เกียรตินิยมวัดจากอะไร
[เกียรตินิยมวัดจากอะไร]: เกณฑ์ GPAX 3.25 และ 3.50
เกียรตินิยมวัดจากเกรดเฉลี่ยสะสม (GPAX) เป็นหลัก โดยเกียรตินิยมอันดับ 1 ต้องได้ GPAX ตั้งแต่ 3.50 หรือ 3.60 ขึ้นไป ส่วนอันดับ 2 ต้องได้ 3.25 ขึ้นไป นอกจากนี้ ยังมีเงื่อนไขอื่นๆ เช่น ต้องจบการศึกษาตามกำหนดเวลา ไม่เคยสอบตก (F หรือ U) และไม่มีประวัติถอนวิชา (W) หรือรีเกรด ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัย
เกียรตินิยมวัดจากอะไร: สรุปเกณฑ์ GPA และเงื่อนไขพื้นฐานที่นักศึกษาต้องรู้
การพิจารณาเกียรตินิยมอาจมีความแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยหลักการสากลแล้ว เกียรตินิยมวัดจากคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) ตลอดหลักสูตร ระยะเวลาในการสำเร็จการศึกษา และประวัติผลการเรียนรายวิชาที่ไม่เคยสอบตกหรือลงทะเบียนซ้ำเพื่อแก้เกรด
การได้รับเหรียญทองหรือการระบุคำว่าเกียรตินิยมในใบปริญญาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขเกรดเฉลี่ยเท่านั้น แต่ยังเป็นการวัดความสม่ำเสมอและความรับผิดชอบตลอดระยะเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัยด้วย อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขหนึ่งที่นักศึกษาหลายคนมักพลาด แม้เกรดจะถึง 4.00 แต่ก็อาจชวดเกียรตินิยมได้ทันที - ผมจะเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของข้อห้ามเรื่องเกรดด้านล่าง
เกณฑ์คะแนนเฉลี่ยสะสม (GPAX) สำหรับเกียรตินิยมอันดับ 1 และ 2
คะแนนเฉลี่ยสะสมหรือ GPAX คือด่านแรกที่ใช้คัดกรองผู้มีสิทธิได้รับเกียรตินิยม โดยมาตรฐานส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยจะกำหนดเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับ 1 ไว้ที่ GPAX ตั้งแต่ 3.50 หรือ 3.60 ขึ้นไป และเกียรตินิยมอันดับ 2 จะอยู่ที่ประมาณ 3.25 ขึ้นไป [1]
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่เกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาลอยๆ แต่สถิติจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่ามีนักศึกษาเพียงร้อยละเล็กน้อยเท่านั้นที่สามารถรักษามาตรฐานผลการเรียนให้อยู่ในระดับเกียรตินิยมได้จนจบหลักสูตร[2] การรักษาเกรดให้คงเส้นคงวาเป็นเรื่องยากกว่าการทำเกรดให้สูงเพียงภาคการศึกษาเดียว ผมเคยเห็นเพื่อนหลายคนทำเกรดเทอมแรกได้ 4.00 แต่พอเข้าสู่วิชาภาคที่ยากขึ้นในชั้นปีที่ 3 เกรดเฉลี่ยกลับดิ่งลงจนหลุดเกณฑ์ การวางแผนการเรียนและการเลือกวิชาโทหรือวิชาเลือกเสรีจึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการประคอง GPAX
เงื่อนไขด้านระยะเวลาเรียน: จบตามแผนการศึกษา
เกณฑ์ที่เข้มงวดอีกประการหนึ่งคือ ระยะเวลาการสำเร็จการศึกษา นักศึกษาจะต้องจบการศึกษาภายในระยะเวลาที่หลักสูตรกำหนดไว้ ซึ่งโดยปกติคือ 8 ภาคการศึกษาปกติสำหรับหลักสูตร 4 ปี หรือไม่เกิน 12 ภาคการศึกษาปกติสำหรับหลักสูตร 6 ปี หากคุณใช้เวลาเรียนนานกว่าแผนการศึกษา เช่น การซิ่วหรือการพักการเรียน (Drop) โดยไม่มีเหตุผลจำเป็นทางการแพทย์ คุณจะหมดสิทธิได้รับเกียรตินิยมทันที
ในทางกลับกัน สำหรับนักศึกษาที่เรียนจบก่อนกำหนด (Fast Track) เช่น จบภายใน 3 ปีครึ่ง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ยังคงมอบเกียรตินิยมให้หากเกรดเฉลี่ยและเงื่อนไขอื่นๆ ครบถ้วน ข้อมูลจากการติดตามผลการเรียนพบว่ากลุ่มนักศึกษาที่จบก่อนกำหนดมีโอกาสได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 สูงกว่ากลุ่มปกติเนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระเบียบวินัยในการจัดการตารางเรียนสูงมาก [3]
ประวัติผลการเรียนรายวิชา: ข้อห้ามเรื่องเกรด F, U และ W
นี่คือจุดที่ผมค้างไว้ในตอนต้น เงื่อนไขที่ทำให้นักศึกษาเกรดสูงตกม้าตายคือ ข้อห้ามเรื่องประวัติผลการเรียนรายวิชา มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งกำหนดว่าผู้ที่จะได้เกียรตินิยมต้องไม่เคยได้เกรด F (Fail) หรือ U (Unsatisfactory) ในวิชาใดๆ เลยแม้แต่วิชาเดียว รวมถึงวิชาเลือกเสรีด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจและเป็นข้อถกเถียงบ่อยคือ เกรด W (Withdraw) หรือการถอนรายวิชา หลายมหาวิทยาลัยระดับท็อปกำหนดว่าการมี W ปรากฏในใบแสดงผลการเรียน (Transcript) จะทำให้หมดสิทธิรับเกียรตินิยมทันที แต่บางแห่งอาจอนุโลมให้ถอนได้ในวิชาเลือกที่ไม่ใช่วิชาบังคับ ข้อมูลระบุว่านักศึกษาหลายคนพลาดเกียรตินิยมเพราะตัดสินใจถอนวิชาที่ยากเกินไปโดยไม่เช็คระเบียบของคณะให้ดีเสียก่อน นอกจากนี้ การได้เกรด D หรือ D+ ในบางคณะก็อาจเป็นตัวตัดสิทธิเกียรตินิยมอันดับ 1 ได้เช่นกัน แม้ GPAX รวมจะถึงเกณฑ์ก็ตาม [4]
การลงทะเบียนเรียนซ้ำและการโอนหน่วยกิต
การรีเกรด (Regrade) หรือการลงทะเบียนเรียนซ้ำในวิชาที่เคยได้เกรดต่ำเพื่อหวังดึงคะแนนเฉลี่ยให้สูงขึ้น เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับการขอรับเกียรตินิยม มหาวิทยาลัยถือว่าเกียรตินิยมคือรางวัลสำหรับผู้ที่ทำได้ดีตั้งแต่ครั้งแรก หากคุณเคยได้ D แล้วลงเรียนใหม่จนได้ A แม้เกรดเฉลี่ยรวมจะพุ่งขึ้นเป็น 3.70 คุณก็จะได้รับเพียงปริญญาปกติเท่านั้น
สำหรับการโอนย้ายหน่วยกิต ไม่ว่าจะย้ายคณะหรือย้ายมหาวิทยาลัย โดยส่วนใหญ่จะมีข้อกำหนดว่าวิชาที่โอนมานั้นต้องได้เกรดไม่ต่ำกว่า B หรือ C+ และจำนวนหน่วยกิตที่โอนต้องไม่เกินกึ่งหนึ่งของหลักสูตร หากคุณโอนหน่วยกิตมามากเกินไป หรือวิชาที่โอนมามีเกรดเฉลี่ยต่ำเกินเกณฑ์ที่สถาบันใหม่กำหนด สิทธิในการพิจารณาเกียรตินิยมอาจจะถูกยกเลิกไปโดยปริยาย
เปรียบเทียบข้อแตกต่างระหว่างเกียรตินิยมอันดับ 1 และอันดับ 2
แม้ทั้งสองระดับจะถือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ แต่เกณฑ์การวัดผลมีความเข้มข้นที่ต่างกันอย่างชัดเจนดังนี้เกียรตินิยมอันดับ 1 (First Class Honors)
- ต้องได้ 3.50 หรือ 3.60 ขึ้นไป (ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละสถาบัน)
- ต้องไม่เคยได้รับเกรด F หรือ U ในรายวิชาใดตลอดหลักสูตร
- ต้องสำเร็จการศึกษาตามแผนปกติ (เช่น 4 ปี สำหรับหลักสูตร 4 ปี)
- บางคณะกำหนดว่าต้องไม่มีวิชาใดได้เกรดต่ำกว่า C หรือ C+
เกียรตินิยมอันดับ 2 (Second Class Honors)
- ต้องได้ 3.25 ขึ้นไป แต่ไม่ถึงเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับ 1
- ต้องไม่เคยได้รับเกรด F หรือ U เช่นเดียวกับอันดับ 1
- ต้องสำเร็จการศึกษาตามแผนปกติ ห้ามเปอร์หรือเรียนเกินเวลา
- มักไม่อนุโลมให้มีเกรดต่ำกว่า C ในวิชาบังคับ (ขึ้นอยู่กับคณะ)
ความแตกต่างหลักอยู่ที่ตัวเลข GPAX และความเข้มงวดของเกรดรายวิชา โดยเกียรตินิยมอันดับ 1 มักสะท้อนถึงความเป็นเลิศในทุกรายวิชา ขณะที่อันดับ 2 ยอมให้มีจุดผิดพลาดเล็กน้อยในบางวิชาได้มากกว่าบทเรียนจากความผิดพลาด: กรณีการถอนรายวิชาของหนุ่ม
หนุ่ม นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ในเชียงใหม่ ทำเกรดเฉลี่ยสะสมได้สูงถึง 3.65 เมื่อถึงชั้นปีที่ 4 เขาตั้งเป้าหมายว่าจะคว้าเกียรตินิยมอันดับ 1 มาครองเพื่อเป็นของขวัญให้ครอบครัวและเพิ่มโอกาสในการเข้าทำงานในบริษัทข้ามชาติ
ในเทอมสุดท้าย หนุ่มลงเรียนวิชาเลือกที่ยากเกินคาดและกลัวว่าจะได้เกรด C ซึ่งจะดึง GPAX รวมลง เขาตัดสินใจกดถอนรายวิชา (W) โดยคิดว่าแค่ไม่มี F ก็เพียงพอแล้วสำหรับการรับเกียรตินิยม
หลังจากประกาศผลเรียนจบ หนุ่มพบว่าชื่อของเขาไม่มีสิทธิได้รับเกียรตินิยม เขาจึงเข้าไปสอบถามห้องทะเบียนและพบว่าระเบียบของคณะระบุชัดเจนว่า ห้ามมีเกรด W ในวิชาใดๆ ปรากฏในใบทรานสคริปต์เด็ดขาด
ผลลัพธ์คือหนุ่มพลาดเกียรตินิยมไปอย่างน่าเสียดายเพียงเพราะความประมาทไม่อ่านระเบียบให้ถี่ถ้วน เหตุการณ์นี้ทำให้เขารู้ว่าเกียรตินิยมไม่ได้วัดแค่เกรดเฉลี่ย แต่คือการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดตลอด 4 ปี
ความพยายามของริน: การประคองเกรดท่ามกลางวิชาภาคที่หนักหน่วง
ริน นักศึกษาคณะบัญชีที่กรุงเทพฯ เริ่มต้นปี 1 ด้วยเกรด 3.20 ซึ่งเกือบจะไม่ถึงเกณฑ์เกียรตินิยมอันดับ 2 เธอรู้สึกท้อแท้และคิดว่าตนเองคงไม่มีทางทำได้เหมือนเพื่อนคนอื่นๆ ที่ได้เกรด 3.80 ตั้งแต่เทอมแรก
รินพยายามปรับวิธีการเรียนใหม่ โดยเน้นการทำความเข้าใจรายวิชาที่เน้นการคำนวณและเข้าพบคณาจารย์สม่ำเสมอ แต่ในชั้นปีที่ 2 เธอเกือบจะติด F ในวิชาภาษีขั้นสูงเนื่องจากป่วยในช่วงสอบพอดี
แทนที่จะยอมแพ้ รินรวบรวมสมาธิและใช้สิทธิสอบชดเชยตามระเบียบจนผ่านมาได้ด้วยเกรด C เธอเรียนรู้ว่าการรักษาเกรดไม่ให้ติด F สำคัญกว่าการพยายามทำทุกอย่างให้สมบูรณ์แบบจนเครียดเกินไป
สุดท้ายรินเรียนจบด้วย GPAX 3.28 และได้รับเกียรตินิยมอันดับ 2 มาครอง ความสำเร็จนี้สอนให้เธอรู้ว่าความสม่ำเสมอและการรู้กฎเพื่อรักษาชีวิตการเรียนสำคัญกว่าการแข่งขันกับคนอื่น
คู่มือการอ่านเพิ่มเติม
ติด W ได้เกียรตินิยมไหม?
ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ไม่อนุญาตให้มีเกรด W ปรากฏในใบทรานสคริปต์สำหรับผู้ที่จะรับเกียรตินิยม แต่บางแห่งอาจยกเว้นให้ในกรณีที่มีเหตุจำเป็นหรือเป็นวิชาเลือกเสรี ควรตรวจสอบประกาศของฝ่ายทะเบียนโดยตรง
เคยซิ่วมาเรียนที่ใหม่ ยังมีสิทธิได้เกียรตินิยมไหม?
มีสิทธิ หากคุณเข้าเรียนในหลักสูตรใหม่ในฐานะนักศึกษาใหม่และเรียนจบตามแผนการศึกษาของหลักสูตรนั้นๆ โดยไม่เกินระยะเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม หากมีการโอนหน่วยกิตจากที่เก่ามา ต้องระวังเรื่องเกณฑ์เกรดขั้นต่ำและจำนวนหน่วยกิตที่โอนมาด้วย
ถ้าเรียนซัมเมอร์เพื่อจบเร็วขึ้น จะได้เกียรตินิยมไหม?
ได้แน่นอน การเรียนภาคฤดูร้อนเพื่อเก็บหน่วยกิตให้ครบและจบการศึกษาก่อนกำหนดไม่ถือเป็นข้อห้าม ตราบใดที่ GPAX ถึงเกณฑ์และไม่มีประวัติสอบตกหรือรีเกรด
เกรดเฉลี่ย 3.50 เป๊ะๆ ได้อันดับ 1 เลยไหม?
ปกติแล้ว 3.50 คือเกณฑ์ขั้นต่ำของเกียรตินิยมอันดับ 1 ในหลายสถาบัน แต่บางสถาบันอาจกำหนดไว้ที่ 3.60 ดังนั้นต้องดูทศนิยมตำแหน่งที่สองให้ดี หากระเบียบระบุว่าต้องมากกว่า 3.50 (เช่น 3.51 ขึ้นไป) การได้ 3.500 อาจจะได้เพียงอันดับ 2
สิ่งที่สำคัญที่สุด
GPAX คือหัวใจสำคัญแต่ไม่ใช่ทั้งหมดการรักษาเกรดเฉลี่ยให้อยู่ในระดับ 3.25 หรือ 3.50 ขึ้นไปเป็นเงื่อนไขแรก แต่ต้องมาพร้อมกับวินัยในการเรียนที่ไม่ยอมให้ติด F หรือ U แม้แต่วิชาเดียว
เวลาคือข้อจำกัดที่ตายตัวต้องจบตามแผนการศึกษา 4 ปี (หรือตามที่หลักสูตรกำหนด) การเรียนเกินเวลาหรือเปอร์จะทำให้หมดสิทธิรับเกียรตินิยมทันทีไม่ว่าเกรดจะสูงเพียงใด
อ่านระเบียบเรื่องเกรด W และ D ให้ชัดเจนนักศึกษากว่าร้อยละ 10 พลาดเกียรตินิยมเพราะถอนวิชา (W) หรือปล่อยให้ได้เกรด D ในวิชาสำคัญที่เป็นตัวตัดสิทธิของบางคณะ
ความสม่ำเสมอชนะเลิศเกียรตินิยมไม่ใช่รางวัลของการสอบผ่าน แต่เป็นรางวัลของการรักษามาตรฐานความรับผิดชอบตลอด 8 ภาคการศึกษา
การอ้างอิง
- [1] Muic - เกณฑ์เกียรตินิยมอันดับ 1 จะอยู่ที่ GPAX ตั้งแต่ 3.50 หรือ 3.60 ขึ้นไป และเกียรตินิยมอันดับ 2 จะอยู่ที่ประมาณ 3.25 ขึ้นไป
- [2] Sanook - สถิติจากมหาวิทยาลัยชั้นนำระบุว่ามีนักศึกษาเพียงร้อยละ 15-20 เท่านั้นที่สามารถรักษามาตรฐานผลการเรียนให้อยู่ในระดับเกียรตินิยมได้จนจบหลักสูตร
- [3] Muic - กลุ่มนักศึกษาที่จบก่อนกำหนดมีโอกาสได้รับเกียรตินิยมอันดับ 1 สูงกว่ากลุ่มปกติถึงร้อยละ 30 เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีระเบียบวินัยสูง
- [4] Muic - ข้อมูลระบุว่านักศึกษากว่าร้อยละ 10 พลาดเกียรตินิยมเพราะตัดสินใจถอนวิชาที่ยากเกินไปโดยไม่เช็คระเบียบให้ดี
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต