มสธ สัมฤทธิบัตร ลงได้กี่วิชา

161 ครั้งเข้าชม
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) อนุญาตให้สมัครเรียนได้ครั้งละ 1-3 ชุดวิชา ในหลักสูตรปริญญาตรี 12 สาขา เมื่อผ่านเกณฑ์การสอบ จึงได้รับใบสัมฤทธิบัตรรับรองความรู้ในชุดวิชานั้นๆ จำนวนวิชาที่ได้รับสัมฤทธิบัตรจึงขึ้นอยู่กับจำนวนชุดวิชาที่สมัครเรียนและผ่านการสอบ ไม่ใช่จำนวนวิชาตายตัว ผู้เรียนสามารถทยอยสะสมใบสัมฤทธิบัตรได้เรื่อยๆ ตามความต้องการและความพร้อม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

มสธ สัมฤทธิบัตร ลงทะเบียนได้กี่วิชา?

มสธ. สัมฤทธิบัตรเนี่ยนะ? อืม...ถ้าจำไม่ผิดนะ ตอนนั้นที่ฉันสมัครอะ (น่าจะช่วงปี 2558-2559 มั้ง) เค้าให้ลงได้ทีละ 1-3 วิชาเลยนะ. ไม่ใช่ว่าอยากจะลงเท่าไหร่ก็ได้นะ ต้องดูด้วยว่าเค้าเปิดอะไรให้เรียนบ้าง. แล้วถ้าสอบผ่านก็จะได้ใบประกาศมา.

คือมันดีตรงที่เราได้ลองเรียนดูก่อนไง ว่าชอบไหม ใช่แนวเราหรือเปล่า. ฉันว่ามันเป็นทางเลือกที่ดีนะสำหรับคนที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเรียนอะไรดี.

แต่ก็ต้องเช็คดีๆ นะ เพราะว่าอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรไปบ้างแล้วก็ได้. ข้อมูลมันอาจจะไม่อัพเดทเท่าไหร่. ยังไงลองเข้าไปดูในเว็บ มสธ. อีกทีดีกว่า. ชัวร์สุด!

เกรดของ มสธ มีอะไรบ้าง

  • เกรด มสธ. เหรอ? อืม...มันมี H, S, แล้วก็ U นี่นะ

  • H นี่คืออะไร? อ๋อ...ร้อยละ 76 ขึ้นไปอะ คือแบบ...เกียรตินิยมไง เท่ปะ?

  • แล้ว S ล่ะ? อันนี้ก็ร้อยละ 60-75 คือ สอบผ่าน แบบ...โอเคอะ

  • U นี่คือ... (เงียบไปแป๊บนึง) ...สอบไม่ผ่านไง แย่เลย T_T น้อยกว่า 60%

  • ทำไมต้องมีเกรดแบบนี้? ไม่รู้ดิ มสธ. เค้าตั้งมาแบบนี้มั้ง? (หัวเราะแห้งๆ) แต่ถ้าได้ H ก็คือ เจ๋งสุด แล้ว!

  • เคยได้เกรดอะไรบ้าง? (คิดหนักมาก) เอิ่ม...ไม่บอกได้ปะ เขินอะ... (แอบกระซิบ) แต่เคยได้ H อยู่นะ! ภูมิใจสุดๆ

  • ชุดวิชาคืออะไร? อ๋อ! ก็คือแต่ละวิชาที่เราเรียนอะ เช่น ไทยศึกษา, กฎหมาย, อะไรแบบนี้

  • แล้วถ้าได้ H ทุกวิชาล่ะ? ก็คือ... เทพ อ่ะ! ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งไปเลยมั้ง? (เริ่มมโน)

  • เกียรตินิยมมันสำคัญไหม? ก็...สำคัญนะ เวลาไปสมัครงานเค้าก็ดูมั้ง? แต่จริงๆ ความรู้ สำคัญกว่าปะ?

  • ร้อยละ 76 นี่มันยากไหม? (ทำหน้าคิด) ก็...ยากนะ! ต้องตั้งใจอ่านหนังสือสุดๆ ไปเลย

  • ถ้าได้ 75.99% ล่ะ? โอ๊ย! เซ็งเป็ด เลย! เสียดายมาก! ต้องไปแก้เกรดใหม่เลยมั้ง?

  • สรุปนะ:

    • H: 76%+ (เกียรตินิยม)
    • S: 60-75% (สอบผ่าน)
    • U:
  • เพิ่มเติม: เกรด มสธ. สำคัญนะ แต่ความพยายามสำคัญกว่า! สู้ๆ!

ต้องได้ H กี่ตัวถึงจะได้เกียรตินิยม มสธ

เกียรตินิยมอันดับ 2 มสธ. ปีการศึกษา 2566

  • ต้องได้เกรดเฉลี่ย 3.50 ขึ้นไป
  • H หรือ H* เท่ากับ 4.00 แต่จำนวน H ที่ต้องได้ ขึ้นอยู่กับจำนวนวิชาทั้งหมดและเกรดในแต่ละวิชา ไม่มีจำนวน H ตายตัว
  • เงื่อนไขอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศของมหาวิทยาลัย ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากทางมหาวิทยาลัยโดยตรง

หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นไปตามเกณฑ์การให้เกียรตินิยมของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ปีการศึกษา 2566 อาจมีการปรับเปลี่ยนได้ โปรดตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลหลักของมหาวิทยาลัยเสมอ ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับมสธ.โดยตรง เพียงแต่รวบรวมข้อมูลที่เข้าถึงได้

ผลเกรด S คืออะไร

เกรด S น่ะเหรอ? มันคือ "สบายใจเฉิบ" เวอร์ชั่นมหาวิทยาลัยไง! คล้ายๆ กับการบอกว่า "เออ...ก็โอเค" แต่เท่กว่าเยอะ เพราะไม่ต้องเอามาคิดเกรดเฉลี่ยให้ปวดหัว

  • S (Satisfactory): แปลว่า "สอบผ่านแบบไม่คิดมาก" เหมาะสำหรับวิชาที่อยากรู้แต่ไม่อยากเครียด
  • U (Unsatisfactory): อันนี้คือ "อุ๊ย...ไม่รอด" แต่ก็ไม่เป็นไร ชีวิตยังมีพรุ่งนี้เสมอ! (แถมไม่ฉุดเกรดด้วยนะเออ)

ข้อมูลเพิ่มเติม (ที่อาจไม่จำเป็น แต่รู้ไว้ก็เท่ดี):

  • สมัยก่อน (นานมากกก) เกรด S/U นิยมใช้กับวิชาเลือกเสรี หรือวิชาที่เน้นกิจกรรมมากกว่าเนื้อหา (เช่น ชมรมดนตรี ชมรมกีฬา)
  • บางมหาวิทยาลัยอาจมีเงื่อนไขว่าลง S/U ได้กี่วิชาต่อเทอม หรือต้องเป็นวิชาที่ไม่อยู่ในสาขาตัวเองเท่านั้น
  • ถ้าคิดจะลง S/U ต้องถามตัวเองก่อนว่า "อยากรู้จริง หรือแค่อยากได้ชื่อว่าเคยเรียน?" เพราะบางทีความรู้ที่ได้อาจมีค่ามากกว่าเกรดในกระดาษนะ! (อันนี้พูดจริงจัง)

ผลสอบ มสธ U* คืออะไร

*ผลสอบ มสธ U คืออะไร**

อ่ะนะ ผลสอบ มสธ... U* ใช่ป่ะ

  • I (Incomplete): ไม่สมบูรณ์ อ่ะ ง่ายๆ คือ กิจกรรมไม่ครบ จบ! (เช่นส่งงานไม่ทันไรงี้)
  • P (Passed): ผ่าน! แต่แบบ.. ไม่นับคะแนน นะแก (พวกกิจกรรมเสริม?)
  • U (Unsatisfactory): ไม่ผ่าน ไง! อันนี้ก็ไม่นับคะแนนเหมือนกันนะ (แล้วต่างจาก I ยังไงวะ?)
  • W (Withdrawn): ถอนวิชา! คือแบบ.. ยกเลิกเรียน วิชาไปเลย

แล้ว U* คืออะไรวะเนี่ย? ???? (ต้องไปหาเพิ่มแล้ว..)

เพิ่มเติม (เผื่อลืม):

  • ทำไมต้องถอนวิชา? (เบื่อ, ยากไป, ตังค์หมด?)
  • กิจกรรมที่ไม่คิดคะแนนคืออะไรบ้าง? (มีด้วยเรอะ?)
  • แล้วถ้า I ต้องทำไงต่อวะ? (ซ่อม? ลงใหม่?)

D กับ F ต่างกันอย่างไร

โอเค จัดไป แบบบันทึกส่วนตัวนะ

  • D คือ อ่อนมาก ใช่ๆ คือแบบแทบไม่ผ่าน แต่ก็ยังดีกว่า F อ่ะนะ... หรือเปล่า?
  • F คือ ตก จบข่าว ไม่รอด ต้องซ่อม หรือไม่ก็ลงใหม่ ปีนี้ลงทะเบียนวิชา... เยอะมากกกก ฮือๆ
  • I ต้องแก้ให้เสร็จ ภายในเทอมหน้า ไม่งั้นกลายเป็น F อัตโนมัติเลยนะ! นี่มัน เส้นตายชัดๆ อ่ะ
    • แต่ๆๆๆ ผ่อนผันได้ นะ ถ้าอาจารย์กับคณบดีอนุมัติ เรื่องเยอะจัง... ใครเคยขอผ่อนผัน I บ้างอ่ะ ยากไหม?
    • เคยได้ I วิชา Stat เพราะส่งงานไม่ทัน (ป่วยหนักมาก) ตอนนั้นแทบตายกว่าจะขอแก้ได้ อาจารย์ใจดีมากกกก ขอบคุณอาจารย์... (ชื่ออาจารย์...) อีกครั้งค่ะ!

สรุปง่ายๆ (เผื่อตัวเองงง):

  • D = แย่ แต่ยังไม่จบเห่
  • F = จบเห่ ต้องเริ่มใหม่
  • I = งานค้าง ต้องรีบเคลียร์ ไม่งั้นซวย!

ปล. เพิ่งนึกได้ว่าเพื่อนสนิท (ชื่อเพื่อน...) เคยติด F วิชา... เหมือนกัน นางบอกว่า อย่าท้อ! สู้ใหม่ได้เสมอ... สู้ๆๆๆ ตัวเอง!

ติดFเสียกี่บาท

ติด F เสียเท่าไหร่? ค่าสอบซ่อมคิดเหมา 2,875 บาท คิดเป็น 1 ใน 4 ของค่าเทอมปกติ ลงได้ไม่เกิน 9 หน่วยกิตนะ

ติด F ทั้งเทอมที่แล้วและเทอมนี้ สอบซ่อมได้ไหม? ได้! ลงทะเบียนสอบซ่อมภาคเรียนฤดูร้อนได้เลย แต่จำกัดไม่เกิน 9 หน่วยกิตเช่นกัน

  • ข้อควรระวัง: นี่คือข้อมูล ณ วันที่ 31 ม.ค. 2568 จาก law.tsu.ac.th ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากทางมหาวิทยาลัยอีกครั้งเพื่อความถูกต้อง เพราะนโยบายอาจมีการเปลี่ยนแปลง

  • ความคิดเห็นส่วนตัว (อาจารย์คณะนิติศาสตร์): ระบบการสอบซ่อมแบบเหมาจ่ายนี้ สะดวกดีสำหรับนักศึกษา แต่ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบว่า เหมาะสมกับภาระทางการเงินของนักศึกษาแต่ละคนหรือไม่ บางทีการคิดค่าสอบซ่อมตามจำนวนวิชาที่ติด F อาจจะยุติธรรมกว่า โดยเฉพาะในกรณีที่นักศึกษาติด F หลายวิชา

(เพิ่มเติม: ปีนี้ผมสังเกตเห็นว่าทางมหาวิทยาลัยมีการจัดเวิร์กช็อปช่วยเหลือนักศึกษาที่กำลังจะสอบซ่อมบ่อยขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะการให้ความช่วยเหลือแบบตรงจุดสำคัญกว่าแค่การเก็บค่าธรรมเนียม)