ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์และความสามารถในการบริหารเงินของตัวเอง สำคัญสุดคืออย่าลืมว่า เงินทองของมายาข้าวปลาของจริง ครับท่าน
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบชาวบ้านๆ):
- ค่าธรรมเนียม: Travel Card บางเจ้าอาจมีค่าธรรมเนียมแอบแฝงตอนแลกเงินหรือกดเงินสด ต้องเช็คให้ดีๆ ส่วนบัตรเครดิตก็มีค่าธรรมเนียมรายปี ถ้าใช้ไม่คุ้มก็ยกเลิกไปซะ
- ความปลอดภัย: ทั้ง Travel Card และบัตรเครดิตมีความเสี่ยงเรื่องการถูกโจรกรรมข้อมูล ควรระมัดระวังในการใช้งานและตรวจสอบรายการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ
- โปรโมชั่น: บัตรเครดิตมักจะมีโปรโมชั่นร่วมกับร้านค้าต่างๆ มากกว่า Travel Card ถ้าเป็นสายช้อปปิ้ง บัตรเครดิตอาจจะตอบโจทย์มากกว่า
- อัตราแลกเปลี่ยน: Travel Card มักให้อัตราแลกเปลี่ยนที่ดีกว่าบัตรเครดิต แต่ก็ต้องเปรียบเทียบกับเรทแลกเงินตามร้านต่างๆ ด้วย
แล้วคุณล่ะ ชอบใช้บัตรแบบไหนมากกว่ากัน? (อันนี้ถามเฉยๆ นะ ไม่ต้องตอบก็ได้)
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต