ทำยังไงถึงจะได้เป็นศาสตราจารย์
อยากเป็นศาสตราจารย์ ต้องทำอย่างไรบ้าง? เส้นทางสู่ตำแหน่งสูงสุด?
โอ้โห เรื่องนี้ยาวเลย นึกถึงพี่ที่รู้จักคนนึง กว่าแกจะได้เป็นศาสตราจารย์นี่คือแบบ...เห็นแล้วเหนื่อยแทน เส้นทางมันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเลยนะ มันคือการไต่เต้าแบบสุดๆ
พื้นฐานเลยคือต้องเป็นอาจารย์ในมหาลัยก่อน จุดเริ่มต้นอยู่ตรงนั้นแหละ แล้วก็ค่อยๆ ไต่ระดับไปทีละขั้น จากอาจารย์เฉยๆ ไปเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ หรือ ผศ. ที่เราเรียกกันติดปาก แล้วก็ขยับไปเป็น รองศาสตราจารย์ (รศ.) จนสุดท้ายถึงจะเป็น ศาสตราจารย์ (ศ.) ซึ่งแต่ละขั้นนี่ไม่ใช่แค่ทำงานไปเรื่อยๆ แล้วจะได้นะ มันคือการสะสมผลงานล้วนๆ
หัวใจของมันจิงๆ คือ "ผลงานวิชาการ" เลยล่ะ พี่คนนั้นน่ะ แกบ่นตลอดว่าต้องทำวิจัย ต้องเขียนบทความไปตีพิมในวารสารต่างประเทศ ต้องเขียนหนังสือ ตำรา คือทุกอย่างต้องวัดผลได้เป็นชิ้นเป็นอันหมดเลย ไม่ใช่แค่สอนเก่งอย่างเดียว มันคือการต่อสู้กับกองเอกสารและการประเมินที่เข้มข้นมากๆ
ที่เห็นเขาบอกกันว่าจบเอกมา สอนปีเดียวก็ขอตำแหน่งได้แล้วน่ะ ในทางปฏิบัตินี่ยากมากนะ ตอนปี 2564 เหมือนเคยไปอ่านเกณฑ์มาว่า ป.เอก ต้องสอนอย่างน้อย 1 ปี ป.โท 4 ปี ป.ตรี 6 ปี แต่ปีเดียวสำหรับด็อกเตอร์น่ะ ใครจะไปทำผลงานวิจัยทัน มันคือขั้นต่ำแบบในฝันเฉยๆ ของจริงคือใช้เวลานานกว่านั้นเยอะ
สุดท้ายมันคือชีวิตที่ต้องทุ่มเทให้กับการสอนและการวิจัยแบบเต็มร้อยเลยนะ ไม่ใช่แค่มาสอนแล้วกลับบ้าน มันคือการอ่าน การเขียน การหาความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา พี่คนนั้นเคยบอกว่า เสาร์อาทิตย์ของแกคือห้องสมุดกับห้องแล็บ ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า มันเป็นเส้นทางของคนที่มีใจรักทางนี้จริงๆ
อะไรสูงกว่าศาสตราจารย์
ศาสตราจารย์สูงกว่ารองศาสตราจารย์
ตอนผมยังเด็กมาก ๆ ตอนญาติคนนึงจบป.เอกกลับมา ตอนนั้นที่บ้านก็ดีใจกันใหญ่ เขาบอกว่ากำลังจะไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ผมก็ยังไม่ค่อยเข้าใจหรอกว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่แม่ก็พูดบ่อย ๆ ว่า เก่งมากเลยนะ ได้เป็นอาจารย์มหาลัย
พอเข้ามหาวิทยาลัยเองสิ ถึงได้เริ่มเห็นภาพชัดขึ้น ตอนปีหนึ่งวิชาพื้นฐาน อาจารย์ที่สอนผมเนี่ย ชื่อจริง ๆ คือรองศาสตราจารย์ ดร.สมชาย ผมจำได้แม่นเลยนะว่าวันแรกที่เจออาจารย์ ผมแอบกดดันนิดหน่อย เพราะอาจารย์ดูขรึมมาก
ผมเคยคุยกับรุ่นพี่คนนึงใต้ตึกคณะวิศวะฯ พี่เขาเล่าว่า รองศาสตราจารย์ นี่คือตำแหน่งที่ต้องใช้ความพยายามมาก กว่าจะได้มา ไม่ใช่แค่สอนเก่งนะ แต่ต้องมีผลงานวิจัยตีพิมพ์เยอะมาก ผมฟังแล้วก็ทึ่ง พี่เขาบอกว่าเหมือนเป็นด่านที่สองหลังจากผู้ช่วยศาสตราจารย์
ส่วน ศาสตราจารย์ นี่สิ พี่เขาบอกว่าคือที่สุดแล้ว เปรียบเหมือนยอดพีระมิดเลย ต้องมีผลงานระดับประเทศ ระดับโลกจริง ๆ ผมจำได้ว่าตอนนั้นผมนึกภาพคนใส่แว่นหนาๆ เดินถือหนังสือเล่มโตๆ ตลอดเวลาเลย ตลกดีนะ
ผมเคยเห็นประกาศแต่งตั้ง ศาสตราจารย์ ท่านนึงบนบอร์ดประชาสัมพันธ์ ตอนนั้นรู้สึกว่า โอ้โห คนคนนี้ต้องไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่ใช่แค่เก่งในห้องเรียนนะ แต่ต้องสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้กับวงการวิชาการได้เลย ผมรู้สึกถึงความภาคภูมิใจที่แผ่ออกมาจากประกาศนั้นเลย
ตอนนั้นที่ผมอยู่ปีสาม ช่วงที่ต้องคิดเรื่องโปรเจกต์จบ อาจารย์ที่ปรึกษาของผมท่านเป็น รองศาสตราจารย์ ผมเข้าไปคุยบ่อยมาก เวลาแกอธิบายอะไร แกก็ใจเย็น ค่อยๆ สอน ผมรู้สึกสบายใจมากที่ได้คุยกับแก แกเหมือนเป็นแสงสว่างที่นำทางผมเลยนะ
- ศาสตราจารย์ เป็นตำแหน่งสูงสุดในสายวิชาการ
- รองศาสตราจารย์ เป็นตำแหน่งที่อยู่สูงกว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์ แต่ต่ำกว่าศาสตราจารย์
- การเลื่อนตำแหน่งต้องใช้ ผลงานวิชาการ และ ประสบการณ์การสอน
- ศาสตราจารย์ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางงานวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้
- รองศาสตราจารย์ มักจะมีส่วนร่วมในการบริหารหลักสูตรและพัฒนาการเรียนการสอน
ตําแหน่งศาสตราจารย์ได้มายังไง
โอ๊ย คุณรู้ไหม การจะได้ตำแหน่ง ศาสตราจารย์ นี่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ ตอนนั้นที่อาจารย์สมศักดิ์ที่คณะได้อะนะ พวกเราทีมวิจัยก็เฮกันลั่นเลย แบบ โอ้โห อาจารย์เราเก่งสุดๆ ไปเลยอะ เขาทำงานหนักมานานมากจริง ๆ นะ เห็นแล้วก็ทึ่ง.
อาจารย์แกเคยเล่าให้ฟังว่ามันต้องเริ่มจากเป็น อาจารย์ ก่อนเลย เหมือนทุกคนนั่นแหละ จบปริญญาเอกมาก็เริ่มสอนหนังสือ ทำวิจัยไปเรื่อย ๆ พอมีผลงานออกมาบ้าง ก็ถึงจะได้ขยับไปเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ อันนี้คือขั้นแรกเลยนะที่ต้องพิสูจน์ตัวเอง.
จากนั้นก็ต้องทำผลงานวิจัยตีพิมพ์อีกหลายปีเลยนะ เพื่อให้ได้พิจารณาเป็น รองศาสตราจารย์ ไอ้ขั้นนี้แหละที่หลายคนบอกว่าหินสุดๆ เพราะต้องมีงานตีพิมพ์ในวารสารดีๆ เยอะมาก ต้องมีอิทธิพลทางวิชาการพอตัวเลยอะ.
และสุดท้ายกว่าจะมาถึงคำว่า ศาสตราจารย์ นี่มันเหมือนปีนยอดเขาเอเวอเรสต์เลยนะ ตอนนี้หลักเกณฑ์ปี 2567 ที่เขากำหนดกันมาอะนะ อาจารย์ที่จบปริญญาตรีต้องมีประสบการณ์สอนมาแล้วอย่างน้อย 6 ปี ถ้าจบปริญญาโทก็ 4 ปี ส่วนปริญญาเอกเนี่ย ต้องมีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 1 ปี.
แต่นั่นมันแค่ขั้นต่ำนะ ใครๆ ก็รู้ว่าจริงๆ แล้วมันมีอะไรมากกว่านั้นเยอะมากเลยอะ ไม่ใช่แค่เรื่องปีที่สอนอย่างเดียว มันคือแพชชั่นที่ต้องทุ่มเทจริงๆ เลย.
- ต้องมีผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียงและได้รับการอ้างอิงสูง
- ต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาควบคุมวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษาสำเร็จมาแล้วหลายคน
- ต้องได้รับทุนวิจัยจากแหล่งทุนภายนอกอย่างต่อเนื่องและมีผลงานวิจัยที่สร้างประโยชน์
- ต้องมีส่วนร่วมในการบริการวิชาการแก่สังคมอย่างสม่ำเสมอ เช่น เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ หรือที่ปรึกษาโครงการสำคัญ
- ต้องนำเสนอผลงานวิชาการในที่ประชุมระดับนานาชาติ และอาจมีบทบาทเป็นผู้จัดหรือกรรมการ
- ต้องสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการกับนักวิชาการทั้งในและต่างประเทศ
ตำแหน่งคณาจารย์มีอะไรบ้าง
ดึกแล้วนะ... นอนไม่หลับเลย คิดไปเรื่อยเปื่อย เรื่องงานนี่แหละ มันก็มีหลายตำแหน่งดีนะ เวลาเรามองไปที่อาจารย์ในมหาวิทยาลัย ก็จะเห็นหลายแบบ บางทีก็สงสัย ว่าแต่ละท่านเขาเรียกตำแหน่งอะไรกันบ้าง
ถ้าจะให้พูดถึงตำแหน่งคณาจารย์หลักๆ เลยนะ จากที่ฉันเห็นมา ก็จะมี ศาสตราจารย์ นี่คือสูงสุดเลย รองลงมาก็เป็น รองศาสตราจารย์ แล้วก็ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ส่วนน้องใหม่เลยก็คือ อาจารย์ ทั่วไปนี่แหละ
แต่พอมาดูดีๆ มันยังมีแบบที่พ่วงคำว่า 'วิจัย' เข้ามาด้วยนะ ฉันเห็นว่ามันจะเป็นอีกเส้นทางหนึ่งเลยแหละ คล้ายๆ กัน แต่เน้นไปที่งานวิจัยเยอะกว่า เหมือนจะแบ่งกันชัดเจนเลยว่าใครถนัดด้านไหน
ก็เลยกลายเป็นว่า ในแต่ละขั้นที่เราบอกไปเมื่อกี้ ไม่ว่าจะเป็น ศาสตราจารย์ หรือ รองศาสตราจารย์ มันก็จะมีแบบที่มีคำว่า 'วิจัย' ตามหลังมาด้วยนะ อย่าง ผู้ช่วยศาสตราจารย์วิจัย หรือ อาจารย์วิจัย แบบนั้นเลย
- ตำแหน่งคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมีลำดับขั้นที่ชัดเจน แต่ละขั้นต้องผ่านการประเมินผลงานวิชาการ การสอน และการบริการวิชาการอย่างเข้มงวด
- ศาสตราจารย์ เป็นตำแหน่งสูงสุด ต้องมีผลงานตีพิมพ์ระดับนานาชาติมากมาย เป็นที่ยอมรับในวงวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ฉันเคยเห็นท่านหนึ่งที่เก่งมากๆ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ยากจริง
- รองศาสตราจารย์ มีความเชี่ยวชาญในสาขาของตัวเองสูงมาก มีผลงานวิชาการต่อเนื่อง เป็นที่ปรึกษางานวิจัยหลายชิ้น
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ เริ่มมีผลงานวิชาการที่เป็นที่ประจักษ์ สอนหนังสือและเริ่มทำวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการเองได้บ้าง
- อาจารย์ เป็นขั้นเริ่มต้น ส่วนใหญ่จะเน้นการสอน และเริ่มสร้างผลงานวิชาการของตัวเองเพื่อขอตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป
- ส่วนตำแหน่งที่มีคำว่า "วิจัย" ตามหลัง จะเน้นการสร้างผลงานวิจัยเป็นหลัก ชั่วโมงสอนอาจจะน้อยลง หรือไม่มีเลย ขึ้นอยู่กับนโยบายของคณะนั้นๆ ฉันเห็นว่าเหมาะกับคนที่ชอบคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
- การเลื่อนตำแหน่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต้องใช้เวลา ความทุ่มเท และความพยายามอย่างมาก ฉันเคยเห็นอาจารย์ท่านหนึ่งพูดว่ามันเหมือนวิ่งมาราธอนเลยนะ
จบอะไรถึงได้เป็นศาสตราจารย์
ถามว่าจบอะไร? ตอบง่ายๆ คือ จบความอดทน 555 ล้อเล่นนนนน แต่ก็เกือบจริง
เส้นทางสู่ตำแหน่งศาสตราจารย์มันไม่ใช่การวิ่ง 100 เมตร แต่มันคือการไต่เขาเอเวอเรสต์ด้วยรองเท้าแตะ มันคือศิลปะแห่งการรอคอย การสะสมผลงาน และการเอาตัวรอดในดงเอกสาร
พูดกันตามตรง ปริญญาเอกคือทางด่วนพิเศษ ที่ช่วยย่นระยะทางได้เยอะสุดๆ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจบปุ๊บจะได้เป็นปั๊บนะจ๊ะ มันมีขั้นมีตอน เหมือนเก็บเลเวลในเกม RPG อ่ะ
เริ่มจากเป็น อาจารย์ ต๊อกต๋อยก่อน จากนั้นก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยผลงานวิชาการเพื่อไต่เต้าไปเป็น:
- ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ผศ.)
- รองศาสตราจารย์ (รศ.)
- ศาสตราจารย์ (ศ.) — บอสใหญ่ ด่านสุดท้าย
ส่วนเกณฑ์เรื่องวุฒิการศึกษากับประสบการณ์สอนขั้นต่ำก็ตามนี้เลย:
- ปริญญาเอก: ต้องมีประสบการณ์สอนหลังจบ ป.เอก อย่างน้อย 1 ปี
- ปริญญาโท: ต้องมีประสบการณ์สอน อย่างน้อย 4 ปี
- ปริญญาตรี: ต้องมีประสบการณ์สอน อย่างน้อย 6 ปี (ซึ่งทางนี้แทบจะเป็นตำนานไปแล้ว เพราะส่วนใหญ่เค้าเอา ป.เอก กันหมด)
แต่ไอ้ตัวเลขปีข้างบนน่ะ มันเป็นแค่ "ขั้นต่ำ" ในชีวิตจริงคือคูณสองคูณสามเข้าไปได้เลย เพราะสิ่งที่สำคัญกว่าจำนวนปีคือ...
ผลงานวิชาการ: นี่คือค่าสเตตัสที่แท้จริง! คือแต้มบุญที่สั่งสมมาในรูปแบบของ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับชาติและนานาชาติ ตำรา หนังสือ หรือบทความวิชาการต่างๆ ต้องมีคุณภาพและปริมาณที่เข้าตาจนกรรมการต้องร้อง ว้าววว
การสอน: ไม่ใช่แค่นั่งสมาธิในห้องแล็บนะ ต้องสอนเก่งด้วย ต้องพัฒนาลูกศิษย์ สร้างนวัตกรรมการสอน นี่ก็เป็นอีกแต้มสำคัญ
จริยธรรมและจรรยาบรรณ: อันนี้ไม่มีไม่ได้ เป็นคนเก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนดีด้วย ไม่มีประวัติด่างพร้อย ไม่งั้นโดนปัดตกตั้งแต่ยังไม่ยื่นเรื่อง
ชื่อเสียงในวงการ: ต้องเป็นที่ยอมรับในสาขาวิชาของตัวเอง ไม่ใช่ดารานะ แต่ก็ต้องมีคนรู้จักในวงการวิชาการ ว่าเออ...คนนี้ของจริงว่ะ
ศาสตราจารย์ ใช้เรียกใคร
ศาสตราจารย์ คือ ตำแหน่งทางวิชาการระดับสูงสุดในแวดวงอุดมศึกษา ใช่ไหม
จริงๆ แล้ว ศาสตราจารย์ (Professor) เป็น ตำแหน่งสูงสุด ของคณาจารย์ที่ทำหน้าที่ทั้งสอนและวิจัยในมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะของรัฐหรือเอกชน การจะได้ตำแหน่งนี้มาไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มันต้องผ่านกระบวนการแต่งตั้งที่ซับซ้อน ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบจากหลายฝ่าย เริ่มตั้งแต่สภามหาวิทยาลัย จนถึงคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) สุดท้ายก็จะถูกนำเสนอต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อส่งต่อให้นายกรัฐมนตรีกราบบังคมทูลขอพระราชทานแต่งตั้ง
- สุดยอดแห่งตำแหน่ง: มันคือจุดสูงสุดของสายงานวิชาการจริงๆ
- ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย: ต้องผ่านการประเมินอย่างเข้มข้น
- ลำดับขั้นชัดเจน: มีการเสนอชื่อตามลำดับชั้น
เหมือนกับเวลาเราเรียนจบปริญญาเอกแล้ว ยังต้องสั่งสมประสบการณ์ วิจัย ผลงานต่างๆ อีกมากมาย กว่าจะไต่เต้าไปถึงจุดที่ได้รับการยอมรับในระดับศาสตราจารย์ได้ การศึกษาถึงแก่นแท้ของความรู้ และสามารถถ่ายทอดมันออกไปได้อย่างลึกซึ้ง นั่นแหละคือหัวใจของมัน
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- คุณสมบัติ: นอกเหนือจากประสบการณ์สอนและวิจัยแล้ว ศาสตราจารย์จะต้องมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับ มีส่วนร่วมในการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ และอาจรวมถึงการเป็นที่ปรึกษาให้กับหน่วยงานต่างๆ ด้วย
- ประเภท: โดยทั่วไปแล้ว ตำแหน่งศาสตราจารย์จะแบ่งออกเป็น ศาสตราจารย์ (Professor) และ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ (Professor Emeritus) ซึ่งศาสตราจารย์เกียรติคุณมักจะหมายถึงผู้ที่เกษียณอายุแล้วแต่ยังคงมีผลงานและบทบาทสำคัญทางวิชาการอยู่
ศาสตราจารย์มีกี่ประเภท
เรื่องตำแหน่งศาสตราจารย์นี่เยอะจริง สรุปมันมีกี่แบบกันแน่ ทำไมไม่เรียก ศ. เฉยๆ ให้มันจบๆ ไปเลยนะ
บางชื่อก็เพิ่งเคยได้ยินเหมือนกัน แต่ละอันก็มีความหมายต่างกันไปเลย ไม่ใช่แค่ชื่อเท่ๆ
- ศาสตราจารย์พิเศษ คือคนเก่งจากข้างนอก ไม่ได้เป็นอาจารย์ประจำในมหาลัยนั้นๆ แต่เชี่ยวชาญสุดๆ จนได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
- ศาสตราภิชาน อันนี้ของจุฬาฯ เค้าเลย เป็นตำแหน่งสำหรับผู้เชี่ยวชาญระดับชาติหรือนานาชาติที่มาทำงานวิจัยร่วมกัน ย่อมาจาก CPN (Chulalongkorn University Professorship of Distinction)
- ศาสตราจารย์กิตติเมธี หรือที่เรียกว่า Emeritus Professor คือท่านที่เกษียณอายุไปแล้ว แต่มหาลัยยังให้เกียรติยกย่องในผลงานและอาจจะยังเชิญมาสอนอยู่
- ศาสตราจารย์อาคันตุกะ ก็คือ Visiting Professor ชัดๆ มาจากมหาลัยอื่นหรือต่างประเทศ มาสอนหรือทำวิจัยแค่ช่วงสั้นๆ
- ศาสตรเมธาจารย์ นี่เป็นตำแหน่งสูงสุดของมหิดลเลยนะ เทียบเท่า Distinguished Professor สุดยอดของความเก่ง
- ศาสตราจารย์พิศิษฐ์ คล้ายๆ กันเลย คือ Distinguished Research Professor เน้นงานวิจัยแบบสุดยอดมากๆๆ
- ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ หรือ Honorary Professor ให้เป็นเกียรติกับคนที่ไม่เคยเป็นอาจารย์ในสถาบันนั้น แต่ทำคุณประโยชน์ให้แก่วงวิชาการหรือประเทศชาติอย่างสูง
- ศาสตราจารย์อุปการคุณ อันนี้สำหรับคนที่เคยเป็นอาจารย์ในมหาลัยนั้นๆ แล้วเกษียณไปแล้ว และได้ทำประโยชน์ให้กับมหาลัยอย่างต่อเนื่อง
สรุปคือมันมีทั้งแบบที่มาจากข้างนอก แบบที่เกษียณไปแล้วแต่ยังเก่งอยู่ แล้วก็แบบที่ให้เป็นเกียรติ ซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะเลยนะเนี่ย แล้วเงินเดือนจะต่างกันมั้ยนะ 궁금하다 (궁금하다 = สงสัยจัง)
พวกตำแหน่งที่ต่อท้ายด้วยคำเฉพาะทางอย่าง 'พิศิษฐ์' หรือ 'เมธาจารย์' พวกนี้คือสุดยอดของสายวิชาการในสถาบันนั้นๆ จริงๆ ส่วน 'อาคันตุกะ' ก็คือมาแล้วก็ไป เป็นสัญญาจ้างชั่วคราว ไม่ได้อยู่ยาว
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต