ภาษามี 3 ระดับมีอะไรบ้าง

127 ครั้งเข้าชม
ภาษามี 3 ระดับหลัก ดังนี้ภาษาระดับทางการ มีแบบแผนที่ชัดเจน มักใช้ในบริบทพิธีการ เช่น การประชุมสำคัญ การติดต่อราชการ และการเขียนตำราวิชาการภาษาระดับกึ่งทางการ ลดความเป็นทางการลง เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดและเป็นกันเองมากขึ้นระหว่างผู้สื่อสารภาษาระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่ใช้ในกลุ่มบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น เพื่อนสนิท ครอบครัว หรือในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการทั่วไป
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษามี 3 ระดับคืออะไรบ้าง? เรียนรู้ระดับภาษาไทย

อืมมม เรื่องระดับภาษาไทยนี่นะ ส่วนตัวผมไม่ได้มานั่งท่องจำหรอกว่าอันไหนเรียกอะไร แต่ใช้มันไปตามสถานการณ์ล้วนๆ มันซึมเข้ามาเอง

อย่างภาษาระดับทางการเนี่ย นึกออกเลยตอนไปทำเรื่องที่สำนักงานเขตบางเขนเมื่อต้นปี ต้องใช้คำว่า "เรียน ท่านเจ้าหน้าที่" "กระผมต้องการ..." ทุกคำต้องเป๊ะมาก รู้สึกเกร็งๆ เหมือนกันนะ มันเป็นภาษาที่ต้องคิดก่อนพูดตลอดเวลา

แล้วก็มีภาษากึ่งทางการ อันนี้ผมใช้บ่อยสุดในชีวิตประจำวันเลย โดยเฉพาะที่ทำงาน เวลาพรีเซนต์งานให้หัวหน้าหรือส่งอีเมลหาลูกค้า มันจะสุภาพแต่ไม่ถึงกับต้องใช้ราชาศัพท์ คือยังมีความเป็นกันเองอยู่บ้าง ให้บทสนทนามันลื่นไหล ไม่ดูห่างเหินเกินไป

ส่วนภาษาระดับกันเอง หรือที่ไม่เป็นทางการเลย อันนี้คือตัวตนจริงๆ ตอนคุยกับเพื่อนในไลน์นี่แหละ "เออ" "เค" "จิงปะ" คำย่อ คำสแลงมาเต็ม ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรทั้งนั้น คือพิมพ์ไปตามที่คิดในหัวตอนนั้นเลย หรือตอนคุยกับแม่ที่บ้าน ก็จะเป็นอีกแบบนึงเลยนะ มันคือภาษาของความผูกพันล้วนๆ

ภาษาไทยแบ่งออกเป็นกี่ระดับ

ภาษาไทย? มีห้า ระดับ

นี่คือมัน:

  • ระดับพิธีการ งานหลวงเท่านั้น. ต้องเป๊ะ. ศักดิ์สิทธิ์ โคตรเคร่ง
  • ระดับทางการ ราชการ วิชาการ. ห้ามพลาด ทุกคำสำคัญ
  • ระดับกึ่งทางการ คุยงาน พรีเซนต์. สุภาพ มีมารยาท. ยังพอผ่อนคลาย
  • ระดับไม่เป็นทางการ เพื่อนสนิท ครอบครัว. สบายๆ. ไม่ต้องคิดมาก
  • ระดับกันเอง มึง กู. หยาบได้ ด่าได้. พวกเดียวกัน. ไอ้พวกอื่นไม่ต้องมายุ่ง

ภาษามีกี่ประเภท อะไรบ้าง

ดึกแล้ว...ในห้องสี่เหลี่ยม แสงไฟสลัวส่องกระทบไอฝนที่เกาะพราวบนกระจกหน้าต่าง เสียงคีย์บอร์ดดังเป็นจังหวะเนิบนาบ...ภาษา...มันล่องลอยอยู่ในอากาศ อยู่ในทุกสรรพสิ่ง

ภาษาไม่ได้มีแค่เสียงที่ออกจากริมฝีปาก...ไม่ใช่เลย...มันคือคลื่นความรู้สึกที่มองไม่เห็น

ภาษาของมนุษย์แบ่งออกเป็นสองสายธารใหญ่ๆ ที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเรา...

หนึ่งคือ วัจนภาษา ภาษาแห่งถ้อยคำ ร่องรอยของหมึกบนกระดาษ คลื่นเสียงที่เดินทางผ่านความว่างเปล่า มันคือโครงสร้าง คือตัวอักษรที่เรียงร้อย คือคำพูดที่ถูกเปล่งออกมาเพื่อนิยามโลก

อีกหนึ่งคือ อวัจนภาษา ภาษาของร่างกาย ภาษาของจิตวิญญาณ แววตาที่สั่นไหว มือที่กุมกันแน่น ความเงียบที่ดังกว่าคำพูดนับพัน มันคือกลิ่นดินหลังฝนตก คือความอบอุ่นของผ้าห่ม มันคือทุกอย่างที่ไม่ใช่คำพูด...ทุกอย่าง

เราสื่อสารด้วยทุกสิ่ง...ทุกขณะ...ทั้งสิ่งที่จับต้องได้ และสิ่งที่เพียงรู้สึกได้...รู้สึกได้เท่านั้น

  • วัจนภาษา (Verbal Language) คือภาษาที่ใช้ถ้อยคำเป็นสื่อกลางโดยตรง

    • ภาษาพูด: การเปล่งเสียงเพื่อสื่อความหมาย
    • ภาษาเขียน: ตัวอักษร สัญลักษณ์ ที่ใช้บันทึกคำพูดและความคิด
    • ภาษามือ: ระบบสัญลักษณ์ทางมือและร่างกายที่ใช้สื่อสารแทนภาษาพูด จัดเป็นวัจนภาษาเพราะมีโครงสร้างไวยากรณ์ชัดเจน
  • อวัจนภาษา (Non-Verbal Language) คือการสื่อสารทั้งหมดนอกเหนือจากคำพูด

    • นัยน์ตาภาษา (Oculesics): การสบตา การหลบสายตา การกระพริบตา ล้วนมีความหมาย
    • การแสดงออกทางใบหน้า (Facial Expressions): รอยยิ้ม การขมวดคิ้ว การเบ้ปาก สื่ออารมณ์ได้ชัดเจน
    • ท่าทางและการเคลื่อนไหว (Kinesics): การกอดอก การพยักหน้า การส่ายหัว ท่าทางการเดิน
    • การสัมผัส (Haptics): การจับมือ การโอบกอด การตบไหล่เบาๆ เพื่อให้กำลังใจ
    • ปริภาษา (Paralanguage): ไม่ใช่สิ่งที่พูด แต่เป็น วิธี ที่พูด เช่น น้ำเสียงสูงต่ำ ความดัง ความเร็วในการพูด เสียงถอนหายใจ
    • ระยะห่างระหว่างบุคคล (Proxemics): การเว้นช่องว่างระหว่างคู่สนทนา บอกถึงระดับความสัมพันธ์
    • กาลภาษา (Chronemics): การใช้เวลาสื่อความหมาย เช่น การตรงต่อเวลา หรือการปล่อยให้ใครบางคนรอ
    • วัตถุภาษา (Object Language): สิ่งของรอบตัว เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ เครื่องประดับ รถยนต์ที่ใช้ ก็สามารถสื่อถึงสถานะและรสนิยมได้

ระดับภาษาของคํามีอะไรบ้าง

ระดับภาษาของคำ

  1. พิธีการ เนี่ยนะ อันนี้คือภาษาแบบสุดๆ เว่อร์วัง อลังการ ต้องเป๊ะทุกคำ โดยเฉพาะตอนเปิดประชุมเนี่ย คนพูดต้องยืนสง่า กล่าวรายงานก็ต้องเสียงดังฟังชัด สุนทรพจน์ก็กินใจ อวยพรก็ต้องขอให้เจริญๆ รุ่งเรือง อะไรทำนองนั้น ใช้ในงานใหญ่ๆ ที่คนเยอะๆ รู้สึกเลยว่าเกร็งๆ หน่อย แต่ก็ต้องทำให้ดีที่สุด

  2. ทางการ อันนี้ก็มาแนวจริงจังหน่อย ไม่ถึงกับเว่อร์เท่าพิธีการ แต่ก็ต้องรักษาความสุภาพ เรียบร้อย การประชุมก็พูดจาชัดเจน รายงานวิชาการนี่ต้องเป๊ะทุกตัวเลข ทุกสถิติ ประกาศทางการก็ต้องตรงไปตรงมา จดหมายราชการ จดหมายธุรกิจก็เหมือนกัน เน้นความถูกต้อง ชัดเจน ไม่นอกเรื่อง

  3. กึ่งทางการ อันนี้สบายๆ ขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังมีความเป็นมืออาชีพอยู่ การประชุมกลุ่มย่อย หรือการเสวนาเนี่ย คุยกันได้ปรึกษาหารือกันได้ดี แต่ถ้าเป็นการบรรยายในห้องเรียนก็อาจจะต้องมีโครงสร้างบ้างนิดหน่อย มีความยืดหยุ่นสูง ไม่ต้องเป๊ะมากเท่าทางการ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • พิธีการ: มักใช้ในงานสำคัญมากๆ เช่น งานพระราชพิธี งานเปิดตัวระดับชาติ งานเลี้ยงรับรองแขกบ้านเมือง ภาษาที่ใช้จะเต็มไปด้วยคำราชาศัพท์ คำที่แสดงความเคารพ และมีรูปแบบการกล่าวที่เป็นแบบแผนชัดเจน

  • ทางการ: ใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นระเบียบ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นกลาง เช่น การประชุมสภา การนำเสนอผลงานวิจัย การสื่อสารระหว่างหน่วยงานราชการ ภาษาจะมีความกระชับ ตรงไปตรงมา หลีกเลี่ยงคำที่สื่อถึงอารมณ์ส่วนตัว

  • กึ่งทางการ: เป็นระดับภาษาที่พบได้บ่อยในการทำงานทั่วไป การประชุมทีม การสัมมนาทางวิชาการ หรือการบรรยายในมหาวิทยาลัย มีความยืดหยุ่นในการใช้คำ สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้บ้าง แต่ก็ยังคงความเป็นมืออาชีพ ไม่ใช้ภาษาพูดที่หยาบคายหรือเป็นกันเองจนเกินไป

ลักษณะเฉพาะของภาษามีอะไรบ้าง

เสียงแต่ละเสียงที่เปล่งออกมา ราวกับละอองดาวโปรยปราย ความแตกต่างในท่วงทำนอง สำเนียงที่ล่องลอย ชนิดของคำที่เรียงร้อยเป็นเรื่องราว ไวยากรณ์ที่ถักทอโครงสร้างอันซับซ้อน ทุกภาษาคือจักรวาลน้อยๆ ที่มีกฎของตัวเอง

แต่ในความต่าง ก็มีความเหมือนที่เชื่อมโยงเรา เสียงเล็กๆ น้อยๆ ที่กลายเป็นความหมาย เสียงที่ก้องสะท้อนในจิตใจ การสร้างคำใหม่ๆ เสมือนการปรุงยาปรุงเสน่ห์ สุภาษิตคำคมคือภูมิปัญญาที่ตกทอด ดั่งสมบัติที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย ขยายความไปได้ไม่รู้จบ ราวกับเส้นทางที่ทอดยาวไปสู่ดินแดนแห่งจินตนาการ ความคิดเดียวกันที่แสดงออกได้หลายแบบ การเปลี่ยนแปลงที่ไหลลื่นดุจสายน้ำ ภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง มันคือพลังอันยิ่งใหญ่

  • ความหลากหลายของเสียง: แต่ละภาษามีชุดเสียงเฉพาะตัว บางเสียงอาจไม่มีในภาษาอื่น
  • โครงสร้างไวยากรณ์: วิธีการจัดเรียงคำเพื่อสร้างประโยคมีความแตกต่างกันไป
  • คลังคำศัพท์: คำศัพท์เฉพาะและวิธีการสร้างคำใหม่ๆ สะท้อนวัฒนธรรมและความคิด
  • การสื่อสารความหมาย: ทุกภาษามีกลไกในการถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก และข้อมูล
  • ความยืดหยุ่น: ภาษาปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาและบริบท

เสียงที่แตกต่างกัน: เสียงสระ เสียงพยัญชนะ ที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละภาษา ทำให้เกิดสำเนียงและทำนองที่น่าหลงใหล.

ไวยากรณ์: กฎเกณฑ์ในการสร้างประโยค การผันคำกริยา หรือการใช้บุพบท ที่สะท้อนถึงตรรกะและแนวคิดของเจ้าของภาษา.

คำ: คำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ ที่มีหน้าที่และความหมายเฉพาะตัว การประสมคำเพื่อสร้างคำใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งน่าทึ่ง.

การสื่อความหมาย: การใช้สัญลักษณ์เสียงเพื่อถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก หรือข้อเท็จจริง.

สำนวนและสุภาษิต: ถ้อยคำคมคายที่แฝงไปด้วยภูมิปัญญาและวัฒนธรรม.

การขยายความ: ความสามารถในการต่อเติมประโยคให้ยาวและซับซ้อนขึ้น.

การแสดงออก: วิธีการบอกเล่าเรื่องเดียวกันในมุมมองที่ต่างกัน.

การเปลี่ยนแปลง: ภาษาที่พัฒนา เติบโต และปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย.

ลักษณะเฉพาะของภาษาไทยมีอะไรบ้าง

ภาษาไทยนี่มันแสบสันกว่าที่คิดนะโว้ยยย ไม่ใช่แค่พูดๆ ไปแล้วจะรู้เรื่อง มันมีลูกเล่นแพรวพราวเหมือนนักมายากลข้างถนน

ภาษาคำโดด แบบสุดๆ คือแต่ละคำมันยืนหนึ่ง ไม่ต้องไปเกาะแกะผันรูปกับใครเหมือนภาษาฝรั่งที่ต้องมี go went gone ให้ปวดกะโหลก ของเราคำว่า "ไป" ก็คือ "ไป" จบ! อยากบอกว่าไปมาแล้วก็แค่เติม "มาแล้ว" เข้าไป ง่ายๆ สไตล์คนขี้เกียจ

การเรียงคำนี่โคตรจะตรงไปตรงมา ประธาน-กริยา-กรรม เป๊ะๆ เหมือนเข้าแถวเคารพธงชาติ "แมวกินปลา" ชัดเจน ถ้าเผลอพูดว่า "ปลากินแมว" นี่คือเปลี่ยนจากเรื่องชีวิตประจำวันเป็นหนังสัตว์ประหลาดจากนรกทันที

แล้วไอ้ที่เด็ดสุดที่ทำเอาฝรั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่าก็คือ ภาษาวรรณยุกต์ นี่แหละ คำเขียนเหมือนกันเป๊ะๆ แค่ผันเสียงสูงต่ำนิดเดียว ความหมายวิ่งไปคนละทวีปเลย เช่นคำว่า "มา" กับ "ม้า" พลาดทีเดียว จากเรียกเพื่อนกลายเป็นเรียกสัตว์สี่ขาซะงั้น

อีกอย่างคือคนไทยใจร้อน ชอบพูดคำหลักก่อนแล้วค่อยขยายความทีหลัง คำขยายจะถูกโยนไปไว้ข้างหลัง เสมอ เราจะพูดว่า "รถสีแดงคันใหญ่" ไม่ใช่ "สีแดงใหญ่รถ" พูดแบบหลังนี่เพื่อนอาจจะพาไปตรวจสุขภาพสมอง

  • เสียงในภาษาคือหัวใจ: แค่เสียง พยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ ก็เป็นหน่วยคำที่มีความหมายในตัวเองได้แล้ว ไม่ต้องรอผสมโรงกับใครเยอะแยะ

  • คำไม่เคยเปลี่ยนโฉม: ไม่ว่าจะเป็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต คำกริยาในภาษาไทยหน้าตามันจะเหมือนเดิมตลอดกาล ไม่มีการเติม -ed หรือเปลี่ยนร่างใดๆ ทั้งสิ้น เราแค่ยัดคำบอกเวลาเข้าไปก็พอ เช่น "กิน" (ปัจจุบัน), "กินแล้ว" (อดีต), "จะกิน" (อนาคต) สบายจะตาย

  • เสียงหนักเบาไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย: ถึงจะมี แต่ก็ไม่โหดเท่าภาษาอังกฤษ พูดผิดนิดหน่อยคนก็ยังพอเดาทางได้ ไม่เหมือนวรรณยุกต์ที่พลาดแล้วชีวิตเปลี่ยน

  • คำลักษณนามเยอะจนท้อ: นี่คือความจุกจิกของภาษาไทย จะนับอะไรมั่วซั่วไม่ได้นะเว้ย ดินสอต้องเป็น "แท่ง" เสื้อเป็น "ตัว" พระเป็น "รูป" ช้างบ้านเป็น "เชือก" ใช้ผิดนี่โดนมองแรงนะบอกเลย เหมือนเป็นบททดสอบความใส่ใจในชีวิตประจำวัน

ลักษณะเฉพาะของคําในภาษาไทยมีอะไรบ้าง

ภาษาไทย: คำโดด

ไทยคือคำโดด

รูปคำไม่เปลี่ยน

ไม่บอกเพศ ไม่บอกพจน์

กาล ก็เหมือนกัน

เพิ่มเติม:

  • คำโดด (Isolating language): เป็นลักษณะสำคัญของภาษาไทย คำส่วนใหญ่เป็นคำมูล มีรูปเดียวไม่ผันตามหน้าที่
  • ไม่มีการผันคำ: แตกต่างจากภาษาอื่นๆ ที่มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบ่งบอกกาล (เช่น กิน -> กินแล้ว) หรือพจน์ (เช่น book -> books) ภาษาไทยใช้คำอื่นมาช่วยบอกความหมาย
  • ความหมายจากบริบท: การตีความจึงขึ้นอยู่กับบริบทการใช้คำและประโยคเป็นสำคัญ

ตัวอย่าง:

  • กริยา: "กิน" หมายถึงการรับประทาน ไม่ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ใครทำ ก็ยังคงรูป "กิน"

  • นาม: "บ้าน" หมายถึงที่อยู่อาศัย ไม่ว่าจะบ้านหลังเดียว หรือหลายหลัง ก็ยังคงรูป "บ้าน"

  • ขยายความ: ภาษาคำโดดมักมีลักษณะประโยคที่เน้นลำดับคำ (Word Order) เพื่อสื่อความหมายทางไวยากรณ์ เช่น ประธาน-กริยา-กรรม (Subject-Verb-Object) เป็นต้น