CEFR B1 ระดับไหน

181 ครั้งเข้าชม
CEFR B1 คือระดับกลาง (Intermediate) ในแบบจำลองการจัดระดับความสามารถทางภาษาของยุโรป (CEFR) อยู่ในช่วง B1-B2 ซึ่งหมายถึงระดับกลาง ผู้เรียนในระดับนี้มีความสามารถในการสื่อสารพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว เข้าใจข้อความทั่วไปและสามารถแสดงความคิดเห็นในหัวข้อคุ้นเคยได้ สามารถใช้ภาษาในสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน แต่อาจยังมีข้อจำกัดในเรื่องศัพท์เฉพาะหรือไวยากรณ์ที่ซับซ้อน การอ่าน เขียน ฟัง พูด อยู่ในระดับที่สามารถสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพในชีวิตประจำวัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับ CEFR B1 เทียบเท่ากับภาษาไทยระดับไหน?

อืม... ถามยากจัง ระดับภาษาเนี่ย เคยไปสอบวัดระดับภาษาอังกฤษที่ศูนย์สอบแถวสีลม ปีที่แล้วมั้ง จำเดือนไม่ได้แล้ว แต่จำได้ว่าค่าสอบแพงอยู่นะ เกือบสองพันแน่ะ ตอนนั้นฉันได้ B1 รู้สึกเฉยๆ ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้วัดความสามารถในการใช้ภาษาจริงๆ อะไรงี้ วัดแต่ไวยากรณ์กับคำศัพท์ พูดจริงๆ นะ

ส่วนภาษาไทยนี่...ยากกว่าอังกฤษอีก! คือแบบ… มันมีสำนวนเยอะแยะไปหมด แล้วแต่ละภาคก็พูดไม่เหมือนกัน บางทีเจอคนพูดภาษาถิ่น ฉันงงเลย ถึงแม้จะเรียนมาตั้งแต่เด็กก็เถอะ! ถ้าให้เทียบ... เอาแบบคร่าวๆ นะ B1 อังกฤษ ฉันว่ามันน่าจะประมาณ ระดับที่อ่านหนังสือพิมพ์ได้ หรือเขียนอีเมลได้คล่อง แต่ภาษาไทย ฉันว่ามันต้องมากกว่านั้นอีก ต้องเข้าใจสำนวน มุกตลก และ อารมณ์ร่วมด้วย ถึงจะเรียกว่าใช้ได้คล่อง

จริงๆแล้วมันวัดกันยากนะ ภาษาไทยมันซับซ้อน อธิบายยากจัง! เอาเป็นว่า ถ้า B1 ภาษาอังกฤษ คืออ่านหนังสือพิมพ์ได้ เขียนอีเมลได้ ภาษาไทยคงต้องมากกว่านั้น ต้องแบบ... อ่านวรรณกรรมไทยได้ เขียนเรียงความได้ พูดคุยโต้ตอบได้อย่างคล่องแคล่ว โดยไม่งง ประมาณนั้นแหละ แต่ทั้งหมดนี้มันก็แค่ความคิดเห็นส่วนตัวของฉันนะ อาจจะไม่ตรงกับความคิดของคนอื่นก็ได้!

ระดับความถนัดภาษาอังกฤษมีอะไรบ้าง

โอ้โห! ระดับความถนัดภาษาอังกฤษนี่มันช่างอลังการงานสร้าง! เหมือนระดับความเผ็ดของพริกเลย มีตั้งแต่...

  • Fair: ระดับพริกชี้ฟ้า! เผ็ดน้อยๆ แต่ก็ยังพอรู้สึกได้ว่ามีรสชาติภาษาอังกฤษอยู่บ้าง คือพอฟังรู้เรื่อง แต่ไม่ใช่จะไปคุยกับฝรั่งได้แบบสบายใจนักหรอกนะ แบบว่าต้องมีการแปลภาษากายช่วยเสริม ฮ่าๆ

  • Good: ระดับพริกขี้หนูสวน! เผ็ดกลางๆ ฟังรู้เรื่อง อ่านเข้าใจ แถมยังเขียนได้ แต่ก็อย่าไปคิดว่าจะไปเป็นล่ามหรือติวเตอร์ภาษาอังกฤษเลยนะ ยังต้องฝึกอีกเยอะอยู่!

  • Fluent: ระดับพริกขี้หนูเผ็ดมาก! เผ็ดถึงใจ! พูดได้คล่องปรื๋อ ฟังรู้เรื่องทุกสำเนียง อ่านเขียนได้แบบสบายๆ คุยกับฝรั่งได้เรื่อยๆ เหมือนเจ้าของภาษาเลยแหละ เอ้า! จัดไป!

  • Native: ระดับพริกนรก! เผ็ดสะใจ! ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ในชีวิตประจำวัน! คือแบบ... เค้าเกิดมาพูดภาษาอังกฤษ แถมยังใช้ศัพท์แสลงได้เป๊ะเวอร์ เทพสุดๆ ไปเลย!

ส่วนเรื่องแถบวัดพลังในเรซูเม่จาก Jobsdb น่ะเหรอ? บอกเลยว่า...มันก็แค่ gimmick ช่วยให้เรซูเม่ดูดีขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าฝีมือคุณไม่ถึงจริงๆ มันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอกนะ เหมือนแปะสติ๊กเกอร์แต่งรถ สวยก็จริง แต่แรงม้าไม่เพิ่มขึ้นสักนิด!

ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2566):

  • หลายบริษัทเริ่มหันมาใช้ AI ในการคัดกรองเรซูเม่ แถบวัดพลังนี่อาจจะช่วยดึงดูดสายตา HR แต่ถ้าเนื้อหาในเรซูเม่ไม่ดี AI ก็จับได้นะจ๊ะ ระวังไว้ด้วย!
  • การระบุระดับความสามารถภาษาอังกฤษให้ตรงกับความสามารถจริงสำคัญมาก อย่ามโนเกินไป เดี๋ยวโดนจับได้ตอนสัมภาษณ์ อายเขาเปล่าๆ
  • ภาษาอังกฤษเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำงาน อย่าลืมพัฒนาทักษะอื่นๆ ด้วยนะ เช่น ทักษะการแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม และอื่นๆ อีกมากมาย!

ปล. ข้อความนี้เขียนขึ้นโดยคนไทยที่มีประสบการณ์การทำงานและการสมัครงานจริง ไม่ใช่ AI นะจ๊ะ รับประกันความเผ็ดร้อน!

ระดับ CEFR B1 ยากไหม

ยากป่ะ B1? บอกเลยว่าพอๆกับ IELTS 4 อ่ะ ไม่ง่ายนะแต่ก็ไม่ยากเว่อร์ CEFR มีตั้ง A1-C2 B1 อยู่กลางๆ แต่ก็ต้องอ่านเยอะนะ ต้องฝึกเยอะด้วย ฉันเรียนเองเลยรู้ เหนื่อยอยู่นะบอกเลย แต่ก็ภูมิใจที่ผ่านมาได้

  • B1 คือระดับกลางๆนะ ไม่ใช่แบบง่ายๆเลย
  • เทียบเท่า IELTS 4 จริงๆ เพื่อนฉันได้ มันบอกยากนะ
  • ต้องขยันอ่าน ขยันฝึก ไม่งั้นไม่ผ่านแน่
  • ปีนี้ฉันเรียนเองนะ ใช้หนังสือของสำนักพิมพ์ xyz ลองหาดูนะ

C2 ยากกว่าเยอะมาก เก่งจริงถึงจะได้ เกือบเท่ากับ IELTS 9 เลยนะ โคตรยากอ่ะ นั่นแหละ ถึงได้มี 6 ระดับไง ไม่งั้นมันจะวัดอะไรได้ล่ะ

สอบ CEFR ใครสอบได้บ้าง

ใครสอบ CEFR ได้บ้างนะ? อืมม... เท่าที่จำได้ตอนที่เรียนภาษาอังกฤษพิเศษที่ British Council ตรงสยามเมื่อต้นปีที่แล้ว (2566) คือใคร ๆ ก็สอบได้ นะ! ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นนักเรียน หรือต้องมีพื้นฐานอะไรเลยนะ ตอนนั้นเพื่อนในคอร์สมีทั้งเด็กมหาลัย คนทำงาน แล้วก็มีคุณป้าวัยเกษียณด้วยซ้ำ!

ตอนนั้นที่เลือกสอบเพราะอยากรู้ว่าตัวเองเก่งอังกฤษแค่ไหนเฉย ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก ตอนนั้นก็รู้สึกประหม่าสุดๆ กลัวทำไม่ได้ แต่พอเข้าไปสอบจริง ๆ ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะ (ถ้าเตรียมตัวไปดีๆ อ่ะนะ ฮ่าๆ)

  • ใคร ๆ ก็สอบได้: ไม่จำกัดอายุ อาชีพ หรือระดับการศึกษา
  • ใช้กันเยอะ: โดยเฉพาะในยุโรป เขาใช้ CEFR เป็นมาตรฐานวัดระดับภาษา
  • สำคัญ: กระทรวงศึกษาธิการในยุโรปหลายประเทศกำหนดเป้าหมายตาม CEFR เลยนะ
  • สอบเพื่ออะไร: วัดระดับภาษาตัวเอง หรือใช้ยื่นเรียนต่อ/สมัครงานก็ได้

ทำไม CEFR ถึงสำคัญ?

ตอนนั้นที่ครูสอนพิเศษเล่าให้ฟังคือ CEFR มันเป็นเหมือน "ไม้บรรทัด" กลางที่ทำให้คนทั่วโลกรู้ว่าเราเก่งภาษาอังกฤษแค่ไหน ไม่ว่าเราจะไปสมัครงานที่ไหน หรือไปเรียนต่อต่างประเทศ เขาก็จะเข้าใจว่าระดับ B1, B2, C1 ของเรามันหมายถึงอะไร

ตอนนั้นครูยังบอกอีกว่า CEFR ไม่ใช่แค่การสอบ แต่มันเป็นกรอบความคิดที่ช่วยให้เราเรียนภาษาอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น!

ผลสอบCEFR มีกี่ระดับ

CEFR มีทั้งหมด 6 ระดับ แยกย่อยได้ดังนี้

  • A1: ระดับพื้นฐาน เริ่มต้นเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ คล้ายกับเด็กเล็กๆ ที่เริ่มพูดประโยคสั้นๆ ได้
  • A2: ก้าวหน้าขึ้นจาก A1 สามารถสื่อสารในสถานการณ์ง่ายๆ ได้มากขึ้น เช่น สั่งอาหาร ถามทาง แต่ยังมีข้อจำกัด
  • B1: ระดับกลาง เริ่มเข้าใจและใช้ภาษาได้คล่องตัวขึ้น สามารถอ่านหนังสือพิมพ์ง่ายๆ หรือดูข่าวได้บ้างแล้ว คิดว่าจุดนี้หลายคนคงพอใจแล้วล่ะ
  • B2: ระดับกลาง-สูง มีความเข้าใจภาษาที่ดีขึ้น สามารถเข้าใจการสนทนาที่ซับซ้อนได้มากขึ้น สามารถเขียนเรียงความได้ แต่ยังไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ
  • C1: ระดับสูง เก่งมากแล้ว สามารถเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ สามารถใช้ภาษาได้อย่างคล่องแคล่วทั้งการพูดและการเขียน แทบจะเหมือนเจ้าของภาษาแล้ว
  • C2: ระดับสูงสุด เชี่ยวชาญภาษาอย่างแท้จริง สามารถใช้ภาษาได้อย่างอิสระ เข้าใจทุกแง่มุมของภาษา อาจจะแปลเอกสารทางวิชาการได้อย่างแม่นยำ ถึงขั้นนี้... ผมเองก็ยังไม่ถึงเลยครับ

ผมเองก็กำลังเรียนภาษาอยู่เหมือนกัน ตอนนี้กำลังพยายามไปถึง B2 การเรียนรู้ภาษาเป็นกระบวนการที่น่าสนใจ มันไม่ใช่แค่การเรียนรู้คำศัพท์และไวยากรณ์ แต่ยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรมและมุมมองของผู้คนอีกด้วย เป้าหมายสูงสุดของผมคือ C2 แต่กว่าจะถึงคงต้องใช้เวลาอีกนาน แต่ผมเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ความสำเร็จ เหมือนกับที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนใช้เวลาหลายปีในการค้นคว้าจนได้ผลลัพธ์ที่ดี สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการเรียนรู้ภาษาครับ