ประเภทของแหล่งสารสนเทศมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
แหล่งสารสนเทศมีกี่ประเภท?
จริง ๆ เรื่องจำแนกแหล่งข้อมูลนี่มันยุ่งยากนะ ตอนเรียนป.โท ปี 2562 ที่จุฬาฯ อาจารย์สอนหลายแบบมาก จำได้คร่าวๆ ว่ามีหลักๆ สักสามประเภท แบบปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ อันนี้ง่ายสุด คือข้อมูลตรงจากแหล่งกำเนิดเลย อย่างสมุดบันทึกการทดลองวิทยาศาสตร์ของฉันตอนมัธยม หรือแบบสัมภาษณ์ที่ฉันทำเอง แบบทุติยภูมิก็คือคนอื่นเขานำข้อมูลปฐมภูมิมาวิเคราะห์แล้ว เช่น บทความวิชาการนั่นแหละ ส่วนตติยภูมิก็แบบสารานุกรม เอาหลายๆแหล่งมารวมกัน ง่ายๆแบบนี้แหละ แต่จริงๆแล้วอาจารย์ท่านบอกว่ามันมีวิธีจำแนกเยอะกว่านั้นอีก ตามรูปแบบสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ สิ่งพิมพ์อะไรแบบนั้น บางทีก็แบ่งตามความน่าเชื่อถือด้วย อันนี้แล้วแต่คนวิเคราะห์เลย
แต่ตอนนั้น มัวแต่เครียดกับการวิจัย เรื่องการจำแนกแหล่งข้อมูล มันเลยไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไหร่ จำได้แค่คร่าวๆ ประมาณนี้แหละ ตอนนั้นวิจัยเกี่ยวกับการตลาด เสียค่าใช้จ่ายไปประมาณห้าพันบาท สำหรับการสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย งานวิจัยนั้นเสร็จไปแล้ว แต่เรื่องแหล่งข้อมูล ยังคงเป็นอะไรที่ซับซ้อนอยู่ดี คือ มันมีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าที่คิดไว้เยอะ
แหล่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศมากที่สุดคือที่ใด
แหล่งรวบรวมข้อมูลสารสนเทศมากสุด?
โอ๊ย! ถามมาได้ ยังกะไม่เคยเล่นเน็ต! อินเทอร์เน็ตน่ะสิพ่อคุณแม่คุณ! ใหญ่เบิ้มเทิ่มยิ่งกว่าเขื่อนป่าสักอีก! ใครๆ เขาก็เอาข้อมูลมาโปะไว้ในนี้กันทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่เรื่องสากกะเบือยันเรือรบ! จะหาอะไรก็เจอในเน็ตนี่แหละ! แต่จะเชื่อได้แค่ไหน...อันนี้อีกเรื่องนะจ๊ะ! ฮ่าๆๆ!
- ใหญ่จริงไรจริง: สารพัดหน่วยงาน สถาบัน มหา'ลัย สำนักข่าว เข็นข้อมูลมาถมกันทุกวี่ทุกวัน
- กุ๊กกิ๊กยันก๊อกแก๊ก: มีตั้งแต่เรื่องขี้ผงยันเรื่องระดับชาติ
- เชื่อได้ไหม...วัดดวงเอาเอง: ข้อมูลเยอะจริง แต่ของจริงของปลอมปนกันมั่วไปหมด ต้องใช้วิจารณญาณนะจ๊ะ!
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบชาวบ้านๆ):
สมัยก่อนนะจะหาข้อมูลที ต้องไปห้องสมุด งมหาหนังสือจนรากงอก เดี๋ยวนี้เหรอ? จิ้มนิ้วแป๊บเดียว ข้อมูลพรึ่บพรั่บเต็มหน้าจอ! แต่ระวังเจอข้อมูล "ต้มตุ๋น" นะเออ! เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!
ทรัพยากรสารสนเทศมีกี่ประเภทอะไรบ้างจงอธิบาย
ฮ้า! คำถามนี้มันช่าง...ลึกซึ้งซ่อนเงื่อนงำเหมือนปริศนาในหนังสือลึกลับที่ผมเคยอ่านตอนเด็กๆ เลยนะ (ใช่ครับ ผมอ่านนิยายเยอะมาก) ทรัพยากรสารสนเทศเนี่ยนะ มีกี่ประเภท? อย่าได้ถาม! มันเยอะกว่าจำนวนขนมครกที่ผมเคยกินในวันสงกรานต์อีก (เยอะมากจริงๆนะ!) แต่ถ้าจะแบ่งแบบง่ายๆให้เข้าใจง่ายๆก็ประมาณนี้ครับ
สื่อสิ่งพิมพ์โบราณ (หรือที่เรียกว่า "ของจริง"): นึกถึงหนังสือเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายอดีต แผนที่โบราณที่บอกตำแหน่งสมบัติ (ที่ผมยังหาไม่เจอซักที!) หรือแม้แต่ใบปลิวโปรโมทคอนเสิร์ตวงโปรดสมัยมัธยม (ซึ่งตอนนี้วงนั้นดังไปแล้ว ฮือออ!) พวกนี้แหละครับ ของจริง จับต้องได้ หอมกรุ่นกลิ่นกระดาษเก่าๆ (หรือกลิ่นอับก็แล้วแต่)
สื่อดิจิทัลยุคใหม่ (หรือที่เรียกว่า "ของหลอกลวง"): นี่แหละครับ ตัวร้าย! โลกอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์สารพัดสารพัน ไฟล์ PDF เอกสารออนไลน์ อีเมลที่เต็มไปด้วยสแปม... บางทีก็หาข้อมูลเจอ บางทีก็เจอแต่ไวรัส เหมือนเล่นเกมส์ลุ้นระทึกเลยครับ เสี่ยงดวงกันไป! แต่ก็ต้องยอมรับว่าสะดวกดี หาอะไรก็ได้ในคลิกเดียว (ยกเว้นที่รัก อันนั้นหาไม่เจอจริงๆ)
สื่อแบบผสม (หรือที่เรียกว่า "ของกลาง"): พวกนี้คือความก้ำกึ่ง เช่น หนังสือที่มี QR Code ให้สแกนดูข้อมูลเสริม หรือเว็บไซต์ที่ให้ดาวน์โหลดเอกสาร PDF เป็นการผสมผสานระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ เหมือนผมนี่แหละ ผสมผสานความขี้เล่นกับความจริงจัง ได้อย่างลงตัว (หรือเปล่า?)
ส่วนวัตถุประสงค์ในการพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศเหรอครับ? ง่ายๆเลยครับ เพื่อให้คนอย่างเราๆ (และผม!) หาข้อมูลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความต้องการ! เหมือนกับการหาของกินตอนดึกๆ ต้องได้ของอร่อย ได้ไว และไม่แพงเวอร์ ใช่ไหมล่ะครับ? ถ้าทำได้แบบนี้ ชีวิตก็จะราบรื่น เหมือนดั่งถนนสายไหม (หวานฉ่ำเลยล่ะ!)
ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2566):
- การพัฒนาระบบจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
- การใช้ AI ในการค้นหาและจัดระเบียบข้อมูลก็กำลังมาแรง เช่นเดียวกับการใช้เทคโนโลยี Blockchain เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของข้อมูล
แหล่งข้อมูลใดน่าเชื่อถือมากที่สุด
จริง ๆ นะ ปีนี้ฉันเรียนวิชาการวิจัย อาจารย์เน้นหนักมากเรื่องแหล่งข้อมูล จำได้แม่นเลย แกบอกว่าสารสนเทศปฐมภูมิเนี่ยแหละ สุดยอด! มันคือข้อมูลดิบ ๆ จากต้นตอเลย ไม่ใช่มาจากคนอื่นเล่าต่อ แบบที่แกยกตัวอย่าง นี่คือสิ่งที่แกพูด ไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดเองนะ
- รายงานวิจัยที่ทำเอง นี่แหละ ของจริง
- สิ่งพิมพ์จากหน่วยงานรัฐบาล อย่างรายงานของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปี 66 นี่ อ่านแล้วมั่นใจ
- วิทยานิพนธ์ แบบที่เพื่อนฉันทำ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อเด็ก ใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์จริง ๆ เจาะลึกเลย
แต่! ก็ต้องระวังนะ แม้จะเป็นปฐมภูมิ แต่ก็ต้องดูวิธีการวิจัยด้วย ว่ามีอคติหรือเปล่า บางทีวิธีเก็บข้อมูลอาจจะไม่ดี ทำให้ข้อมูลบิดเบี้ยวได้ อย่างเช่น การสัมภาษณ์กลุ่มเล็กๆ อาจไม่สามารถนำไปใช้กับประชากรส่วนใหญ่ได้
เอาจริง ๆ ปีนี้ฉันเลยได้บทเรียนสำคัญ เรื่องความน่าเชื่อถือของข้อมูล มันไม่ใช่แค่ดูว่าเป็นปฐมภูมิหรือไม่ ต้องดูรายละเอียดอื่นๆประกอบด้วย ถึงจะมั่นใจ เหนื่อยหน่อยแต่คุ้ม เพราะการวิจัยฉันจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและน่าเชื่อถือ ไม่งั้นอาจจะเสียเวลาเปล่า งานวิจัยพังได้นะ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต