ทฤษฎีการจูงใจของ Vroom (Expectancy Theory) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

245 ครั้งเข้าชม
ทฤษฎีความคาดหวังของ Vroom อธิบายแรงจูงใจจากปัจจัย 3 ประการ: Expectancy (ความคาดหวัง): ความเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ ยิ่งเชื่อว่าพยายามแล้วได้ผล แรงจูงใจยิ่งสูง Instrumentality (เครื่องมือ): ความเชื่อว่าผลลัพธ์จะนำไปสู่รางวัล ถ้าเชื่อว่าทำได้ดีแล้วได้รางวัล แรงจูงใจก็เพิ่มขึ้น Valence (คุณค่า): คุณค่าหรือความสำคัญที่บุคคลให้กับรางวัลนั้น ยิ่งเห็นคุณค่าของรางวัล แรงจูงใจก็ยิ่งสูง แรงจูงใจเกิดจากการคูณปัจจัยทั้งสามนี้ (Motivation = Expectancy x Instrumentality x Valence) หากปัจจัยใดเป็นศูนย์ แรงจูงใจก็เป็นศูนย์เช่นกัน จึงต้องสร้างความเชื่อมั่นในทุกขั้นตอนเพื่อกระตุ้นแรงจูงใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความคิดเห็น 1 ครั้งถูกใจ

ทฤษฎี Expectancy Theory ของ Vroom คืออะไร? องค์ประกอบหลักในการจูงใจคนทำงานตามแนวคิดนี้มีอะไรบ้าง?

คือแบบนี้ จำได้ตอนเรียนป.โท ปี 2560 แถวๆจุฬาฯ อาจารย์อธิบายทฤษฎี Expectancy Theory ของ Vroom นะ เนื้อหาหลักๆ ก็คือ การที่คนเราจะทำงานได้ดี มันขึ้นอยู่กับสามอย่างหลักๆ เลย

แรกเลย คือ Expectancy หรือความเชื่อว่าความพยายามจะนำไปสู่ผลลัพธ์ อย่างเช่น ถ้าฉันตั้งใจเรียน ฉันก็จะสอบผ่าน อันนี้คือ Expectancy สูง แต่ถ้าฉันคิดว่า เรียนไปก็เถอะ สอบตกอยู่ดี Expectancy ก็ต่ำ ประมาณนั้น

ต่อมา คือ Instrumentality หรือความเชื่อว่า ผลลัพธ์จะนำไปสู่รางวัล เช่น ถ้าฉันสอบผ่าน ฉันก็จะได้เกรดดี ได้ทุนเรียนต่อ อันนี้ Instrumentality ก็สูง แต่ถ้าฉันสอบผ่านแล้ว ก็ไม่ได้อะไร Instrumentality ก็ต่ำ แบบนี้

สุดท้าย Valence คือมูลค่าที่เรามองเห็นในรางวัลนั้นๆ เช่น ฉันอยากได้ทุนเรียนต่อมาก Valence ก็สูง แต่ถ้าฉันเฉยๆกับทุนเรียนต่อ Valence ก็ต่ำ เข้าใจไหม?

สรุปง่ายๆ คือ แรงจูงใจ = ความเชื่อว่าพยายามแล้วได้ผล x ความเชื่อว่าได้ผลแล้วได้รางวัล x คุณค่าของรางวัลนั้น จำได้คร่าวๆ ว่าอาจารย์ยกตัวอย่าง เรื่องการขายประกัน ด้วยนะ แต่ลืมไปแล้ว อิอิ หนังสือเรียนเล่มนั้นราคาประมาณ 500 บาท ถ้าจำไม่ผิด

ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง

ทฤษฎีจูงใจ: จำแนกง่ายๆ ได้ 3 กลุ่มใหญ่

  • ทฤษฎีเนื้อหา: เน้นปัจจัยภายใน เช่น Maslow's Hierarchy of Needs (ปี 2024 ยังใช้ได้ดี) หรือ Herzberg's Two-Factor Theory จุดสนใจอยู่ที่ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ และปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจ หรือความไม่พึงพอใจในงาน

  • ทฤษฎีกระบวนการ: มองกระบวนการคิด การตัดสินใจ และความคาดหวัง ตัวอย่างเช่น Expectancy Theory หรือ Goal-Setting Theory เน้นความสัมพันธ์ระหว่างความพยายาม ผลลัพธ์ และความพึงพอใจ

  • ทฤษฎีการเสริมแรง: เน้นการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ และผลตอบรับ หลักการง่ายๆ คือ เสริมแรงพฤติกรรมที่ต้องการ ลดแรงเสริมพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ ใช้กันมากในองค์กร เพื่อจัดการพฤติกรรม ผลลัพธ์ที่ได้ขึ้นอยู่กับการออกแบบระบบการเสริมแรง เช่น การให้โบนัส การเลื่อนตำแหน่ง หรือ การลงโทษ

ความสำเร็จในการจูงใจ ขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ทฤษฎีที่เหมาะสม และการประยุกต์ใช้ให้เข้ากับบริบทเฉพาะ ไม่มีสูตรสำเร็จ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับสถานการณ์และบุคคล