ประเภทของการวิจัยมีอะไรบ้าง

114 ครั้งเข้าชม
ประเภทของการวิจัยแบ่งตามประโยชน์ได้แก่วิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์ และวิจัยเชิงปฏิบัติการ. นอกจากนี้ยังแบ่งตามลักษณะข้อมูลเป็นเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ประเภทของการวิจัย: แบ่งตามประโยชน์และลักษณะข้อมูล

การทำความเข้าใจ ประเภทของการวิจัยมีอะไรบ้าง ช่วยให้ผู้ศึกษาเลือกรูปแบบ วิธีการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ผลได้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของการศึกษา เรียนรู้รายละเอียดเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในงานวิจัยของคุณอย่างมีประสิทธิภาพ

เจาะลึก 3 ระเบียบวิธีวิจัยหลักสำหรับการสร้างองค์ความรู้

การเลือกรูปแบบและ ประเภทของการวิจัย มีข้อควรพิจารณาและมีแนวทางเลือกใช้งานตามวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยทั่วไปโครงสร้างการวิจัยสากลนิยมจำแนกออกเป็น การวิจัย 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การศึกษาเฉพาะกรณี การสำรวจ การทดลอง ซึ่งแต่ละระเบียบวิธีวิจัยล้วนออกแบบมาเพื่อตอบคำถามคนละมิติ มีเกณฑ์จำแนกตามความลึก ความกว้าง และระดับการควบคุมตัวแปรในสภาพแวดล้อมที่ศึกษาอย่างชัดเจน

Inฐานะคนที่ต้องคลุกคลีกับการตรวจเล่มโครงร่างวิจัยและแผนการเก็บข้อมูลมานานหลายปี - และนี่คือสิ่งที่คู่มือเรียนมักจะข้ามไป - ปัญหาใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ที่ตัวนิยาม แต่อยู่ที่การจับคู่ระหว่างคำถามวิจัยกับระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้จริง การเลือกผิดประเภทตั้งแต่ต้นเปรียบเสมือนการติดกระดุมเม็ดแรกผิด ซึ่งจะทำให้การวิเคราะห์และการสรุปผลปั่นป่วนไปทั้งหมด

1. การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study): มองลึกในรายละเอียดบริบทเฉพาะ

ระเบียบวิธีนี้เน้นการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับบุคคล กลุ่มคน องค์กร หรือปรากฏการณ์ใดปรากฏการณ์หนึ่งในสภาพแวดล้อมจริง โดยไม่ได้มุ่งเน้นการควบคุมตัวแปรเพื่อหาผลลัพธ์ที่เป็นตัวเลขสากล แต่เน้นการตอบคำถามว่า อย่างไร (How) และ ทำไม (Why) ผ่านข้อมูลเชิงคุณภาพที่หลากหลาย

ผมเคยให้คำปรึกษาทีมนักวิจัยรุ่นใหม่ที่พยายามทำ Case Study แต่กลับไปยึดติดกับการแจกแบบสอบถามสถิติ - ซึ่งขัดกับหลักการอย่างสิ้นเชิง - จนกระทั่งเราปรับมุมมองใหม่ให้เน้นการสัมภาษณ์เชิงลึกและการเก็บหลักฐานเชิงประจักษ์จากหลายแหล่งข้อมูล (Triangulation) เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อเท็จจริงเดียวกันจากมุมมองที่ต่างกัน การศึกษาเฉพาะกรณีที่ดีต้องอาศัยการร้อยเรียงเรื่องราวและบริบทที่แน่นหนา ไม่ใช่การสรุปผลด้วยค่าร้อยละเพียงอย่างเดียว

2. การสำรวจ (Survey): ขยายมุมมองกว้างเพื่อถอดรหัสพฤติกรรมกลุ่มตัวอย่าง

การวิจัยเชิงสำรวจเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ เพื่อนำมาวิเคราะห์และอ้างอิงถึงประชากรทั้งหมด มุ่งเน้นการศึกษาแนวโน้ม ความคิดเห็น ทัศนคติ หรือพฤติกรรมในภาพรวมผ่านแบบสอบถามมาตรฐานหรือการสัมภาษณ์ที่มีโครงสร้างชัดเจน

การสำรวจออนไลน์ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ทั่วไปมักมีอัตราการตอบกลับเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 44 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความท้าทายที่แท้จริงของการสำรวจไม่ใช่การส่งแบบสอบถามออกไป แต่คือการดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายยอมสละเวลามาตอบข้อมูลให้สมบูรณ์ ตัวเลขชุดนี้ชี้ให้เห็นว่าสัญชาตญาณแรกของนักวิจัยส่วนใหญ่ที่คิดว่าการสำรวจเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดนั้นค่อนข้างคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง เนื่องจากปัญหาเรื่องแบบสอบถามไม่สมบูรณ์และการส่งต่อข้อมูลมักเกิดขึ้นบ่อยครั้งหากขาดกลยุทธ์การติดตามผลที่ดีพอ

3. การทดลอง (Experiment): พิสูจน์เหตุและผลภายใต้การควบคุมที่เข้มงวด

การวิจัยเชิงทดลองคือระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบสมมติฐานความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล โดยผู้วิจัยจะทำการปรับเปลี่ยนหรือจัดกระทำกับตัวแปรอิสระ (Independent Variable) เพื่อสังเกตผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม (Dependent Variable) ควบคู่ไปกับการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนอื่นๆ อย่างเข้มงวดในห้องปฏิบัติการหรือภาคสนาม

อย่างไรก็ตาม การควบคุมที่สมบูรณ์แบบมักตามมาด้วยข้อจำกัดในการนำไปใช้ในชีวิตจริง โดยเฉพาะในแวดวงจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์พฤติกรรมศาสตร์ ซึ่งเคยมีการศึกษาประสานงานขนาดใหญ่เพื่อทดลองทำซ้ำงานวิจัยจำนวน 100 ชิ้น แต่ผลลัพธ์กลับพบว่ามีงานวิจัยเพียงร้อยละ 36 เท่านั้นที่สามารถทำซ้ำแล้วได้ผลลัพธ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติตามเดิม ปรากฏการณ์นี้ตอกย้ำให้เห็นว่า ความเข้มงวดในการควบคุมสภาพแวดล้อมเพื่อหาข้อเท็จจริงในห้องทดลอง อาจไม่ได้การันตีความแม่นยำเสมอไปเมื่อตัวแปรเหล่านั้นต้องเผชิญกับความซับซ้อนของโลกภายนอก

ตารางเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของรูปแบบการวิจัยทั้ง 3 ประเภทหลัก

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและสามารถเลือกนำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนหรือการทำวิจัยได้อย่างถูกต้อง นี่คือเกณฑ์เปรียบเทียบเชิงโครงสร้างระหว่างรูปแบบการวิจัยแต่ละประเภท

การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study)

- ทำความเข้าใจบริบทเฉพาะเจาะจงเชิงลึก ตอบคำถามว่าอย่างไรและทำไม

- ได้ข้อมูลบริบทที่ละเอียด อุดมสมบูรณ์ เห็นมิติที่ซ่อนอยู่ชัดเจน

- ยากต่อการสรุปอ้างอิงเป็นหลักสากลไปยังกลุ่มอื่นๆ (Generalization)

- ขนาดเล็กมาก อาจเป็นเพียง 1 บุคคล 1 องค์กร หรือ 1 เหตุการณ์

การสำรวจ (Survey)

- อธิบายลักษณะ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมภาพรวมของประชากรขนาดใหญ่

- ประหยัดเวลาและงบประมาณในการเก็บข้อมูลมุมกว้าง สรุปผลเชิงปริมาณได้ดี

- ข้อมูลที่ได้ขาดความลึกซึ้ง และมักเผชิญปัญหาอัตราการตอบกลับต่ำ

- ขนาดใหญ่ เป็นตัวแทนที่ดีตามหลักสถิติของประชากรเป้าหมาย

การทดลอง (Experiment) ⭐

- พิสูจน์ความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลระหว่างตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม

- ควบคุมปัจจัยภายนอกได้ดีที่สุด ระบุความเป็นเหตุเป็นผลได้ชัดเจน

- สภาพแวดล้อมที่ถูกควบคุมอาจแตกต่างจากพฤติกรรมตามธรรมชาติในโลกจริง

- ขนาดกลางถึงใหญ่ มักใช้วิธีสุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม

หากคุณต้องการพิสูจน์ความจริงเชิงวิทยาศาสตร์ การทดลองคือคำตอบที่ดีที่สุด แต่หากต้องการเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในวงกว้าง การสำรวจจะตอบโจทย์ได้มากกว่า ส่วนการศึกษาเฉพาะกรณีจะเหมาะที่สุดสำหรับงานที่ต้องการถอดรหัสความสำเร็จหรือความล้มเหลวเฉพาะบริบทที่ไม่สามารถหาได้จากสถิติทั่วไป

เส้นทางการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวิจัยของธนาคารไทยเพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน

ทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์ของธนาคารแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ประสบปัญหาแอปพลิเคชันเวอร์ชันใหม่มีอัตราการใช้งานลดลงอย่างน่าใจหายในกลุ่มผู้สูงอายุ โดยทีมงานรู้สึกกดดันและสับสนเนื่องจากผลการทดสอบระบบก่อนหน้านี้ไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ

ในตอนแรก ทีมนักวิจัยเลือกใช้วิธีส่งแบบสำรวจออนไลน์ไปยังผู้ใช้สูงอายุจำนวน 1.000 คน แต่ผลลัพธ์กลับแย่ลงไปอีกเพราะอัตราการตอบกลับต่ำมากและคำตอบที่ได้ระบุเพียงว่า 'ใช้งานยาก' โดยไม่ให้รายละเอียดเชิงลึก เสียทั้งเวลาและงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อทีมงานตระหนักได้ว่า ข้อมูลเชิงปริมาณไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จึงเปลี่ยนมาใช้แนวทาง 'การศึกษาเฉพาะกรณี' โดยเชิญผู้สูงอายุ 5 คนเข้ามานั่งใช้งานแอปพลิเคชันต่อหน้าพร้อมสัมภาษณ์เชิงลึกในห้องทดสอบ

การปรับเปลี่ยนวิธีทำให้พบความจริงว่า ผู้สูงอายุไม่ได้เกลียดเมนู แต่ขนาดไอคอนและสีที่กลืนกันทำให้พวกเขามองไม่เห็นปุ่มยืนยัน นำไปสู่การปรับดีไซน์ใหม่จนยอดการใช้งานในกลุ่มเป้าหมายฟื้นตัวกลับมาได้ใน 30 วัน

หากคุณต้องการเจาะลึกเพิ่มเติม ลองศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ รูปแบบของการวิจัย มีอะไรบ้าง ได้เลยครับ

ขั้นตอนถัดไป

เลือกวิธีวิจัยจากเป้าหมายไม่ใช่ความยากง่าย

อย่าเลือกทำแบบสำรวจเพียงเพราะคิดว่าทำง่ายกว่า เพราะในความเป็นจริงอัตราการตอบกลับของการสำรวจออนไลน์เฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 44 เท่านั้น ซึ่งต้องใช้ความพยายามในการติดตามผลอย่างสูง

การวิจัยเชิงทดลองต้องระวังเรื่องการนำไปใช้จริง

แม้การทดลองจะให้ผลลัพธ์เชิงเหตุผลที่แม่นยำ แต่มีงานวิจัยเชิงพฤติกรรมเพียงร้อยละ 36 เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จในการทดลองทำซ้ำเนื่องจากข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่ควบคุมในห้องแล็บ

ใช้สัญชาตญาณมนุษย์ควบคู่กับการเก็บข้อมูล

สถิติและตัวเลขช่วยบอกแนวโน้ม แต่บริบทและเรื่องราวเชิงลึกจากการศึกษาเฉพาะกรณีจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยอธิบายเหตุผลเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น

คำตอบด่วน

สับสนเกี่ยวกับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งประเภทการวิจัยที่มีความหลากหลาย ควรยึดอะไรเป็นหลัก

เกณฑ์สากลนิยมจำแนกตามระเบียบวิธีและเป้าหมายการนำไปใช้ หากมุ่งเน้นหาความลึกและบริบทเฉพาะให้เลือกการศึกษาเฉพาะกรณี หากต้องการภาพรวมและความคิดเห็นมุมกว้างของคนหมู่มากให้เลือกการสำรวจ และหากต้องการพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดให้เลือกการทดลองเป็นหลัก

การวิจัย 3 ประเภทหลักนี้ สามารถนำมาใช้ร่วมกันในงานวิจัยชิ้นเดียวได้หรือไม่

สามารถทำได้และเป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน เรียกว่าการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) เช่น นักวิจัยอาจเริ่มจากการศึกษาเฉพาะกรณีเพื่อหาอินไซต์ขั้นต้น นำไปสร้างแบบสำรวจเพื่อเช็คผลในวงกว้าง แล้วสรุปด้วยการทดลองเพื่อทดสอบระบบที่พัฒนาขึ้นตามลำดับ

ถ้าไม่มีงบประมาณและเวลาจำกัด รูปแบบการวิจัยมีกี่แบบที่ตอบโจทย์ที่สุด

การวิจัยเชิงสำรวจผ่านระบบออนไลน์มักเป็นทางเลือกที่ประหยัดเวลาและงบประมาณมากที่สุดสำหรับการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณ อย่างไรก็ตาม คุณจำเป็นต้องออกแบบคำถามให้สั้นกระชับเพื่อป้องกันอัตราการละทิ้งแบบสอบถามกลางคันของกลุ่มตัวอย่าง