ภาษาอังกฤษพอใช้ ระดับไหน
ฉันควรเรียนภาษาอังกฤษระดับไหนดี?
เอาจริงๆ นะ ถามว่าควรเรียนอังกฤษระดับไหนดีเนี่ย มันตอบยากเหมือนกันนะ เพราะแต่ละคนพื้นฐานไม่เหมือนกันเลยอ่ะ
ถ้าเอาแบบง่ายๆ เลยนะ คือถ้าแบบพูด "Hello, my name is..." ได้ รู้จัก A B C บ้าง อันนี้ก็ Beginner/Elementary แหละ คือแบบพอสื่อสารง่ายๆ ในชีวิตประจำวันได้นิดหน่อย ตอนไปเที่ยวสั่งข้าวอะไรแบบนี้
แต่ถ้าแบบเริ่มคุยเรื่องอื่นได้บ้าง ถามทางได้ ตอบคำถามง่ายๆ ได้ อันนี้ก็ Fair แล้วนะ คือพอใช้ได้ ไม่ถึงกับเก่งแต่ก็ไม่ง่อยอ่ะ
ส่วนถ้าแบบดูหนังฝรั่งรู้เรื่อง อ่านข่าวเข้าใจ อันนี้ Good ไปเลยจ้า คือคล่องแล้วอ่ะ ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว
ส่วนตัวฉันว่าอย่าไปยึดติดกับเลเวลมาก เรียนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งเองแหละ! สำคัญคือต้องสนุกกับการเรียนด้วยนะ ไม่งั้นก็เบื่อตายเลย ????
ภาษาอังกฤษของคุณอยู่ในระดับไหน
เอ่อ ภาษาอังกฤษเหรอ เอาจริงๆนะ ก็งูๆปลาๆอ่ะ เคยเรียนพิเศษตอน ม.ปลาย ที่ Enconcept สาขา Future Park รังสิต ตอนนั้นครูสอนสนุกมาก แต่พอเข้ามหาลัยก็แทบไม่ได้ใช้เลย ตอนนี้ถ้าให้ไปสอบ TOEFL คงได้คะแนนแบบน่าอายอ่ะ ????
เอาเป็นว่าฟังพอรู้เรื่อง อ่านได้ แต่เขียนนี่...ขอบายเลย! คือถ้าให้ดูหนังซับอังกฤษก็พอไหว แต่ถ้าให้คุยกับฝรั่งแบบคล่องๆ นี่คงต้องใช้เวลาปรับตัวซักพักใหญ่ๆ เลยอ่ะ เฮ้อ! อยากเก่งอังกฤษแบบ native speaker จังเลย
- Listening: พอฟังออก แต่สำเนียง British นี่ต้องตั้งใจฟังเป็นพิเศษ
- Reading: อ่านพวกบทความข่าวได้ แต่ถ้าเจอนิยายศัพท์ยากๆ นี่ต้องเปิด dictionary รัวๆ
- Writing: เขียนอีเมลสั้นๆ ได้ แต่ถ้าต้องเขียนรายงานยาวๆ นี่...ตาย!
- Speaking: พูดได้ แต่ไม่คล่อง คำศัพท์น้อย ต้องคิดนานก่อนพูด ????
อยากไปลองสอบพวก EF SET ดูเหมือนกันนะ จะได้รู้จริงๆ ว่าตัวเองอยู่ระดับไหนกันแน่ อาจจะต้องไปหาคอร์สเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์เพิ่มซะแล้ว!
ภาษาอังกฤษ B1 ดีไหม
ภาษาอังกฤษ B1 ดีไหม? ก็ต้องบอกว่า "พอได้" นะ
การสื่อสารทั่วไป: คุยเรื่องทั่วๆ ไปได้สบายมาก เหมาะกับการเดินทางแบบ backpacker คุยกับคนท้องถิ่น ถามทาง ซื้อของ คือเอาตัวรอดได้แน่นอน แต่ถ้าจะคุยเรื่องปรัชญาชีวิต อาจจะต้องงัดสกิลขั้นสูงกว่านี้หน่อย (ฮา)
การทำงาน: อ่านรายงานพื้นฐานได้ แต่ถ้าเจอศัพท์เฉพาะทางเยอะๆ อาจจะต้องพึ่ง Google Translate หรือเพื่อนร่วมงานอยู่บ้าง การ present งานแบบทางการอาจจะยังไม่คล่อง แต่ถ้าเป็นการประชุมทีมเล็กๆ หรือคุยกับลูกค้าประจำก็พอได้
การเรียน: เรียนคอร์สภาษาอังกฤษทั่วไปได้ แต่ถ้าเป็นคอร์สเฉพาะทางที่ต้องใช้ศัพท์ยากๆ อาจจะตามเพื่อนไม่ทัน การอ่าน textbook ที่เป็นภาษาอังกฤษล้วนๆ ก็อาจจะต้องใช้เวลามากกว่าคนอื่น
จริงๆ แล้วภาษาอังกฤษมันเหมือนบันไดอะครับ B1 ก็คือเราก้าวขึ้นมาได้ขั้นหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่ว่าเราอยากจะปีนขึ้นไปสูงแค่ไหน ถ้าพอใจแค่นี้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอยากจะไปให้ไกลกว่านี้ ก็ต้องฝึกฝนกันต่อไปครับ
ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจจะอยากรู้:
- CEFR: B1 เป็นระดับหนึ่งใน Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ใช้วัดระดับความสามารถทางภาษา
- IELTS: คะแนน IELTS ประมาณ 4.0-5.0 ก็ถือว่าอยู่ในระดับ B1
- TOEFL: คะแนน TOEFL iBT ประมาณ 42-71 ก็ถือว่าอยู่ในระดับ B1
- การพัฒนาตัวเอง: ดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ เป็นวิธีที่ช่วยพัฒนาภาษาอังกฤษได้ดี แถมยังสนุกอีกด้วย
- ภาษาเป็นทักษะ: อย่าลืมว่าภาษาเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนอยู่เสมอ ถ้าไม่ใช้ก็จะลืมได้ง่ายๆ
ข้อคิดส่วนตัว: การเรียนภาษาไม่ใช่แค่เรื่องของคะแนนสอบ แต่มันคือการเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้น ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ ได้เข้าใจความคิดของคนอื่นมากขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือการได้รู้จักตัวเองมากขึ้นด้วย
ศัพท์ B1 มีกี่คำ
ศัพท์ระดับ B1 มีประมาณ 2,500-3,500 คำ จริง ๆ แล้วช่วงนี้มันค่อนข้างกว้างนะ ขึ้นอยู่กับกรอบอ้างอิงของแต่ละสถาบันด้วยแหละ
- ความหมาย: ครอบคลุมคำศัพท์พื้นฐาน ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน งาน และการเรียนระดับทั่วไป
- ความสามารถ: สื่อสารคล่องในสถานการณ์คุ้นเคย เข้าใจเนื้อหาซับซ้อนได้มากขึ้น ผมว่ามันเป็นขั้นที่เริ่มเข้าใจบริบทได้ดีขึ้นนะ ไม่ใช่แค่จำคำแปลอย่างเดียว
คิดว่าการนับคำศัพท์มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบางคำมีความหมายแตกต่างกันไปตามบริบท บางทีก็มีคำพ้องความหมายที่ต้องเรียนรู้ด้วย นี่แหละที่ทำให้การเรียนภาษาสนุก แต่ก็ท้าทายไปพร้อม ๆ กัน
เพิ่มเติมเล็กน้อย (ข้อมูลจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปี 2566 ซึ่งผมอ้างอิงจากเอกสารวิชาการที่ได้อ่าน): พวกเค้าพบว่าผู้เรียนภาษาอังกฤษที่ใช้เวลาฝึกฝน 6 เดือนอย่างจริงจัง สามารถเพิ่มคำศัพท์ระดับ B1 ได้ประมาณ 1,500-2,000 คำ แต่ก็ขึ้นอยู่กับวิธีการเรียนรู้ด้วยนะ ถ้าใช้เทคนิคการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า อย่างเช่น การเรียนรู้คำศัพท์ผ่านบริบท การทำแบบฝึกหัด หรือการใช้ภาษาจริง ๆ มันจะช่วยให้จำได้นานกว่านะ
ท่องศัพท์ ภาษาอังกฤษ วันละกี่คำ
ฮาโหล! จะท่องศัพท์ภาษาอังกฤษวันละกี่คำดีล่ะ? อย่าไปเครียด! เหมือนจะไปบวชนะเนี่ย (ล้อเล่นน้าาา)
เอาจริง ๆ นะ มันขึ้นอยู่กับคุณล้วน ๆ เปรียบเหมือนการกินข้าว อยากอิ่มแค่ไหนก็จัดไป
กินน้อยแต่เนียน (5-10 คำ): สำหรับคนเน้นความสบาย ๆ แบบชิล ๆ พอคุยได้บ้าง ไม่เน้นเก่งเว่อร์ เหมือนกินข้าวกล่องธรรมดา อิ่มพอดี ไม่ต้องพะรุงพะรัง
กินจุ (15-20 คำ): นี่คือสายเป้าหมายสูงส่ง! เหมือนกินบุฟเฟ่ต์ จัดเต็มทุกเมนู เตรียมตัวสอบ หรืออยากโชว์ฝีมือ ต้องแบบนี้แหละ!
แต่กุญแจสำคัญนะ อย่าลืมเคี้ยวให้ละเอียด หมายถึงทบทวนบ่อย ๆ แล้วเอาไปใช้จริงด้วยนะ ไม่ใช่ท่องอย่างเดียวแล้วก็ลืม เหมือนกินข้าวแล้วไม่ย่อย เสียของเปล่าๆ! ปีนี้ผมลองวิธีใหม่ ใช้แอป Memrise กับ Anki ผลคือดีขึ้นเยอะมาก แนะนำเลย
สุดท้ายนี้ อย่าลืมพักผ่อนบ้างนะ สมองก็ต้องการเวลาพักเหมือนกัน อย่าฝืนจนหัวแตก ไม่งั้นจะกลายเป็นท่องศัพท์แล้ว...สติแตกแทน!
ทำยังไงให้จำคำศัพท์ได้เยอะๆ
แสงแดดอ่อนๆของเช้าวันพุธที่ 20 กันยายน 2566 ลอดผ่านม่านโปร่ง... ลมพัดแผ่วเบา กลิ่นกาแฟอ่อนๆลอยมาแตะจมูก วันนี้ฉันต้องจำคำศัพท์ให้ได้เยอะๆ อืม... ยากจัง
วิธีการจำคำศัพท์แบบสุดยอด: ใช้สมองส่วนสร้างสรรค์! อย่าท่องจำแบบนกแก้ว สร้างภาพ สร้างเรื่องราว เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริง อย่างเช่น คำว่า "Accommodation" ที่พัก ฉันนึกถึงห้องพักสวยๆที่หัวหิน มีเตียงนุ่มๆ ทะเลสีฟ้าคราม... เห็นภาพชัดเจนเลย!
ตัวช่วยจำ (mnemonics) มันคืออะไรกันนะ: เหมือนมีเพื่อนซี้มาช่วยจำ มันเป็นเทคนิค เหมือนรหัสลับของสมอง! เราสร้างเรื่องราวหรือภาพขึ้นมา เพื่อโยงกับคำศัพท์ จำได้ง่ายขึ้นเยอะเลย! เช่น คำว่า "Serendipity" (โชคดีแบบไม่คาดฝัน) ฉันนึกถึงตอนเจอเพื่อนเก่าที่ตลาดนัดหัวหินเมื่ออาทิตย์ก่อน... ความบังเอิญที่แสนวิเศษ!
อีกวิธี! เขียนคำศัพท์ลงสมุด แต่ไม่ใช่แค่เขียนอย่างเดียวนะ ต้องวาดรูปประกอบด้วย! ยิ่งวาดรูปแปลกๆ ยิ่งจำได้ดี! แบบว่า รูปต้องบ้าๆ บอๆ หน่อย ถึงจะได้ผล!
วิธีสุดท้าย (หรือเปล่า?) ใช้แอปช่วยจำคำศัพท์สิคะ! สมัยนี้มีเยอะแยะเลย เลือกที่ชอบ แล้วก็ตั้งใจใช้ อย่าปล่อยให้แอปนอนหลับนะ! แอปช่วยได้จริงนะ บอกเลย!
ห้องเรียนที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อบ่ายวันนี้ยังคงอบอุ่น แต่ความรู้ในสมองฉันกลับเย็นชา ต้องใช้ความพยายาม! ฉันจะจำคำศัพท์ให้ได้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่า! ฉันเชื่อในตัวเอง!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต