การวิจัยมีการแบ่งประเภทตามความนิยมได้กี่ประเภท

77 ครั้งเข้าชม
การแบ่งประเภทงานวิจัยตามความนิยมไม่มีจำนวนตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทและวิธีการจำแนก แต่โดยทั่วไปแบ่งได้หลายแบบ เช่น: ตามวิธีวิจัย: เชิงปริมาณ (เน้นข้อมูลเชิงตัวเลข) เชิงคุณภาพ (เน้นความหมายและความเข้าใจ) เชิงผสม (ผสมผสานทั้งสองวิธี) ตามวัตถุประสงค์: การสำรวจ (หาข้อมูลพื้นฐาน) การทดลอง (ทดสอบสมมติฐาน) การวิเคราะห์ (วิเคราะห์ข้อมูลที่มีอยู่) การศึกษาเชิงสำรวจ (สำรวจหาแนวทางหรือปัญหา) จำนวนประเภทจึงมีความยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ผู้จัดแบ่งประเภทกำหนด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

การวิจัยแบ่งประเภทตามความนิยมได้กี่แบบ?

อืมม... จำได้ตอนเรียนโท ปี 62 ที่จุฬาฯ อาจารย์เค้าไม่ได้บอกตรงๆหรอกว่าแบ่งกี่แบบ แต่แกเน้นให้เราเข้าใจแก่น คือมันไม่ตายตัวจริงๆ! ขึ้นอยู่กับว่าจะมองมุมไหน จะแบ่งยังไงมากกว่า บางทีก็เชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ ง่ายๆแค่นี้ก็จบ แต่บางทีก็แบ่งยิบย่อยกว่านั้นอีก แล้วแต่คน แต่ละคนก็มีวิธีคิดต่างกันไป อย่างอาจารย์อีกท่าน แกชอบแบ่งตามวัตถุประสงค์ แบบสำรวจ แบบทดลอง อะไรแบบนั้น แล้วแต่แกจะสะดวก ไม่ตายตัวจริงๆ

จำได้คร่าวๆว่า ตอนนั้น เพื่อนในกลุ่ม ก็มีการถกเถียงกัน เรื่องการจำแนกประเภทงานวิจัย มีคนบอกว่ามันมีสิบแบบ บ้างก็บอกว่าไม่ถึงสิบ สรุปไม่มีใครรู้แน่ชัด อาจารย์ก็บอกแต่ว่า ให้ดูที่แก่น ไม่ใช่แค่จำชื่อ งงไปหมด ตอนนั้น ค่าเทอมก็แพง เกือบสามแสน เรียนก็ยาก แต่ก็ได้ความรู้แบบนี้แหละนะ ฮ่าๆ

สุดท้ายแล้ว มันเลยกลายเป็นว่า การจำแนกประเภท มันไม่มีคำตอบตายตัว แล้วแต่คน แล้วแต่บริบท จริงๆนะ!

ประเภทของการวิจัยมีอะไรบ้าง?

อืม... กลางคืนแบบนี้ คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เรื่องการวิจัยนี่เองนะ ที่เรียนมา... จำได้ลางๆ แต่พยายามนึกดีๆนะ

จริงๆ มันก็มีหลายแบบเนอะ แต่ที่จำได้แม่นๆ คือ 3 แบบหลักๆ นี่แหละ

  • การวิจัยแบบทดลอง (Experimental Research) อันนี้เจอบ่อย วิทยาศาสตร์นี่แหละ ทำการทดลองจริงๆจังๆ ควบคุมตัวแปรต่างๆ เพื่อดูผลลัพธ์ เป๊ะๆเลย แต่ก็เหนื่อยหน่อยนะ ต้องวางแผนดีๆ

  • การวิจัยแบบสำรวจ (Survey Research) อันนี้ง่ายกว่าหน่อย เก็บข้อมูลจากคนจำนวนมาก แบบสอบถาม สัมภาษณ์ อะไรแบบนี้ ได้ข้อมูลเยอะ แต่บางทีความลึกอาจจะน้อยไป

  • การวิจัยแบบศึกษารายกรณี (Case Study Research) อันนี้เจาะลึก ศึกษาแค่กรณีเดียว หรือไม่กี่กรณี ได้ข้อมูลละเอียดมาก แต่ก็ใช้เวลา และอาจจะสรุปอะไรได้ไม่กว้างมาก เพราะแค่กรณีเดียว

ปีนี้ งานวิจัยที่ทำ เป็นแบบสำรวจนะ ใช้แบบสอบถามออนไลน์ ถามคนรู้จักประมาณ 100 คนได้ เหนื่อยเหมือนกัน แต่ได้รู้เรื่อง พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของกลุ่มวัยรุ่น ปีนี้ เพิ่งจบไปเอง

จริงๆ ยังมีแบบอื่นๆอีกนะ แต่จำไม่ค่อยได้แล้ว... ง่วงแล้วด้วยสิ... พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ละกัน...

รูปแบบของการวิจัย มีอะไรบ้าง?

โอ้โห! คำถามนี้ถามถึงรูปแบบการวิจัยนะ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เลยล่ะ เหมือนกับการเลือกชุดไปงานปาร์ตี้ ต้องเลือกให้เหมาะกับโอกาส!

  • เชิงปริมาณ (Quantitative): นี่คือการวิจัยที่เน้นตัวเลข วัดได้ ตรวจสอบได้ เหมือนกับการชั่งน้ำหนักตัวเอง เห็นผลชัดเจน! ถ้าอยากรู้ว่าคนไทยกี่เปอร์เซ็นต์ชอบกินส้มตำ ก็ต้องใช้แบบนี้แหละ แม่นยำเว่อร์! ปีนี้เห็นมีงานวิจัยเรื่องนี้เยอะเลยนะ เกี่ยวกับความนิยมอาหารไทยในต่างประเทศ ข้อมูลน่าสนใจมาก

  • เชิงคุณภาพ (Qualitative): แบบนี้เน้นความรู้สึก ความเข้าใจ ลึกซึ้งเหมือนกับการอ่านนิยาย ไม่ได้มีแต่ตัวเลข แต่ได้ความหมาย ลองจินตนาการว่าอยากรู้ว่าทำไมคนถึงชอบกินส้มตำ แบบนี้ต้องสัมภาษณ์ วิเคราะห์ แล้วค่อยสรุป ปีนี้เจอหลายงานวิจัยศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เจาะลึกดีจริงๆ

  • เชิงผสม (Mixed Methods): นี่คือการผสมผสานทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน เหมือนกับการกินส้มตำที่มีทั้งปลาร้าและมะละกอ ได้ทั้งความเผ็ดและความกรอบ ครบรส! ได้ทั้งข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ ได้ภาพที่ชัดเจนและละเอียด สุดยอดเลย!

  • เชิงสำรวจ (Exploratory): แบบนี้คือการค้นหาข้อมูลเบื้องต้น เหมือนกับการสืบสวนหาเบาะแส ก่อนจะลงมือทำอะไรจริงจัง เป็นการเปิดประเด็น ตั้งคำถาม เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติม คล้ายๆกับการวางแผนก่อนลงมือทำอะไรสักอย่าง

  • เชิงทดลอง (Experimental): แบบนี้คือการทดลอง เหมือนกับการทำอาหาร ต้องทดลองสูตรต่างๆ แล้วค่อยปรับปรุง มีกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลอง เปรียบเทียบผลลัพธ์ แม่นยำระดับห้องแล็บเลย!

ปีนี้กระแสการวิจัยด้านสุขภาพและเทคโนโลยีแรงมากนะ เห็นหลายงานวิจัยใช้รูปแบบผสมผสานกัน ได้ข้อมูลที่น่าสนใจและครอบคลุมจริงๆ บอกเลยว่าน่าติดตามมากๆ

รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพมีอะไรบ้าง?

โอ๊ยตาย! ถามถึงรูปแบบวิจัยเชิงคุณภาพเนี่ยนะ เหมือนถามทางไปหาเข็มในกองฟางตอนกลางคืน มืดแปดด้านเลย! แต่เดี๋ยวๆ! พี่มีวิธี! เอาแบบกระชับ สั้นๆ เข้าใจง่ายๆ แบบชาวบ้านๆ นะจ๊ะ

  • แบบสัมภาษณ์ (Interview): นี่แหละตัวพ่อ! นั่งคุยกับคนจริงๆ ได้ข้อมูลแบบสดๆ ร้อนๆ แต่ระวังนะ บางคนพูดเหมือนน้ำไหล ฟังไปฟังมาก็เพลีย! ปีนี้พี่ไปสัมภาษณ์คุณลุงขายลอตเตอรี่แถวบ้านเรื่องเลขเด็ด ได้ข้อมูลสุดล้ำ แต่เลขไม่เข้าซักตัว! ฮือออ

  • แบบกลุ่มย่อย (Focus Group): รวมพลคนเก่ง มาคุยกันเป็นกลุ่ม ได้ไอเดียกระจาย แต่ระวังเรื่องคนหัวรั้น เถียงกันจนหัวฟูได้! เมื่อปีที่แล้วพี่จัดไป แทบแตก! สรุปได้ข้อมูลแค่คนเถียงเก่งสุด

  • แบบการวิเคราะห์เอกสาร (Document Analysis): ไม่ต้องออกไปไหน! นั่งอ่านเอกสารอย่างเดียว สบายๆ แต่ต้องมีเอกสารเยอะๆ อ่านจนตาแฉะ เหมือนอ่านนิยายจบแล้วต้องทำความเข้าใจพล็อต ปีนี้พี่อ่านรายงานการขายของบริษัท งงไปหมด งบการเงินนี่มันอะไรกันนน

  • แบบการศึกษาเชิงชาติพันธุ์วิทยา (Ethnography): ไปอยู่กับเค้าเลย! ดื่มด่ำกับวัฒนธรรม ได้ข้อมูลแบบลึกซึ้ง แต่เหนื่อยโคตร! เหมือนไปอยู่ต่างดาว ปีที่แล้วพี่ไปร่วมงานวัด เหนื่อยเหมือนวิ่งมาราธอน

  • แบบการวิเคราะห์เรื่องเล่า (Narrative Analysis): ฟังเรื่องราว แล้ววิเคราะห์ เหมือนดูซีรี่ย์แล้วจับประเด็น ปีนี้พี่ฟังเพื่อนเล่าเรื่องความรัก โอ๊ยยย น้ำตาร่วง! ได้ข้อมูลแต่ความรักของเพื่อนนะ

เพิ่มเติม ทั้งหมดนี้แค่ส่วนหนึ่งนะ จริงๆ แล้วมีเยอะแยะมากมาย คล้ายๆ เมนูอาหาร เลือกไม่ถูกเลย! แต่ละแบบมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ต้องเลือกให้เหมาะกับงานวิจัยด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้น งานเข้า!

การ วิจัย เชิง ปริมาณ Quantitative Research มี ลักษณะ อย่างไร?

การวิจัยเชิงปริมาณ: ตัวเลขบอกเล่าเรื่องราว

  • วัดได้ ตรวจสอบได้ เน้นข้อมูลเชิงปริมาณ
  • วิธีการ: แบบสอบถาม, การทดลอง, ข้อมูลสถิติจากแหล่งข้อมูลอย่างเป็นทางการ เช่น กรมการปกครอง ปี 2566
  • ผลลัพธ์: ตัวเลข กราฟ สถิติ สรุปเป็นข้อเท็จจริง ไม่ใช่ความคิดเห็น
  • เป้าหมาย: ค้นหาความสัมพันธ์ หาสาเหตุ ผล ทำนายอนาคต

จุดแข็ง: แม่นยำ เป็นกลาง สามารถวิเคราะห์ได้อย่างเข้มข้น

ข้อจำกัด: อาจมองข้ามบริบท ความหมายที่ซ่อนอยู่ ความรู้สึก มุมมองส่วนบุคคล

ตัวอย่างการวิจัย: ศึกษาผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจต่อรายได้ครัวเรือนไทย ปี 2566 โดยใช้ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย

การ วิจัย เชิง คุณภาพ Qualitative Research และ การ วิจัย เชิง ปริมาณ Quantitative Research ต่าง กัน อย่างไร?

อ้าว! Qualitative กับ Quantitative ต่างกันยังไงนะ? คิดหนักเลย เอาแบบง่ายๆนะ

  • Quantitative: ตัวเลขล้วนๆ! แบบสอบถาม สถิติ กราฟ ดูแล้วรู้เรื่องเลย แบบเป๊ะๆ จำนวนคนชอบกินส้มตำปีนี้ เท่าไหร่นะ ต้องไปหาข้อมูลจากกรมการค้าภายในก่อน มึนแล้ว!

  • Qualitative: นี่เลย! สัมภาษณ์ การสังเกต แบบเจาะลึก เข้าใจความรู้สึก ทำไมคนถึงชอบกินส้มตำ? เพราะอะไร? ปีนี้กระแสส้มตำมะม่วงป่นแรงมาก เพื่อนฉันบอก มันอร่อยกว่าส้มตำไทยธรรมดา อิอิ

อืมมม ง่ายๆแบบนี้แหละ จำง่ายดี ปีนี้ลองทำวิจัยเรื่องความนิยมของอาหารไทยดูดีไหมนะ ต้องหาข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เพิ่ม เอาแบบละเอียดๆ เลย

เพิ่มเติมเล็กน้อย:

  • Quantitative: วัดได้ คำนวณได้ ได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลข ใช้สถิติวิเคราะห์ สรุปได้ง่าย แบบมีหลักฐานชัดเจน เหมาะกับการวิจัยตลาด แบบที่หาข้อมูลจากการขายของร้านค้าทั่วไป แต่ข้อมูลต้องแม่นยำนะ!
  • Qualitative: เจาะลึก เข้าใจความคิด ความรู้สึก ทำไมคนถึงเลือกแบบนั้น ได้คำตอบที่ลึกซึ้งกว่า แต่การวิเคราะห์ข้อมูลยากกว่าเยอะ อาจใช้เวลาในการวิเคราะห์นาน ฉันว่าฉันชอบแบบนี้มากกว่านะ เข้าใจคนมากกว่า แต่เหนื่อยกว่าเยอะ

ยัง งงๆ อยู่บ้าง แต่ก็นะ พอเข้าใจแล้วล่ะ คิดเยอะไปแล้ว ไปหาอะไรกินดีกว่าาาาา

การวิจัยเชิงปริมาณคืออะไร?

การวิจัยเชิงปริมาณคืออะไร?

ตัวเลขคือภาษาที่ตรงไปตรงมา

  • มุ่งเน้นข้อมูลเชิงปริมาณ วัดผลได้
  • ควบคุมตัวแปร สร้างมาตรฐาน
  • สถิติช่วยสรุปผล ไม่ตีความตามใจ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ขนาดตัวอย่าง: ใหญ่พอให้เชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่หยิบมือ
  • เครื่องมือ: ต้องแม่นยำ ทดสอบแล้วว่าใช้ได้จริง
  • การวิเคราะห์: เลือกสถิติให้ถูก ไม่ใช่ใช้มั่วๆ แล้วบอกว่า "มีนัยสำคัญ"

ไม่ใช่ทุกอย่างวัดได้ แต่สิ่งที่วัดได้ มักมีอะไรซ่อนอยู่

วิจัย เชิง ปริมาณ และ เชิง คุณภาพ ต่าง กัน ยัง ไง?

โอ้โห! ถามมาได้... เหมือนถามว่ากินส้มตำกับกินข้าวขาหมูอันไหนอร่อยกว่ากัน! มันก็แล้วแต่สถานการณ์ป่ะแก!

  • เชิงปริมาณ (Quantitative): สายวัด สายชั่ง สายคำนวณ! เน้นตัวเลข สถิติ กราฟ! เอาไว้พิสูจน์ว่า "จริง" หรือ "ไม่จริง" แบบฟันธง! เหมือนเอาไม้บรรทัดวัดความหล่อ...เอ้อ...วัดอะไรที่มันวัดได้อ่ะนะ! เช่น สำรวจว่าคนกรุงเทพฯ ชอบกินผัดไทยมากกว่าส้มตำกี่เปอร์เซ็นต์! เอาตัวเลขมาอ้างอิงกันไปเลย! สำคัญ: ตัวเลข = ความน่าเชื่อถือ (ในบางมุมมองนะ)**

  • เชิงคุณภาพ (Qualitative): สายดราม่า สายอิน สายลึกซึ้ง! เน้นคุย เน้นฟัง เน้นเข้าใจ! เอาไว้หาว่า "ทำไม" ถึงเป็นแบบนั้น! เหมือนนั่งคุยกับเพื่อนระบายเรื่องอกหัก...เอ้อ...คุยเรื่องที่มันต้องใช้ความรู้สึกอ่ะ! เช่น สัมภาษณ์คนที่ไม่ชอบกินผักว่าทำไมถึงเกลียดผักเข้าไส้! หาเหตุผลเบื้องลึกเบื้องหลังกันไป! สำคัญ: ความรู้สึก = ความเข้าใจ (ในบางมุมมองไง)**

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ:

  • ปริมาณ: เหมือนชั่งน้ำหนัก หาค่าเฉลี่ย หาความถี่... เป๊ะๆ!
  • คุณภาพ: เหมือนชิมอาหาร บรรยายรสชาติ สัมผัสความรู้สึก... อินๆ!

ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบขำๆ แต่จริงจัง):

  • เชิงปริมาณ: ถ้าคุณอยากรู้ว่าคนไทยเล่น TikTok มากแค่ไหน...อันนี้ต้องเชิงปริมาณ! เก็บข้อมูลสิ! นับสิ! ทำสถิติสิ!
  • เชิงคุณภาพ: ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำไมคนไทยถึงติด TikTok งอมแงม...อันนี้ต้องเชิงคุณภาพ! ไปสัมภาษณ์! ไปสังเกต! ไปส่องคอมเมนต์!

สรุป: ทั้งสองอย่างมันมีดีมีเสียต่างกัน! เลือกใช้ให้ถูกสถานการณ์! อย่าไปยึดติด! เหมือนกินข้าวขาหมูแล้วอยากกินส้มตำต่อ...มันก็ไม่แปลก! (เกี่ยวไหม?)

ป.ล. อย่าเชื่อฉันมาก! ไปอ่านเปเปอร์เองด้วย! แค่มาเล่าให้ฟังเฉยๆ เข้าใจ๋? ????

Qualitative and Quantitative ต่างกันอย่างไร?

เชิงปริมาณ vs. เชิงคุณภาพ เหมือนเหรียญสองด้านที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ลึกซึ้งขึ้น การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับคำถามที่เราต้องการตอบ และบางครั้งการผสมผสานทั้งสองอย่างก็เป็นทางออกที่ดีที่สุด

  • เชิงปริมาณ (Quantitative): เน้นตัวเลข, สถิติ, และการวัดผลที่แม่นยำ เป้าหมายคือการหาความสัมพันธ์, ทดสอบสมมติฐาน, และสร้างข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม มักใช้เครื่องมือทางสถิติ เช่น การวิเคราะห์การถดถอย (regression analysis) หรือการทดสอบสมมติฐาน (hypothesis testing) เพื่อยืนยันหรือหักล้างข้อสันนิษฐานบางอย่าง เป็นเหมือนการมองโลกผ่านเลนส์ของความเป็นเหตุเป็นผล

  • เชิงคุณภาพ (Qualitative): มุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจ "ทำไม" เบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก, การสังเกตการณ์, หรือการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสำรวจความคิดเห็น, ประสบการณ์, และความเชื่อ เป็นเหมือนการฟังเรื่องเล่าจากผู้คน และพยายามปะติดปะต่อภาพรวมให้ได้

การวิเคราะห์ข้อมูลแตกต่างกันอย่างไร?

  • เชิงปริมาณ: ใช้ซอฟต์แวร์ทางสถิติ (เช่น SPSS, R, หรือ Python) เพื่อประมวลผลข้อมูลจำนวนมาก หาค่าเฉลี่ย, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน, และทดสอบนัยสำคัญทางสถิติ มองหา pattern ที่ซ่อนอยู่ในตัวเลข

  • เชิงคุณภาพ: อ่านและตีความข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วน ค้นหา themes หรือ patterns ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ อาจใช้เทคนิค coding เพื่อจัดกลุ่มข้อมูล และสร้างกรอบแนวคิด (framework) เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่ศึกษา เป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดและความอดทนสูง

ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบอินไซด์):

  • หลายครั้ง การวิจัยที่ดีที่สุดคือการผสมผสานทั้งสองวิธี (mixed methods research) เช่น เริ่มจากการสำรวจเชิงคุณภาพเพื่อทำความเข้าใจปัญหา แล้วตามด้วยการสำรวจเชิงปริมาณเพื่อวัดผลและยืนยันข้อค้นพบ
  • การวิเคราะห์เชิงคุณภาพอาจ subjective มากกว่าเชิงปริมาณ แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีคุณค่า สิ่งสำคัญคือต้องมีความโปร่งใสเกี่ยวกับวิธีการวิเคราะห์ และข้อจำกัดของงานวิจัย
  • จำไว้ว่า สถิติเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง ตัวเลขอาจบอกเราว่า "อะไร" เกิดขึ้น แต่ไม่ได้บอกว่า "ทำไม"
  • เคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ใช้ทั้งสองวิธีเพื่อศึกษาพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ พบว่า สถิติบอกว่าคนซื้อสินค้า A มากที่สุด แต่การสัมภาษณ์เชิงลึกบอกว่าจริงๆ แล้วคนอยากซื้อสินค้า B มากกว่า แต่ติดปัญหาเรื่องราคา

อาจมีบางครั้งที่เราเชื่อมั่นในตัวเลขมากเกินไป จนลืมไปว่าเบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้น มีเรื่องราวและความรู้สึกของผู้คนซ่อนอยู่