ระดับของภาษามีกี่ระดับป.6

82 ครั้งเข้าชม
ระดับของภาษาระดับของภาษาไทยที่ใช้ในการสื่อสาร แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก ได้แก่ ภาษาทางการ: เป็นภาษาที่มีแบบแผนเคร่งครัด ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เหมาะสำหรับใช้ในงานราชการ พิธีการสำคัญ หรืองานวิชาการ ภาษากึ่งทางการ: ลดความเป็นทางการลง แต่ยังคงความสุภาพ ใช้ในการประชุม บรรยาย อภิปราย หรือเขียนบทความลงในสื่อสิ่งพิมพ์ ภาษาปาก: เป็นภาษาพูด ไม่เป็นทางการ ใช้สื่อสารกับเพื่อนหรือคนในครอบครัว เพื่อเน้นความสนิทสนมและเข้าใจง่าย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับภาษาในภาษาไทย ป.6 แบ่งออกเป็นกี่ระดับ อะไรบ้าง?

โห ตอน ป.6 เรื่องระดับภาษาไทยนี่คือแบบ... ปวดหัวเลยนะเอาจริง ครูจะย้ำตลอดว่าต้องแยกให้ออก หลักๆ ที่เจอในหนังสือเรียนตอนนั้นมันมีสองอันใหญ่ๆ ที่ต้องจำให้ขึ้นใจเลย

ไอ้ภาษาทางการเนี่ย มันคือภาษาที่เราไม่ได้ใช้คุยกับเพื่อนอะ นึกภาพตอนเขียนเรียงความส่งครู หรือจดหมายที่ต้องส่งถึงผู้อำนวยการโรงเรียน ตอนนั้นผมอยู่โรงเรียนแถวๆ พระรามสอง ทุกคำต้องเป๊ะ ต้องใช้ศัพท์ยากๆ ที่บางทีเราก็ไม่เข้าใจความหมายจริงๆ หรอก เป็นอะไรที่เกร็งมาก

ส่วนภาษากึ่งทางการนี่จะซอฟต์ลงมาหน่อย มันเหมือนภาษาที่พิธีกรในทีวีใช้ตอนอ่านข่าวภาคค่ำช่อง 3 ไง คือมันยังสุภาพนะ แต่ไม่ต้องเกร็งเท่าภาษาทางการ มีศัพท์วิชาการบ้างนิดหน่อยพอให้ดูมีความรู้ แต่ไม่ถึงกับต้องเปิดพจนานุกรมตาม

แต่เอาเข้าจริง ที่โรงเรียนเขาก็จะสอนอีกระดับนึงด้วยนะ คือภาษากันเอง หรือภาษาปาก อันนี้แหละคือภาษาที่เราใช้คุยกับเพื่อนจริงๆ แบบ 'ไปไหนวะ' 'กินไรดี' อะไรพวกนี้ ตอน ป.6 จำได้ว่าเคยเผลอเอาไปเขียนในเรียงความ โดนครูวงแดงเถือกเลย บอกว่าใช้ผิดกาละเทศะ หลังจากนั้นก็จำฝังใจเลย

ระดับภาษาแบ่งออกเป็น 5 ระดับมีอะไรบ้าง

ภาษาไทยแบ่งระดับการใช้งานออกเป็น 5 ระดับหลัก เพื่อสะท้อนบริบทของการสื่อสาร ระดับพิธีการ, ระดับทางการ, ระดับกึ่งทางการ, ระดับไม่เป็นทางการ และ ระดับกันเอง เป็นการจัดหมวดหมู่ที่เข้าใจง่ายในการศึกษาภาษา

  • ระดับพิธีการ คือภาษาที่เราใช้ในโอกาสสำคัญยิ่งยวด พิถีพิถันทุกถ้อยคำ มีแบบแผนชัดเจน เช่น พระราชดำรัส หรือการกล่าวถวายพระพร ผมมองว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องของคำพูด แต่เป็นการแสดงออกถึงความเคารพสูงสุดต่อประเพณีและผู้ฟัง
  • ต่อมาคือ ระดับทางการ ใช้ในเอกสารราชการ การประชุม หรือการนำเสนอวิชาการที่ต้องการความน่าเชื่อถือและความชัดเจน มันมีความเป็นกลางและตรงไปตรงมา ไม่ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวเยอะนัก การเลือกใช้คำที่เหมาะสมกับสถานการณ์นี้สำคัญมากเพื่อรักษาบรรยากาศให้เป็นมืออาชีพ
  • ระดับกึ่งทางการ อยู่ตรงกลางระหว่างทางการกับไม่เป็นทางการ ใช้ได้หลากหลายในสถานการณ์ที่ต้องการความผ่อนคลายลงมาบ้าง เช่น การประชุมกลุ่มย่อย อีเมลติดต่องานที่ไม่ซีเรียสมาก หรือการสัมภาษณ์ที่นำเสนอข้อมูลเชิงวิเคราะห์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ผมว่าระดับนี้เป็นศิลปะนะ ต้องรู้จังหวะว่าจะผ่อนปรนแค่ไหน
  • สำหรับ ระดับไม่เป็นทางการ เป็นภาษาที่เราใช้ในชีวิตประจำวันกับเพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือคนรู้จักที่ไม่สนิทมากนัก มีความยืดหยุ่นสูง ใช้คำพูดง่ายๆ สบายๆ แต่ยังคงสุภาพอยู่ มันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่เริ่มมีความคุ้นเคยแต่ยังไม่ใช่คนวงในจริงๆ
  • สุดท้ายคือ ระดับกันเอง หรือบางทีเรียกว่าระดับสนิทสนม เป็นภาษาที่ใช้กับคนที่เราไว้ใจที่สุด ครอบครัว เพื่อนสนิทมากๆ หรือคนรัก คำพูดอาจมีทั้งภาษาถิ่น ภาษาแสลง หรือแม้แต่คำที่สร้างขึ้นมาใช้กันเองในกลุ่ม ผมคิดว่านี่แหละคือภาษาที่แสดงถึงความเป็นตัวตนแท้จริงของเรามากที่สุด ไร้การปรุงแต่ง

การเลือกใช้ภาษาในแต่ละระดับไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ นะครับ มันมีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งเราต้องพิจารณาอย่างรอบด้านเสมอ

  • โอกาสและสถานที่: บริบททางกายภาพและสังคมมีผลอย่างมาก การพูดในพิธีการสำคัญย่อมแตกต่างจากการพูดคุยในร้านกาแฟ หรือการประชุมวิชาการ ยิ่งสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือโอกาสพิเศษ ก็ยิ่งต้องรักษาระดับภาษาให้เหมาะสม
  • สัมพันธภาพระหว่างบุคคล: ความใกล้ชิดและความเคารพเป็นแกนหลักที่เราใช้ตัดสินใจ ใครเป็นคนฟัง เรามีความสัมพันธ์แบบไหนกับเขา ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ เจ้านาย เพื่อนร่วมงาน หรือสมาชิกในครอบครัว ผมว่าตรงนี้แหละที่สะท้อนวุฒิภาวะทางสังคมของเราได้ดีที่สุด
  • ลักษณะของเนื้อหา: สิ่งที่เรากำลังสื่อสารมีความสำคัญแค่ไหน เป็นเรื่องเป็นทางการ วิชาการ ส่วนตัว หรือเรื่องทั่วไป เนื้อหาที่ละเอียดอ่อนย่อมต้องการภาษาที่ละเอียดอ่อนตามไปด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและรักษาบรรยากาศ
  • สื่อที่ใช้ในการส่งสาร: ช่องทางการสื่อสารก็มีส่วนกำหนดระดับภาษาเหมือนกัน การเขียนอีเมลทางการ การนำเสนอหน้าห้อง หรือการส่งข้อความแชทผ่าน LINE ย่อมมีรูปแบบการใช้ภาษาที่ต่างกันไป สื่อกำหนดกรอบในการใช้คำพูดให้เหมาะสมโดยอัตโนมัติ
  • เจตนาของผู้ส่งสาร: สิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อออกไป ต้องการให้ผู้รับรู้สึกอย่างไร ต้องการสร้างความประทับใจ ความน่าเชื่อถือ ความเป็นกันเอง หรือแค่แจ้งข้อมูลธรรมดาๆ ผมว่าเจตนานี่แหละคือเบื้องหลังการตัดสินใจเลือกใช้คำทุกคำ

ป.6 ภาษาไทย เรียนอะไรบ้าง

หลักภาษา ป.6 นี่มันเยอะจริง

โอ้ยยยย ชนิดและหน้าที่ของคำ นี่ตัวดีเลย คำนาม สรรพนาม กริยา บลาๆๆๆ ลูกเราจำได้ปะวะ แล้วก็ต้องมาต่อเรื่องประโยคอีกนะ ประโยคสามัญ ประโยครวม ประโยคซ้อน ซ้อนไปซ้อนมาจนงง

คำราชาศัพท์นี่ยังต้องเจออีกเหรอเนี่ย แล้วไหนจะ ระดับภาษา อีก ภาษาทางการ กึ่งทางการ กันเอง โอ๊ย เยอะ

แล้วก็พวกวรรณคดี... ไม่ใช่สิ เค้าเรียกวรรณกรรม? อะช่างมัน กลอนสุภาพ นี่ต้องเป๊ะเรื่องฉันทลักษณ์เลยนะ เอกเจ็ดโทสี่ แล้วมี สำนวน สุภาษิต คำพังเพย อันนี้ต้องท่องจำสถานเดียวเลย เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้างงี้

สรุปคือเยอะมากกก

  • หลักการใช้ภาษา: อันนี้พื้นฐานสุดๆ แต่ก็ออกสอบตลอด
  • คำและประโยค:
    • ชนิดของคำ 7 ชนิด (นาม สรรพนาม กริยา วิเศษณ์ บุพบท สันธาน อุทาน) อันนี้คือต้องแม่น
    • วลี (กลุ่มคำ) กับ ประโยค (สามัญ รวม ซ้อน) ต้องแยกให้ออก
  • คำเฉพาะทาง:
    • คำราชาศัพท์: หมวดร่างกายสำคัญมาก
    • คำที่มาจากภาษาต่างประเทศ: บาลี สันสกฤต เขมร จีน อังกฤษ ออกชัวร์
  • ภาษาในชีวิตจริง:
    • ระดับภาษา: ใช้ให้ถูกกับคนกับสถานการณ์
    • ภาษาถิ่น: เหนือ กลาง อีสาน ใต้ แค่รู้ว่าคำนี้มาจากถิ่นไหน
  • วรรณศิลป์:
    • กลอนสุภาพ (กลอนแปด): บังคับสัมผัส เอก-โท
    • สำนวน คำพังเพย สุภาษิต: ต้องรู้ความหมาย

ภาษามี 3 ระดับมีอะไรบ้าง

ภาษามี 3 ระดับนะ คือ

  1. ภาษาระดับทางการ อันนี้ก็จะเป็นภาษาแบบเป็นเรื่องเป็นราว มีแบบแผนชัดเจนเลย ส่วนใหญ่จะเจอตอนประชุมใหญ่ๆ หรือเวลาต้องติดต่อกับพวกราชการ หรือเวลาอ่านตำราเรียนอะไรพวกเนี้ย ต้องเป๊ะๆ นะ
  2. ภาษาระดับกึ่งทางการ อันนี้ก็จะลดทอนความทางการลงมาหน่อย เพื่อให้คุยกันแล้วรู้สึกไม่ห่างเหิน เข้าถึงง่ายขึ้น สบายๆ ขึ้นมาหน่อย
  3. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ อันนี้คือพวกภาษาที่ใช้กับเพื่อนสนิท กลุ่มเพื่อนๆ กันเองเลย พูดกันตรงๆ ไม่มีอะไรมาก

เพิ่มเติม:

  • ภาษาทางการ: มักใช้คำศัพท์ที่ค่อนข้างเป็นวิชาการ หรือคำที่ใช้กันทั่วไปน้อย แต่ก็ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มากๆ
  • ภาษากึ่งทางการ: จะมีความยืดหยุ่นกว่าทางการ ใช้คำที่คุ้นเคยมากขึ้น แต่ก็ยังสุภาพอยู่ อาจจะมีการใช้คำสร้อย หรือคำอุทานบ้างเล็กน้อย
  • ภาษาไม่เป็นทางการ: นี่แหละสุด! ใช้คำสแลง คำทับศัพท์ คำที่ใช้ในชีวิตประจำวันได้เต็มที่ หรือแม้แต่คำที่อาจจะดูไม่สุภาพถ้าใช้กับคนไม่สนิท เน้นเข้าใจกันง่ายๆ

ตัวอย่าง:

  • ทางการ: "เรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผมขอเสนอญัตติ..."
  • กึ่งทางการ: "สวัสดีครับท่านประธาน ผมมีเรื่องอยากจะขอเสนอแนะนะครับ..."
  • ไม่เป็นทางการ: "เอ้อ หัวหน้าครับ ผมว่าเรื่องนี้เราน่าจะลองทำแบบนี้ดูนะ..."

ภาษา หมายถึงอะไร แบ่งเป็นกี่ประเภท

ภาษาในความหมายกว้าง ครอบคลุมทั้ง วัจนภาษา (การใช้คำพูด) และ อวัจนภาษา (ภาษากาย สัญลักษณ์ ท่าทาง) ซึ่งรวมถึงการสื่อสารทุกรูปแบบที่เราใช้เพื่อแสดงความคิด ความรู้สึก หรือข้อมูล

ภาษาในความหมายแคบ จะหมายถึง วัจนภาษา เท่านั้น คือการใช้เสียงพูดและตัวอักษรในการสื่อสารเป็นหลัก

ข้อมูลเสริม:

  • วัจนภาษา: คือภาษาที่เราคุ้นเคยกันดี ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เช่น การสนทนา การบรรยาย การอ่านหนังสือ
  • อวัจนภาษา: เป็นส่วนสำคัญที่เสริมความหมายให้วัจนภาษา เช่น การสบตา การแสดงสีหน้า การผายมือ หรือแม้กระทั่งการเว้นวรรคในบทสนทนา บางครั้งอวัจนภาษาก็สื่อความหมายได้ชัดเจนกว่าคำพูดเสียอีก!
  • ภาษาของสัตว์: แม้จะยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แต่การสื่อสารของสัตว์ เช่น เสียงร้องของนก การกระพริบของหิ่งห้อย หรือฟีโรโมนของแมลง ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษาในความหมายที่กว้างมากๆ เหมือนกันนะ เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ธรรมชาติมีกลไกการสื่อสารอันซับซ้อนเช่นนี้
  • วัจนภาษา: การใช้คำพูดและตัวอักษร
  • อวัจนภาษา: การแสดงออกที่ไม่ใช่คำพูด (ภาษากาย สัญลักษณ์)
  • ความหมายที่กว้าง: รวมทั้งวัจนภาษาและอวัจนภาษา (และอาจรวมถึงภาษาของสัตว์)
  • ความหมายที่แคบ: เน้นที่วัจนภาษาเท่านั้น

ลักษณะเฉพาะของภาษามีอะไรบ้าง

โอ้ยย นั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยเรื่องภาษาเนี่ย วันก่อนนะฉันคิดว่าทำไมภาษาแต่ละอันมันต่างกันจังเลยวะ เออ ลักษณะเฉพาะที่ต่างกันชัดๆ เลยนะ เสียงนี่แหละ แต่ละภาษาไม่เหมือนกันเลย อย่างภาษาไทยมีวรรณยุกต์อะ ใช่ปะ มันทำให้ความหมายเปลี่ยนเลยนะ แต่ภาษาอังกฤษไม่มีแบบนี้ คือแปลกดีนะ

แล้วก็เรื่องชนิดของคำ เออ คือมันมีคำนาม คำกริยาอะไรแบบนี้แหละ แต่วิธีการจัดกลุ่มหรือวิธีใช้มันก็ไม่เหมือนกันเป๊ะๆ เลยอะ อย่างบางภาษา คำคุณศัพท์มันผันตามเพศคำนามก็ได้นะ คิดแล้วก็งงๆ

สุดท้ายก็ไวยากรณ์ไง นี่ตัวดีเลย ทำให้โครงสร้างประโยคอะไรก็ต่างกันไปหมด ฉันเคยพยายามเรียนภาษาญี่ปุ่นนะ โครงสร้างมันกลับหัวกลับหางจากไทยไปเลย แบบว่าประธาน กรรม กริยา เงี้ย ของเรา ประธาน กริยา กรรม มันคนละเรื่องเลยนะ

แต่พอนั่งคิดดีๆ นะ มันก็มีลักษณะเฉพาะที่เหมือนกันด้วยนะ เออมันต้องมีสิ อย่างน้อยๆ ก็คือเรื่องพวกนี้แหละ:

  • เสียงสื่อความหมาย อันนี้แน่นอนอยู่แล้วปะ ถ้าเสียงไม่สื่อความหมาย มันก็แค่เสียงเปล่าๆ ไม่ใช่ภาษาที่ใช้สื่อสารกันได้อะ นึกภาพคนพูดไปเรื่อยๆ แล้วไม่มีความหมายสิ ตลกปะ
  • วิธีสร้างคำหลากหลาย โห แบบว่ามันหลากหลายจริงๆ นะ ทั้งเติมหน้า เติมหลัง ผสมคำกัน สร้างคำใหม่ๆ ขึ้นมาได้ตลอด เพื่อรองรับความคิดใหม่ๆ เออ เจ๋งดีนะ
  • มีสำนวน สุภาษิต นี่ก็มีทุกภาษาเลยนะ เหมือนเป็นกระจกสะท้อนวัฒนธรรมอะ คือความคิดความเชื่อของคนในสังคมมันจะออกมาเป็นสำนวนพวกนี้แหละ ฉันชอบสำนวนไทยนะ บางอันนี่แบบ คมกริบเลย
  • มีคำชนิดต่างๆ ใช่เลย พวกคำนาม คำกริยา คำวิเศษณ์ สรรพนาม ต้องมีอยู่แล้วอะ คือมันเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ประโยคสมบูรณ์และมีความหมายครบถ้วนนะ
  • ขยายประโยคได้เรื่อยๆ อันนี้เจ๋งนะ ทำให้เราอธิบายอะไรได้ยาวๆ ซับซ้อนได้ ไม่ต้องพูดประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ตลอดเวลาไง เหมือนแบบคิดอะไรได้ก็ต่อยอดไปเรื่อยๆ เลย
  • มีวิธีแสดงความคิดคล้ายกัน คือคนเราก็คิดอะไรคล้ายๆ กันอะเนอะ เช่น การแสดงความเป็นเจ้าของ การเปรียบเทียบ การปฏิเสธ อะไรพวกนี้ มันก็จะมีโครงสร้างที่คล้ายๆ กันในหลายภาษาแหละ
  • มีการเปลี่ยนแปลง อันนี้สำคัญเลยนะ ภาษาไม่เคยหยุดนิ่ง มันวิวัฒนาการตลอด ไม่ว่าจะเป็นคำใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น หรือคำเก่าๆ ที่หายไป สำเนียงก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ นะ บางทีฉันก็งงๆ กับคำวัยรุ่นสมัยนี้
  • พลังของภาษา นี่สุดยอดเลยนะ สร้างสรรค์ได้ ทำลายได้ โคตรทรงพลังอะ แค่คำพูดไม่กี่คำก็ทำให้คนรักกัน หรือเกลียดกันได้เลย หรือแม้แต่สร้างประวัติศาสตร์ เปลี่ยนโลกได้เลยก็มีนะ คิดแล้วก็ทึ่งเนอะ