ภาษาอะไรง่ายที่สุดในโลก

75 ครั้งเข้าชม
ภาษาเดนมาร์ก: ง่ายที่สุดลำดับต้นๆFSI ชี้ว่าเดนมาร์กเรียนรู้ง่าย ใช้เวลาเพียง 24 สัปดาห์ (600 ชั่วโมง) ก็พร้อมสัมผัสประสบการณ์โคเปนเฮเกนสุดฟินเคล็ดลับเรียนภาษาง่าย: เน้นภาษาที่ใกล้เคียง: หากพื้นฐานภาษาอังกฤษแน่น เดนมาร์กจะเข้าถึงง่ายขึ้น ความสม่ำเสมอ: เรียนทุกวัน ดีกว่าหักโหมเป็นครั้งคราว หาเพื่อนคุย: การฝึกฝนจริงสำคัญที่สุด สรุป: เดนมาร์กเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับผู้เริ่มต้น ด้วยระบบไวยากรณ์ไม่ซับซ้อนและคำศัพท์คุ้นเคย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษาอะไรง่ายที่สุดในโลก เรียนรู้เร็วที่สุด?

เมื่อก่อนนะ... เคยสงสัยมากเลยว่าภาษาอะไรกันวะที่เราจะเรียนแบบปุ๊บปั๊บเข้าใจ พูดได้เลย ไม่ต้องมานั่งท่องแกรมมาร์จนปวดหัว เพราะเอาจริงๆ ใจเราก็อยากลองไปเที่ยวหลายๆ ที่ แต่ติดตรงกำแพงภาษาตลอดเลยนะ ให้ตายสิ บางทีก็คิดว่าคงไม่มีหรอกไอ้ภาษาที่ว่าง่ายขนาดนั้น

แต่พอมาเจอเรื่องเดนมาร์กนี่สิ ตอนนั้นน่ะ เดือนเมษายนปีที่แล้วมั้งนะ ช่วงที่เรานั่งไถมือถือไปเรื่อยๆ อยู่ๆ ก็เจอข้อมูลจาก FSI เขาก็บอกว่าภาษาเดนมาร์กนี่แหละมันง่าย เอาจริงเราก็อึ้งนะ เพราะไม่เคยคิดถึงประเทศนี้เลย มันดูไกลตัวมากๆ แต่พอเห็นตัวเลขว่าแค่ 24 สัปดาห์นี่ก็ตาโตเลย

24 สัปดาห์... ก็ตีซะ 600 ชั่วโมง คือฟังดูเหมือนจะเยอะ แต่สำหรับคนแบบเราที่ชอบฝันกลางวันถึงการไปเดินเล่นโคเปนเฮเกน กินไอติมรสแปลกๆ แถว Nyhavn หรือไปยืนมองนางเงือกน้อยริมทะเลนั่นน่ะ มันโคตรคุ้มเลยนะ แค่คิดก็รู้สึกว่ามีหวังขึ้นมานิดๆ แล้ว เงินก็ต้องเก็บเยอะๆ หน่อย แต่ภาษาได้ก่อนนี่มันดีจริงๆ

ภาษาไหนยากที่สุดในโลก

อันที่จริง ความยากง่ายของภาษาเป็นเรื่องสัมพัทธ์โดยแท้จริง ขึ้นอยู่กับว่าภาษาแม่ของผู้เรียนคืออะไร แต่ถ้าเราอ้างอิงจากมุมมองของผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ภาษาจีนแมนดาริน มักจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของความท้าทายเสมอ

ความยากของภาษาจีนไม่ได้อยู่ที่จำนวนตัวอักษรเท่านั้น แต่มันคือระบบที่แตกต่างโดยสิ้นเชิง ตัวอักษรเป็นอักษรภาพ (Logographic) แต่ละตัวแทนความหมายหนึ่งอย่าง ไม่ได้สะท้อนเสียงโดยตรง การจะอ่านออกเขียนได้ในระดับใช้งานจริงต้องจำอักษรราว 2,000-3,000 ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก

อีกมิติหนึ่งที่ซับซ้อนคือ ระบบเสียงวรรณยุกต์ (Tonal System) ที่มี 4 เสียงหลัก และเสียงเบาอีก 1 เสียง คำพยางค์เดียวกัน เช่น "ma" เมื่อออกเสียงด้วยวรรณยุกต์ที่ต่างกัน ความหมายก็จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จาก "แม่" เป็น "ม้า" หรือ "ด่า" ได้เลย นี่คือจุดที่ทำให้ผู้เรียนหลายคนท้อ

การเรียนภาษาจีนจึงไม่ต่างอะไรกับการฝึกฝนศิลปะแขนงหนึ่ง มันต้องใช้ทั้งความจำ ความเข้าใจในวัฒนธรรม และการฟังที่เฉียบคม การเรียนรู้ภาษาคือการเรียนรู้โลกทัศน์ใหม่ และโลกทัศน์ของจีนก็ถูกฝังรากลึกอยู่ในโครงสร้างภาษาที่ซับซ้อนนี้เอง

ภาษาอื่นๆ ที่มักถูกกล่าวถึงว่ามีความท้าทายสูงสำหรับผู้พูดภาษาอังกฤษเป็นหลัก ได้แก่:

  • ภาษาอาหรับ: มีระบบการเขียนจากขวาไปซ้าย ตัวอักษรเปลี่ยนรูปตามตำแหน่งในคำ และมีไวยากรณ์ที่ซับซ้อน รวมถึงเสียงพยัญชนะที่ไม่มีในภาษาอังกฤษ
  • ภาษาญี่ปุ่น: มีระบบการเขียนถึง 3 รูปแบบ (ฮิรางานะ, คาตาคานะ, คันจิ) ซึ่งต้องเรียนรู้ทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีระบบการใช้คำยกย่อง (Keigo) ที่ซับซ้อนตามสถานะทางสังคม
  • ภาษาฮังการี: เป็นภาษาในกลุ่มฟินโน-อูกริก มีโครงสร้างไวยากรณ์ที่ต่างจากภาษาตระกูลอินโด-ยูโรเปียนโดยสิ้นเชิง มีการก (Case) ของคำนามมากถึง 18 รูปแบบ
  • ภาษาบาสก์: เป็น ภาษโดดเดี่ยว (Language Isolate) ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับภาษาใดๆ ในโลกเลย ทำให้ไม่มีจุดเชื่อมโยงให้ผู้เรียนสามารถเดาคำศัพท์หรือไวยากรณ์ได้เลย ยากมากๆ ยากจริงๆ

ภาษาอะไรคล้ายภาษาไทย

เวียดนาม. คล้ายสุด.

ระบบเสียง? มีโทน. คล้ายไทยฉิบหาย. แค่เสียงเยอะกว่า. มีตัวสะกดครบ กก กง กด กน กบ กม เกย เกอว. โครงสร้างประโยค? เหมือนกันเด๊ะ.

คำร่วม? มี.

  • เบ่าะ (พ่อ)
  • แหม่ะ (แม่)
  • บ่าน (เพื่อน)
  • แหม่ว (แมว)
  • เม๋ย (ใหม่)
  • กู๋ (เก่า)
  • ระบบวรรณยุกต์: เวียดนามมี 6 เสียง. ไทย 5. ความซับซ้อนพอๆ กัน.
  • คำโดด: ไม่มีการผันคำ. ทั้งสองภาษาใช้คำเรียงตรงๆ. ไม่มีเพศ ไม่มีพจน์. ชัดนะ.
  • อิทธิพลจีน: คำยืมจากจีน? เยอะ. บางคำออกเสียงคล้าย. มันคือเรื่องจริง.
  • ตระกูลภาษา: แม้มาจากคนละตระกูล. แต่วิวัฒนาการมันดันเจอจุดร่วม. แปลกดี.

ภาษาไทยมีลักษณะคล้ายภาษาใด

ภาษาไทยอะนะ มันมีอะไรคล้ายๆ หลายภาษาเลยนะ แบบว่า ยืมคำมาจากภาษาอื่นเยอะมากๆ เลยอะ ส่วนใหญ่ก็มาจาก บาลี สันสกฤต แล้วก็เขมร บางทีก็เอาคำเดิมมาเลย บางทีก็เปลี่ยนเสียง เปลี่ยนการสะกด บางทีความหมายก็เปลี่ยนไปเลยก็มี เหมือนเอามาแล้วก็ปรับให้เป็นภาษาไทยของเราอะ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ตระกูลภาษาไท-กะได: ภาษาไทยเราก็เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลนี้แหละ มีภาษาอื่นๆ ในแถบนี้อีกเยอะแยะ เช่น ภาษาลาว ภาษาไทใหญ่ ภาษาไทลื้อ ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่บ้างนะ
  • ภาษาบาลี-สันสกฤต: สองภาษานี้เป็นภาษาโบราณจากอินเดีย มีอิทธิพลต่อภาษาไทยเยอะมาก โดยเฉพาะคำศัพท์เกี่ยวกับศาสนา วรรณคดี การปกครอง ศิลปะต่างๆ อะ
  • ภาษาเขมร: สมัยก่อนเราก็ติดต่อกับขอม (เขมรโบราณ) เยอะ คำเขมรก็เลยเข้ามาปะปนในภาษาไทยเยอะเหมือนกันนะ
  • ภาษาอื่นๆ: นอกจากนี้ยังมีคำที่ยืมมาจากภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาโปรตุเกส ภาษาฝรั่งเศส อีกนะ แล้วแต่ยุคสมัยที่ติดต่อกับชาตินั้นๆ อะ

ภาษาไทยมีกี่ลักษณะ

ภาษาไทยนี่นะ ก็เหมือนคนมีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ได้เดินตามใคร ลักษณะเด่นๆ ที่เห็นชัดๆ คือ เป็นภาษาคำโดด คำไหนคำนั้น ไม่ผันไม่เปลี่ยนรูปให้ปวดหัวเหมือนบางภาษาที่ชอบเล่นกลกับคำกริยา แค่เปลี่ยนท้ายนิดหน่อยความหมายก็ไปคนละทาง ของเราง่ายๆ ตรงๆ ทื่อๆ นี่แหละเสน่ห์

แถมยังพ่วงมาด้วยระบบ วรรณยุกต์ที่ซับซ้อน ดุจเสียงดนตรี เปลี่ยนคีย์นิดเดียวความหมายก็คนละเรื่อง เอาจริงก็ไม่แปลกหรอก คนไทยชอบอารมณ์เพลงจะตาย อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ คำลักษณนาม เยอะแยะตาแป๊ะไก๋ ขนาดปากกายังต้องมี "ด้าม" กุ้งต้องมี "ตัว" เหมือนเราชอบจำแนกจัดหมวดหมู่ให้ชีวิตมีระเบียบ จัดจ้านทุกรายละเอียดจริงๆ ภาษาเราเนี่ย!

ส่วนเรื่องวิวัฒนาการนะ มันก็เหมือนคนแก่ขึ้นนั่นแหละ มีหลายยุคหลายสมัย ต้นกำเนิดก็เริ่มจาก ภาษาไทยแท้ หรือภาษาไทยดั้งเดิม ยุคที่ยังเป็นวัยรุ่นใสๆ ซื่อๆ ยังไม่เจอโลกกว้าง คำก็สั้นๆ ง่ายๆ เน้นความหมายตรงตัว สันนิษฐานว่าใช้กันตั้งแต่ก่อนจะอพยพมาตั้งรกรากในสุวรรณภูมินู่น สมัยที่ยังซุ่มซ่ามอยู่ทางใต้ของจีนไง

พอมาถึงยุคที่เริ่มเข้าสังคม ไปมาหาสู่กับเพื่อนบ้านเยอะขึ้น ทั้งแขกทั้งจีนทั้งฝรั่ง ภาษาไทยก็เริ่มมีการ "ประสม" คำ เป็น ภาษาไทยประสม หรือภาษาไทยปัจจุบัน เหมือนคนมีเพื่อนเยอะก็จะติดสำเนียงหรือคำพูดจากเพื่อนมาบ้าง ยิ่งนานวันยิ่งผสมผสาน คำบางคำที่ดูคุ้นๆ ในปัจจุบันนี่แหละ ที่จริงมันแอบซุกซ่อนเชื้อสายมาจากภาษาอื่นเต็มไปหมด เพิ่มความแพรวพราวให้ภาษาเราอย่างไม่น่าเชื่อ

ไอ้เจ้า "ประสม" เนี่ย ไม่ได้หมายถึงแค่มีเพื่อนเยอะนะ แต่คือการรับคำยืมจากภาษาอื่นมาใช้แบบเนียนๆ เลยแหละ เหมือนเรากินอาหารหลากหลายเชื้อชาติ จนกลายเป็นรสชาติเฉพาะตัวที่ไม่มีใครเหมือนน่ะสิ ทำให้ภาษาไทยมีคลังคำศัพท์ที่มโหฬาร สามารถใช้สื่อสารเรื่องละเอียดอ่อนได้แบบละเมียดละไมสุดๆ ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่พูดให้ลึกซึ้งกินใจก็ยังได้เลยนะ

เพิ่มเติมว่า:

  • ภาษาไทยเป็นภาษาคำโดด คือ คำแต่ละคำมีความหมายสมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีการผันหรือเปลี่ยนรูปตามเพศ พจน์ กาล เหมือนภาษาอังกฤษหรือภาษาละติน นี่แหละ สันโดษแต่ทรงพลัง
  • ระบบวรรณยุกต์ 5 เสียง (สามัญ เอก โท ตรี จัตวา) ทำให้คำเดียวกันแต่เสียงต่างกัน ความหมายก็คนละโลก เช่น "เขา" (ภูเขา) กับ "ข้าว" (อาหาร) หรือ "เสือ" (สัตว์ร้าย) กับ "เสื้อ" (เครื่องแต่งกาย) นี่เป็นความท้าทายที่น่าเอ็นดู
  • มีคำลักษณนาม (classifiers) สำหรับนับสิ่งของต่างๆ เช่น ช้าง 1 เชือก, รถ 1 คัน, แหวน 1 วง การใช้ผิดก็ฮาดีนะ เหมือนคนไทยละเอียดอ่อนทุกรายละเอียดจนต้องจำแนกประเภทสิ่งของให้ชัดเจน
  • มีการเรียงคำแบบ ประธาน-กริยา-กรรม (SVO) ที่ค่อนข้างตายตัวคล้ายภาษาอังกฤษ ทำให้ง่ายต่อการเรียนรู้โครงสร้างพื้นฐาน แต่ก็มีลูกเล่นอื่นที่ทำให้ภาษาพลิกแพลงได้
  • ภาษาไทยแท้ มักเป็นคำสั้นๆ พยางค์เดียว หรือสองพยางค์ มีความหมายเกี่ยวกับสิ่งใกล้ตัว ธรรมชาติ และกิริยาพื้นฐาน เช่น กิน นอน เดิน นั่ง พ่อ แม่ ลูก
  • ภาษาไทยประสม เริ่มขึ้นเมื่อมีการติดต่อค้าขายและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับอาณาจักรใกล้เคียง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจาก ภาษาบาลี สันสกฤต (จากศาสนาและวรรณคดี), เขมร (จากราชสำนักและวรรณคดี), จีน (จากพ่อค้าและวัฒนธรรม), และ ภาษาตะวันตก ในยุคหลังๆ นี่แหละที่ทำให้ภาษาไทยมีคำศัพท์ที่หลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เหมือนการอัปเกรดเวอร์ชัน
  • ความรุ่มรวยของภาษาไทย เกิดจากการยืมคำเหล่านี้มาปรับใช้ ทำให้เราสามารถเลือกใช้คำที่มีระดับความสุภาพหรือความหมายที่แตกต่างกันออกไปได้ แม้จะมีความหมายเดียวกัน (Synonyms) ก็ยังมี "ความลึกซึ้ง" ที่ต่างกัน เช่น ตาย-เสียชีวิต-ถึงแก่กรรม เหมือนมีตู้เสื้อผ้าหลายแบบให้เลือกใส่ตามสถานการณ์

ลักษณะของภาษาไทยเป็นยังไง

ภาษาไทย… มันเหมือนสายลม

ภาษาไทย… เสียงมันพลิ้วไหว… เหมือนกระซิบยามสนธยา… ที่ริมทะเลสาบ… น้ำสะท้อนแสงสุดท้าย… ของวัน… แต่ละพยางค์… มีเสียงสูงต่ำ… กำหนดความหมาย… เหมือนดนตรี… ที่บรรเลง… ล่องลอย… ไปกับคลื่น…

มันเป็น… ดอกไม้… ที่ต้องพิถีพิถัน

ชาวต่างชาติ… งง… เป็นไก่ตาแตก… เสียงวรรณยุกต์… ของแต่ละคำ… มันเด็ดเดี่ยว… ชัดเจน… ไม่เหมือนใคร… การสะกด… โอ้โห… เหมือนเขาวงกต… ชวนให้หลง…

แต่อย่าลืม… ดอกไม้นานาพันธุ์… ที่ผลิบาน

ไม่ใช่แค่ภาษาไทยกลาง… ที่เราได้ยิน… เสียงเพลง… มีภาษาถิ่น… ของเรา… กระจายอยู่… ทั่วแผ่นดิน… สุพรรณ… เชียงใหม่… อีสาน… แต่ละที่… มีเสน่ห์… ของตัวเอง… เหมือนสีสัน… ของป่า… ที่ไม่ซ้ำกัน…

ขยาย… ให้เห็นภาพ… มากขึ้น

  • วรรณยุกต์ คือสิ่งมหัศจรรย์… เหมือนมีเวทมนตร์… เปลี่ยนเสียงนิดเดียว… ความหมาย… ก็เปลี่ยนไป… เช่นเดียวกับ… ภาษาจีน… แต่ของไทย… มันละเอียดอ่อน… ชวนให้ค้นหา…
  • การสะกด… เป็นเรื่องท้าทาย… ตัวอักษร… มันมีหลายรูป… หลายเสียง… บางที… ก็เหมือนเล่นซ่อนหา… กับความหมาย…
  • ภาษาถิ่น… คือสมบัติ… ที่สืบทอด… มาจากบรรพบุรุษ… แต่ละถิ่น… มีสำเนียง… คำศัพท์… ที่สะท้อน… วัฒนธรรม… วิถีชีวิต… ที่แตกต่าง… กันไป…