A-level 67สอบอะไรบ้าง

132 ครั้งเข้าชม
DEK 67 เตรียมสอบ A-Levelวิชาที่ต้องสอบ: คณิตศาสตร์ประยุกต์ 1 (พื้นฐาน + เพิ่มเติม) คณิตศาสตร์ประยุกต์ 2 (พื้นฐาน) วิทยาศาสตร์ประยุกต์ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ภาษาไทย สังคมศึกษา เตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงวันสอบจริง!
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

A-level 67 สอบวิชาอะไรบ้าง เตรียมตัวอย่างไรดี?

โอ้โห A-level 67 นี่มันเรื่องใหญ่เลยนะเนี่ย ตอนนั้นที่เตรียมตัวนี่เหมือนจะสับสนนิดหน่อย รู้แต่ว่ามันต้องสอบหลายวิชามาก แต่ถ้าให้ไล่จริงๆ เท่าที่จำได้นะ มันก็มีวิชาหลักๆ ที่เราเรียนกันมานี่แหละ อย่างคณิตศาสตร์นี่มีสองแบบเลย คณิตประยุกต์ 1 กับ 2 อันนึงเหมือนจะยากกว่าอีกอัน แล้วก็พวกวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ พวกนี้ก็เนื้อหาเข้มข้น ต้องทบทวนดีๆ อีกอย่างก็ภาษาไทยกับสังคม สองวิชานี้เหมือนจะดูง่าย แต่ข้อสอบนี่พลิกแพลงได้เยอะ เตรียมตัวไปเผื่อๆ จะดีกว่า

เรื่องเตรียมตัวนะ สำหรับ A-level 67 เนี่ย จริงๆ มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอก แต่ถ้าเอาจากประสบการณ์ตัวเอง คือ ต้องเริ่มตั้งแต่เนิ่นๆ อย่ารอจนใกล้สอบ เพราะเนื้อหามันเยอะมาก ถ้าเริ่มเร็ว เราจะมีเวลาทบทวน แล้วก็หาจุดที่เรายังไม่เข้าใจ อย่างคณิตศาสตร์ ถ้าเราทำโจทย์เยอะๆ มันจะช่วยให้เรามองเห็นแนวทาง แล้วก็จับจุดผิดพลาดตัวเองได้ ส่วนวิชาท่องจำ อย่างชีวะ หรือสังคม ก็ต้องหาเทคนิคช่วยจำ พวกแผนภาพ สรุปย่อ อะไรแบบนี้ มันช่วยได้เยอะจริงๆ

มีบางทีที่รู้สึกว่า วิชาสังคมศึกษานี่แหละ เป็นอะไรที่ต้องอ่านเยอะ กว่าจะเข้าใจ แล้วก็เชื่อมโยงเรื่องต่างๆ ได้ ไม่เหมือนตอนที่เราเรียน ม.ปลาย ที่อาจจะอ่านแบบผ่านๆ ได้ พอมา A-level นี่ มันเจาะลึก แล้วก็ต้องตีความ เราเองตอนนั้นก็มีผิดหวังกับคะแนนวิชานี้อยู่บ้าง เลยต้องกลับมาทบทวน หาหนังสือดีๆ อ่านเพิ่ม แล้วก็ดูคลิปสรุป มันช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมมากขึ้น จริงๆ แล้ว มันอยู่ที่ว่าเราจะหาแหล่งข้อมูล แล้วก็วิธีเรียน ที่เหมาะกับตัวเราเองได้ไหม นั่นแหละสำคัญที่สุด

บางทีนะ ถ้าเรามีเพื่อนที่เตรียมตัวด้วยกัน มันก็ดีนะ ได้แลกเปลี่ยนความรู้ ถามตอบกัน หรือแม้กระทั่ง ติวด้วยกัน ตอนนั้นมีกลุ่มเพื่อน เราก็ช่วยกัน ดูข้อสอบเก่า แล้วก็ อธิบายกันในส่วนที่เราถนัด มันก็ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยว แล้วก็มีกำลังใจ ในการเตรียมตัวสอบ A-level 67 ครั้งนั้น มันเป็นประสบการณ์ที่ สอนอะไรเราหลายอย่างจริงๆ เกี่ยวกับเรื่องการเรียน และการจัดการเวลา ของตัวเอง.

A-level ใช้ยื่นอะไรได้บ้าง

A-Level? ของจริงมันใช้ยื่นได้ทุกอย่างแหละน้อง

  • TCAS รอบไหนก็ใส่ได้ จะเอาคณะไหน สาขาอะไร ก็ลองเอา A-Level ไปวัดดวงดู
  • หมอ-ฟัน-ยา เค้าเอาแน่ๆ 7 ตัว: ไทย, สังคม, อังกฤษ, คณิต 1, ฟิสิกส์, เคมี, ชีวะ. ที่เหลือก็แล้วแต่บุญแต่กรรม

ข้อมูลเสริม:

  • TGAT, TPAT, O-NET คืออะไร? พวกนี้ก็แค่เครื่องมือวัดความรู้พื้นฐาน A-Level มันเจาะลึกกว่าเยอะ.
  • คิดจะเอาดีด้านวิทย์สุขภาพ? เตรียมตัวหนักหน่อย นี่แค่จุดเริ่มต้น.

ความถนัดทั่วไป (TGAT) คืออะไร

TGAT คืออะไรนะ...

TGAT มันเหมือนเป็น การวัดว่าเราเก่งเรื่องไหนบ้าง น่ะ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องจำเยอะๆ แบบในตำราเรียนนะ แต่วัดว่าเรา พร้อมจะไปต่อหรือยัง

มันมี 3 ส่วนหลักๆ เลยนะ

  • ภาษาอังกฤษ อันนี้ก็วัดว่าเรา สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีแค่ไหน เข้าใจเขาไหม พูดเขาเข้าใจไหม
  • การคิด อันนี้สำคัญนะ คือวัดว่าเรา คิดเป็นระบบไหม คิดวิเคราะห์ได้ดีรึเปล่า แก้ปัญหาเป็นไหม
  • การทำงาน อันนี้ก็เกี่ยวกับ ทักษะในการทำงานอนาคต เราจะอยู่กับคนอื่นได้ไหม ปรับตัวกับงานได้ไหม

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • TGAT ย่อมาจาก Thailand General Aptitude Test
  • เน้นวัดศักยภาพ ไม่เน้นเนื้อหาวิชาการ
  • 3 ด้านหลัก:
    • TGAT1: English Communication
    • TGAT2: Critical & Logical Thinking
    • TGAT3: Future Workforce Competency

TPAT3 เข้าคณะอะไรได้บ้าง

คะแนน TPAT3 ก็แค่ตัวเลข. แต่เป็นตัวเลขที่เปิดประตู.

ประตูที่ว่าคือ:

วิศวกรรมศาสตร์. แน่นอน. วิทยาศาสตร์. รากฐานของทุกอย่าง. เกษตรศาสตร์ อุตสาหกรรมเกษตร. ของกินของใช้. กลุ่มวิทย์สุขภาพ. ไม่ใช่แค่หมอ. เทคนิคการแพทย์ สัตวแพทย์ เภสัชฯ ทันตะฯ สหเวชศาสตร์. เทคโนโลยีสารสนเทศ. โลกอนาคต. ครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์. เฉพาะสายวิทย์. โลจิสติกส์. การเคลื่อนไหว. อัญมณี. ความงามที่มีโครงสร้าง.

สัดส่วนคะแนน. ไม่ใช่เรื่องเล่น.

  • สัดส่วน มันแล้วแต่ที่. วิศวะฯ บางแห่งใช้ 30-50%. กลุ่มสุขภาพก็ไม่ต่างกัน. มันคือตัวชี้วัดความถนัด. ไม่ใช่ความรู้ทั้งหมด.

  • TPAT3 คือความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์. A-Level คือความรู้เชิงลึก. ต้องมีทั้งสองอย่าง. ขาเดียวเดินไม่ได้.

  • แต่ละมหาวิทยาลัย. แต่ละรอบ. กฎไม่เหมือนกัน. เช็คระเบียบการของปีล่าสุดเสมอ. อย่าเชื่อคำบอกเล่า. โลกเปลี่ยนทุกวัน.

  • คะแนนสูงไม่ได้แปลว่าเก่ง. แค่แปลว่าคุณเหมาะ. คะแนนน้อยก็แค่หาทางอื่น. โลกไม่ได้มีประตูเดียว.

TPAT3 ควรได้กี่คะแนน

TPAT3 เนี่ยนะ... ถ้าถามว่าควรได้เท่าไหร่... อืม... ประมาณ 50-60 คะแนนนะ มันเป็นตัวเลขที่วนอยู่ในหัวมาตลอดเลย ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน แต่มันรู้สึกว่า ถ้าได้เท่านี้ มันน่าจะพอไปต่อได้

บางทีมันก็ไม่ได้เกี่ยวกับว่าต้องได้เยอะที่สุดหรอก แค่มันรู้สึกว่า คะแนน 50-60 เนี่ย มันเหมือนเส้นแบ่งอะไรบางอย่าง ที่ทำให้เราไม่ผิดหวังกับตัวเองเกินไป มันเป็นความหวังเล็กๆ ในใจตอนกลางคืนแบบนี้

แต่ก็นะ... เวลาคิดถึงการสอบจริง ๆ มันก็ใจหายเหมือนกัน ไม่รู้จะทำได้ตามที่หวังไหม วิชาความถนัดด้านวิศวะฯ มันก็ยากเอาเรื่องอยู่ ไม่เคยรู้สึกง่ายเลยสักครั้ง

  • TPAT3 เป็นวิชาความถนัดทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม สำคัญมากสำหรับคนที่จะเข้าคณะวิศวะฯ หรือสายวิทย์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • ข้อสอบจะแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ Part 1 ด้านวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และ Part 2 ด้านความถนัดทางวิศวกรรม ซึ่ง Part 2 จะเน้นการคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยง
  • คะแนน 50-60% ถือว่าเป็นระดับที่ดีมาก ทำให้มีโอกาสเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้หลากหลายขึ้นเยอะเลยเมื่อรวมกับวิชาอื่น ๆ ที่ใช้
  • ปีนี้ (2567) แนวข้อสอบจะออกตามที่ ทปอ. กำหนดไว้ เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ท่องจำสูตรหรือทฤษฎี
  • สิ่งสำคัญคือ ฝึกทำโจทย์เก่าๆ เยอะ ๆ ทำความเข้าใจหลักการแต่ละพาร์ทให้ดี จะช่วยให้เห็นแนวข้อสอบได้ชัดเจน เตรียมพร้อมได้ตรงจุด

PAT3 กับ TPAT3 ต่างกันยังไง

PAT3 เดิมเน้นวิชาการหนักๆ ฟิสิกส์ เคมี คำนวณ ทักษะวิศวะ แต่ TPAT3 เน้นวัดความถนัดมากกว่า ไม่ใช่แค่สอบท่องจำ

PAT3 (ปี 2565 และก่อนหน้านั้น):

  • เนื้อหา: ฟิสิกส์, เคมี, คณิตศาสตร์, ความถนัดทางวิศวกรรม (ที่ต้องอาศัยความรู้จากสามวิชานี้), ความรู้ทั่วไปเชิงวิศวกรรม, การเขียนแบบทางวิศวกรรม
  • ลักษณะ: วัดความรู้ที่เรียนมาในโรงเรียนเป็นหลัก ต้องจำสูตร เข้าใจทฤษฎีลึกซึ้ง
  • ความรู้สึกตอนสอบ: กดดันมาก ต้องแม่นทุกจุด กลัวทำข้อสอบพลาดแล้วจะไม่ได้คณะที่หวัง

TPAT3 (ปี 2566 เป็นต้นไป):

  • เนื้อหา: วัดความถนัดทางวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการประยุกต์ใช้ มากกว่าท่องจำ
  • ลักษณะ: อาจจะเจอโจทย์ที่ต้องคิดวิเคราะห์ สถานการณ์จำลอง หรือการแก้ปัญหาที่ต้องใช้ตรรกะ
  • ความรู้สึกที่คาดหวัง: น่าจะสนุกกว่า เพราะได้ใช้สมองคิด ไม่ใช่แค่ดึงความจำ

ความแตกต่างที่สำคัญ:

  • PAT3: เน้น "รู้" (Knowledge)
  • TPAT3: เน้น "เข้าใจและประยุกต์" (Understanding & Application)

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • TPAT3 ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบ TGAT/TPAT ที่เริ่มใช้ปี 2566
  • การเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อให้นักเรียนที่เก่งจริง ไม่ใช่แค่ท่องจำ แต่มีความคิดสร้างสรรค์และแก้ปัญหาได้ มีโอกาสเข้าศึกษาต่อในคณะสายวิศวะฯ มากขึ้น
  • สำหรับเด็กซิ่วที่เคยสอบ PAT3 มาก่อน ต้องปรับตัวกับแนวข้อสอบ TPAT3 พอสมควรเลย