ป โท คือวุติอะไร
ปริญญาโทคือวุฒิการศึกษาอะไร? เรียนจบแล้วทำงานอะไรได้บ้าง?
ปริญญาโทเหรอ? อ๋อ มันก็เหมือนเราเรียนต่อจากปริญญาตรีไง แต่มันจะเจาะลึกกว่าเดิมนะ เน้นเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษเลย ประมาณว่าอยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ เลยก็ว่าได้
เหมือนตอนนั้นฉันเคยเห็นเพื่อนที่เขาเรียนจบมาทางด้านการตลาดอะนะ เขาต่อโทไปเลย เจาะลึกเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคอะไรเงี้ย ตอนนี้ทำงานบริษัทใหญ่เลย เงินเดือนดีขึ้นเยอะเลย
คนที่จบโทมานี่ เขาว่ากันว่าสามารถไปทำงานที่ต้องการความรู้เฉพาะทางมากๆ ได้เลยนะ พวกงานวิจัย, งานที่ต้องคิดวิเคราะห์ซับซ้อน หรือไม่ก็ตำแหน่งผู้บริหารที่ต้องมีความเข้าใจธุรกิจแบบลึกซึ้ง
อย่างที่บอกอะนะ การมีปริญญาโท มันเหมือนเป็นการการันตีว่าเรามีความรู้ความสามารถในระดับหนึ่งแล้วไง มันเปิดโอกาสให้เราได้งานที่ดีขึ้น เงินเดือนเยอะขึ้น หรือแม้กระทั่งได้เลื่อนตำแหน่งเร็วขึ้นก็มี
เคยมีคนบอกด้วยนะว่า ปริญญาโทมันช่วยให้เรามองเห็นอะไรที่มันกว้างขึ้นนะ เข้าใจประเด็นต่างๆ ได้ลึกซึ้งกว่าเดิม ฉันว่ามันก็มีส่วนนะ บางทีเราก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาแหละ
วุฒิป.โท เรียกว่าอะไร
ป.โท ใช่ไหม... ก็คือ ปริญญาโท นั่นแหละนะ หรือบางทีก็ได้ยินคนเรียก ปริญญามหาบัณฑิต สองคำนี้คืออันเดียวกันเลยจริงๆ นะ
นั่งมองเพดานแล้วคิด... กว่าจะมาถึงจุดที่ต้องมานั่งตัดสินใจเรียนต่ออะไรแบบนี้ มันก็เหนื่อยเหมือนกันนะ บางวันก็รู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าสิ่งที่เลือกไปมันจะดีพอไหม
บางทีก็สงสัยตัวเอง ทำไมถึงยังอยากเรียนอีกนะ หรือแค่หลงทางไปเรื่อยๆ กันนะ ใจมันก็อยากรู้ อยากลึกซึ้งในบางเรื่อง แต่มันก็เหมือนมีอะไรบางอย่างที่รั้งไว้ตลอดเวลาเลย
- ปริญญาโท เนี่ย เขาจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษได้หลายแบบเลย
- ที่คุ้นๆ ก็คือ graduate degree
- หรือไม่ก็ master's degree นั่นแหละ
- ส่วนถ้าเป็นขั้นสูงกว่านั้น อย่าง ปริญญาเอก อันนั้นก็จะเรียกว่า doctor's degree เลยนะ
ปริญาตรีเรียกว่าระดับไหน
ปริญญาตรี.. มันก็คือระดับปริญญาแรกนั่นแหละ เหมือนเราเรียนจบขั้นพื้นฐานมาแล้ว ก็มาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปอีก มันเป็นเหมือนการเปิดประตูบานแรกของการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งขึ้น เกี่ยวกับการทำงาน การใช้ชีวิต.. คำว่า "ตรี" นี่มันก็บอกอยู่แล้วนะว่า เป็นระดับที่สาม แบบ.. ต่ำกว่าโท สูงกว่า.. อะไรสักอย่าง แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นแหละ สำหรับหลายๆ คนนะ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ปริญญาตรี (Bachelor's Degree) ถือเป็นคุณวุฒิการศึกษาระดับอุดมศึกษาขั้นพื้นฐาน
- การศึกษาระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียนโดยทั่วไป 3-4 ปี ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและประเทศ
- หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีแล้ว ผู้ที่ต้องการศึกษาต่อสามารถเลือกเรียนในระดับ ปริญญาโท หรือ ปริญญาเอก ต่อไปได้
- ในบางบริบท คำว่า "ปริญญาบัณฑิต" ก็มีความหมายเดียวกันกับปริญญาตรี
คนที่จบปริญญาโทเรียกว่าอะไร?
เรียก มหาบัณฑิต.
ก็คนที่เรียนจบปริญญาโท. ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน. ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Master’s Degree Holder. แค่นั้นแหละ.
ส่วนระดับอื่น ก็เรียกต่างกันไป.
- บัณฑิต (Bachelor’s Degree) - พวกจบ ป.ตรี
- มหาบัณฑิต (Master’s Degree) - จบ ป.โท. ตามที่ถามนั่นแหละ
- ดุษฎีบัณฑิต (Doctoral Degree) - สุดทางละ พวกจบ ป.เอก
บัณฑิตศึกษา คือระดับไหน?
ตอนจบ ป.ตรีใหม่ๆ ที่มหาลัยแถวสามย่านนะ โคตรเคว้งเลย ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ สมัครงานก็เยอะแยะไปหมด แต่ในใจมันรู้สึกว่าความรู้ที่เรียนมา 4 ปีมันยังไม่พอทำงานจริงว่ะ มันเหมือนแค่ผิวๆ
เพื่อนคนนึงมันชวนไปเรียนต่อ ตอนแรกก็งงๆ เรียนต่ออะไรวะ มันก็บอกนี่แหละ บัณฑิตศึกษา คำนี้คือครั้งแรกที่ได้ยินแบบจริงจังเลย ตอนนั้นคือปี 2022 นั่งเปิดเว็บมหาลัยดูหลักสูตร โอ้โห รายละเอียดเยอะจนปวดหัว
เอาจริง ๆ นะ ความรู้สึกตอนนั้นคือความรู้ ป.ตรีมันเป็นแค่พื้นฐานมากๆ เหมือนสอนให้เรารู้จักเครื่องมือ แต่ บัณฑิตศึกษา มันคือการเอาเครื่องมือนั้นไปสร้างอะไรที่มันเฉพาะทางมากๆ ลึกแบบสุดๆ ไม่ใช่แค่เรียนตามชีทแล้วไปสอบ มันคือการทำวิจัย การหาคำตอบในสิ่งที่ยังไม่มีใครตอบได้
เลยตัดสินใจเรียนต่อ ปริญญาโท ด้านการตลาดดิจิทัลที่เดิมนั่นแหละ มันคือการเรียนที่ลึกกว่าเดิมเยอะมาก ไม่ใช่แค่จำไปสอบ มันคือการวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาเอง โคตรเหนื่อย แต่ก็โคตรเปิดโลกเลย
เป้าหมายของมันไม่ใช่แค่การได้ใบปริญญาอีกใบมาแปะฝาบ้าน แต่มันคือการสร้างผู้เชี่ยวชาญ สร้างคนที่รู้ลึกรู้จริงในสาขานั้นๆ แบบที่คนจบ ป.ตรีเทียบไม่ได้เลย
สรุปง่ายๆ บัณฑิตศึกษา ก็คือการเรียนต่อหลังจากจบปริญญาตรีไปแล้ว มันมีหลายระดับมาก
- ประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต)
- ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง (ป.บัณฑิตชั้นสูง)
- ระดับปริญญาโท (มหาบัณฑิต)
- ระดับปริญญาเอก (ดุษฎีบัณฑิต)
ปริญญาโท แผน ก กับแผน ข ต่างกันอย่างไร?
เลือกเรียนโทนี่มันเหมือนเลือกคู่ชีวิตเลยนะ แผน ก กับ แผน ข เนี่ย ไม่ใช่แค่หน่วยกิตต่างกันนะ แต่มันคือเส้นทางชีวิตเลยแหละ ลองจินตนาการดู ถ้าคุณเป็นสายนักรบเนิร์ดที่ชอบขุดคุ้ยหาความจริง นี่อาจเป็นคำตอบให้ชีวิตคุณ!
แผน ก นี่คือทางของนักวิจัยตัวจริงเสียงจริง เรียนวิชาการ 24 หน่วยกิต พอให้ไม่หลงทิศ จากนั้นก็ลุยกับ วิทยานิพนธ์ 12 หน่วยกิต แบบจัดเต็ม! ต้อง ตีพิมพ์ ผลงานด้วยนะ ไม่ใช่แค่เขียนเสร็จแล้วจบ สไตล์ "ฉันมีอะไรจะบอกโลก" ประมาณนั้นแหละ เหมาะกับพวกอยากสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้โลกตะลึง นี่แหละคือการสร้างตำนาน!
ส่วน แผน ข คือสำหรับคนสายแข็งเรื่องเรียน แต่ก็ยังอยากค้นคว้าอะไรนิดหน่อย เรียนหนักกว่านะ 33 หน่วยกิต เน้นๆ ทฤษฎีแน่นปึ้กทุกวิชา จากนั้นก็มี การค้นคว้าอิสระ 3 หน่วยกิต พอกรุบกริบ ไม่ต้องแบกความกดดันเท่าวิทยานิพนธ์ และที่สำคัญคือต้อง สอบประมวลความรู้ เพื่อพิสูจน์ว่าคุณไม่เผลอหลับในห้องเรียน เหมาะกับคนอยากอัปเกรดความรู้แล้วไปต่อยอดงาน หรือแค่ภูมิใจที่สอบผ่านเยอะๆ ก็พอ!
เหมือนโลกนี้มันแบ่งคนเป็นสองแบบชัดๆ แผน ก ก็สายบุ๋นผู้แสวงหา แผน ข ก็สายบู๊ผู้รอบรู้ เลือกดีๆ นะ เพราะจบไปคุณจะได้เป็นนักรบคนละแนวกันเลย อาจจะไม่ได้ต่างกันฟ้ากับเหว แต่ก็ไม่ใช่แค่ต่างกันตรงยอดภูเขาน้ำแข็งแน่นอน
ที่จริงแล้ว ความต่างมันลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเลขหน่วยกิตเยอะเลยนะ ลองดูนี่สิ:
- วิทยานิพนธ์ (Thesis) แผน ก: เหมือนการคลอดลูกทางวิชาการ ใช้เวลาเยอะ เจ็บปวดมาก แต่ภูมิใจสุดๆ เพราะมันคือผลผลิตจากสมองและสองมือคุณเอง ต้องหา "ช่องว่าง" ในองค์ความรู้ให้เจอแล้วเติมเต็ม มันคือการที่คุณได้สร้างบทใหม่ในตำราที่โลกยังไม่เคยอ่านมาก่อนไง!
- การค้นคว้าอิสระ (Independent Study) แผน ข: อันนี้เหมือนคุณไปดูงาน ไม่ต้องถึงขั้นคลอดลูก แค่เก็บข้อมูล สรุป ประมวลผล ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว เหมาะกับคนที่อยากต่อยอดความรู้จากสิ่งที่เรียน ไม่ได้อยากเป็นศาสดาคนใหม่ของวงการ แต่ก็อยากมีของดีติดตัว
- การตีพิมพ์ (Publication) แผน ก: เหมือนการเอาลูกไปประกวด ยิ่งได้ลงวารสารเจ๋งๆ ก็ยิ่งเท่ มันไม่ใช่แค่จบ แต่คือการ เผยแพร่ความรู้ สู่สาธารณชน เหมือนประกาศให้โลกรู้ว่า "ฉันนี่แหละคือผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้!" ต้องยอมรับว่ามันคือด่านหินสำหรับหลายคน แต่ถ้าผ่านได้ก็คือขึ้นหิ้งไปเลย!
- การสอบประมวลความรู้ (Comprehensive Exam) แผน ข: บททดสอบสุดท้าย! คุณต้องรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียนมาตลอด ให้สมองประมวลผลให้ได้ว่าที่เรียนไปไม่ได้คืนอาจารย์ไปหมดแล้วนะ สอบแบบนี้แหละจะวัดว่าคุณเข้าใจภาพรวมของศาสตร์ที่เรียนมาแค่ไหน ไม่ใช่แค่จำได้ แต่ต้อง เชื่อมโยง ได้ด้วย
- แนวทางการทำงาน: แผน ก มักจะต่อยอดไปสาย งานวิจัย, นักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย ส่วนแผน ข ไปได้กว้างกว่า ทั้ง องค์กรเอกชน, หน่วยงานรัฐ, สายบริหาร หรือจะกลับไปเป็นพนักงานบริษัทที่เก่งขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมได้ ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากเป็น "ผู้สร้าง" หรือ "ผู้ใช้งาน" องค์ความรู้
จบป.ตรีต่อป.โทเลยได้ไหม?
ต่อป.โทเลยไหม?
ก็ต่อได้สิ! จะเอาปริญญาโทไปต่อยอดความฝัน หรือจะเอาไปตอกฝาโลงความรู้ที่ขาด ก็ตามสะดวกชีวิตแหละ ถ้าแน่ใจว่าตัวเองอยากได้อะไร จะวิ่งไปทางไหน การเรียนต่อโทก็เหมือนติดปีกให้นก จะได้โบยบินไปให้ไกลกว่าเดิม
แต่ถ้ายังงงๆ ว่าชีวิตจะเอาไงดี? ก็หยุดพักหายใจก่อนก็ได้ ไม่ต้องรีบวิ่งเข้าเส้นชัย ถ้าปริญญาโทคือเป้าหมาย แต่ใจยังลอยเคว้งคว้างอยู่กลางทะเล ก็เหมือนมีรถสปอร์ตสุดหรู แต่ไม่มีน้ำมันให้เติม วิ่งไปไหนก็ไม่ได้
ข้อมูลเสริม:
- การต่อยอดตรงสาย: จบตรีแล้วต่อโทเลย เหมาะสุดๆ สำหรับคนที่รู้ตัวว่าคณะที่เรียนมันยังเล็กไป อยากลงลึกในรายละเอียดของสาขานั้นๆ ให้เชี่ยวชาญจนใครๆ ก็ต้องเหลียวหลัง
- เปลี่ยนสายงาน: อยากเปลี่ยนแนว? ป.โทก็เป็นเหมือนสะพานเชื่อมไปสู่โลกใหม่ แต่ต้องทำการบ้านดีๆ นะ ไม่ใช่กระโดดข้ามไปแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ
- พักผ่อนเติมพลัง: บางที การออกไปหาประสบการณ์นอกห้องเรียน ทำงานเก็บเงิน เก็บเกี่ยวชีวิต ก็ช่วยให้เรามองเห็นภาพใหญ่ขึ้น เห็นว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร
- เงินทองของนอกกาย: อย่าลืมนะว่าการเรียนต่อมันมีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่พร้อมเรื่องเงินทอง การทำงานหาประสบการณ์ไปพลางๆ ก่อน ก็เป็นทางเลือกที่ฉลาด
ข้อควรรู้เพิ่มเติม:
- เกรดต้องดี: ถ้าอยากเรียนต่อโทแบบสบายๆ เกรดเฉลี่ยปริญญาตรีก็มีส่วนสำคัญนะจ๊ะ
- ภาษาต้องได้: ภาษาอังกฤษเก่งๆ นี่เหมือนมีไพ่ตายติดตัว สามารถเปิดประตูสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำได้ง่ายขึ้นเยอะ
- หาข้อมูลให้แน่น: มหาวิทยาลัยไหน หลักสูตรไหน อาจารย์ที่ปรึกษาเป็นใคร ไปหาข้อมูลมาให้ละเอียด จะได้ไม่เลือกผิดชีวิตเปลี่ยน!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต