รายงานการสอบสวนโรค มีกี่ประเภท

88 ครั้งเข้าชม
รายงานสอบสวนโรค แบ่งหลักๆ ได้ 3 ประเภท: เบื้องต้น (Preliminary Report): รายงานฉบับแรก รวบรวมข้อมูลเบื้องต้น สถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อควบคุมโรคระยะเร่งด่วน มักใช้ภายในหน่วยงาน สรุปเสนอผู้บริหาร (Final Report): สรุปผลสอบสวนโดยละเอียด วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก เสนอแนะมาตรการป้องกัน ใช้ประกอบการตัดสินใจระดับนโยบาย สมบูรณ์ (Full Report): รายละเอียดครบถ้วนทุกขั้นตอน ข้อมูลการสอบสวน วิเคราะห์ และข้อเสนอแนะ มักใช้เผยแพร่ในวงกว้าง อาจนำไปสู่การเขียนบทความวิชาการ (Scientific Article) เพื่อเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

รายงานสอบสวนโรคมีกี่แบบ? สรุปประเภทรายงานสอบสวนโรคที่สำคัญและจำเป็นต่อการใช้งาน?

จริง ๆ แล้วเรื่องรายงานสอบสวนโรคนี่นะ ตอนเรียนป.โท สาธารณสุข ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2562 อาจารย์ไม่ค่อยเน้นจำแนกแบบตายตัวหรอก แต่ว่า… เค้าจะเน้นให้เราเขียนให้เข้าใจง่าย อ่านแล้วรู้เรื่อง มีประโยชน์ต่อการแก้ปัญหา มากกว่าจะไปจำว่ามีกี่แบบ จำได้ลางๆว่าอาจารย์เคยยกตัวอย่าง แบบสรุปสั้นๆส่งหัวหน้าทีมก่อน กับแบบละเอียดอัดแน่นส่งผู้บริหาร ประมาณนั้นแหละ

ส่วนรายงานแบบเต็มๆนี่ ก็คงจะมีรายละเอียดครบถ้วน ตั้งแต่ข้อมูลเบื้องต้น วิธีการ ผลการวิเคราะห์ ไปจนถึงข้อเสนอแนะ คิดว่าน่าจะเป็นแบบที่ใช้ส่งราชการ แบบส่งให้ สถาบันวิจัยอะไรทำนองนี้ด้วย จำได้ว่าตอนนั้น มีอาจารย์ท่านนึง ท่านทำวิจัยเรื่องไข้เลือดออก ที่อำเภอแม่สอด ตาก รายงานแกหนาเป็นเล่มเลย ราคาพิมพ์คงไม่น้อยกว่า 500 บาทแน่ๆ

แล้วก็มีแบบที่เขียนเป็นบทความวิชาการ เอาไปตีพิมพ์ลงวารสาร แบบนี้ก็จะเน้นวิธีการวิจัย ผลลัพธ์ และการอภิปราย มากกว่า ต้องเขียนให้ชัดเจน ตามหลักวิชาการ ไม่งั้นเค้าไม่รับตีพิมพ์ คิดว่าต้องใช้ภาษาอังกฤษด้วยซะส่วนใหญ่

จริงๆ แล้วรูปแบบรายงานเนี่ย มันขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ กับหน่วยงานที่รับด้วยแหละ ไม่ได้มีกฎตายตัว เหมือนที่อาจารย์บอก สำคัญคือ ต้องสื่อสารให้คนอ่านเข้าใจ และนำไปใช้ประโยชน์ได้ มากกว่าจำนวนแบบของรายงาน ตรงนี้แหละที่สำคัญที่สุด อันนี้คือความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ตรงนะ

รายงานการสอบสวนโรค มีอะไรบ้าง

  1. ชื่อเรื่อง (Title): เอิ่ม...นี่แหละจุดพีค ชื่อเรื่องต้องปัง! เหมือนตั้งชื่อลูก คิดนานกว่าตั้งชื่อตัวเองอีก อย่างเช่น "มหากาพย์ไขปริศนาไข้หวัดแมว: เมื่อเจ้าเหมียวจามใส่โลก" (แอบเว่อร์เบาๆ แต่สะดุดตาดีนะ)

  2. ผู้รายงานและทีมสอบสวนโรค (Authors and investigation team): ใครทำใครรู้ แสดงตัวตนออกมา อย่าให้เหมือนนิยายสืบสวนสอบสวนที่ไม่รู้คนร้ายเป็นใครจนจบเรื่อง ใส่ชื่อ ตำแหน่ง สังกัด ให้ครบ เผื่อดังจะได้มีคนมาขอสัมภาษณ์

  3. บทคัดย่อ (Abstract): สรุปแบบสั้นๆ แต่ได้ใจความ เหมือนจีบสาว ต้องยิงมุกเด็ดให้โดน ไม่ต้องยาวเป็นหางว่าว

  4. บทนำหรือความเป็นมา (Introduction or Background): ปูพื้นฐานให้แน่นๆ เหมือนสร้างบ้าน ต้องมีฐานรากที่แข็งแรง เล่าที่มาที่ไป ให้คนอ่านอิน เหมือนดูซีรีย์แล้วติดงอมแงม

  5. วัตถุประสงค์ (Objectives): อยากรู้อะไร บอกมาตรงๆ เหมือนสั่งกาแฟ "เอาลาเต้ร้อน หวานน้อย" ชัดเจน ไม่งง

  6. วิธีการศึกษา (Methodology): ทำยังไง บอกมาให้หมด เหมือนสอนทำอาหาร ต้องบอกส่วนผสม วิธีทำ ละเอียดทุกขั้นตอน

  7. ผลการสอบสวน (Results): เจออะไรบ้าง มาแชร์กันหน่อย เหมือนแกะกล่องสุ่ม ลุ้นระทึกทุกวินาที

  8. มาตรการควบคุมและป้องกันโรค (Prevention and control measures): ป้องกันยังไง บอกมาเลย เหมือนเตือนภัยพิบัติ ต้องมีแผนรับมือ ไม่ใช่แค่ "วิ่งหนีลูกเดียว"

  9. วิจารณ์ผล (Discussion): วิเคราะห์กันหน่อย เหมือนนักวิจารณ์อาหาร ต้องบอกได้ว่า อร่อยตรงไหน ไม่อร่อยตรงไหน มีอะไรต้องปรับปรุงบ้าง ไม่ใช่แค่ "อร่อย" หรือ "ไม่อร่อย" เฉยๆ

  • จำไว้ว่า รายงานไม่ใช่บทสวดมนต์ ต้องอ่านแล้วเข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่ "สาธุ" แล้วจบ
  • ใช้ภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ ไม่ใช่ภาษาเทพ ที่อ่านแล้วต้องเปิดพจนานุกรม
  • ถ้าเป็นไปได้ ใส่รูปภาพ กราฟ ตาราง ประกอบ จะช่วยให้ดูน่าสนใจยิ่งขึ้น เหมือนเติมสีสันให้กับภาพวาด
  • ตรวจทานคำผิด อย่าให้มี เหมือนแต่งหน้าสวยแล้วลืมเช็ดลิปสติกเลอะ
  • สุดท้าย อย่าลืมใส่ "อ้างอิง" ให้ครบถ้วน เหมือนทำอาหารแล้วต้องบอกที่มาของวัตถุดิบ

ขั้นตอนการสอบสวนโรคมีกี่ขั้นตอน

เออๆ เรื่องสอบสวนโรคนี่เนอะ จริงๆ มันก็มีหลายขั้นตอนอยู่นะ ถ้าดูตามที่ให้มานี่ก็ 9 ขั้น แต่เอาจริงๆ บางทีมันก็อาจจะไม่ได้เป๊ะๆ ตามนี้ตลอดหรอก ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยแหละ

  • เตรียมการปฏิบัติงาน อันนี้ก็แบบ เตรียมตัว เตรียมอุปกรณ์ เตรียมทีม ประมาณนี้
  • ตรวจสอบยืนยันการระบาด คือต้องเช็คก่อนว่ามันระบาดจริงป่าว ไม่ใช่แค่คนป่วยธรรมดา
  • ยืนยันการวินิจฉัยโรค อันนี้สำคัญมาก ต้องรู้ว่าโรคอะไร ถึงจะรักษาถูก เคยเจอเคสแบบคิดว่าเป็นหวัดธรรมดา สุดท้ายเป็นไข้เลือดออก ตกใจหมด
  • กำหนดนิยามผู้ป่วยและค้นหาผู้ป่วยเพิ่ม หาว่าใครป่วยบ้าง มีอาการยังไง จะได้ไม่พลาด
  • ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยตามเวลา สถานที่ บุคคล อันนี้แบบ ดูว่าใครป่วยตอนไหน ที่ไหน เจอใครบ้าง เอาไว้หาต้นตอ
  • สร้างสมมติฐานการเกิดโรค เดาๆ ไว้ก่อนว่าโรคมาจากไหน แล้วค่อยไปพิสูจน์
  • ทดสอบสมมุติฐาน อันนี้ก็เอาสมมุติฐานที่ตั้งไว้มาเช็คว่าจริงมั้ย
  • ศึกษาเพิ่มเติม บางทีก็ต้องศึกษาเพิ่ม เผื่อมีข้อมูลอะไรใหม่ๆ
  • ควบคุมและป้องกัน สุดท้ายก็ต้องหาทางป้องกันไม่ให้มันระบาดอีก

ปีที่แล้วจำได้ว่ามีเพื่อนเป็นนักระบาดวิทยา เล่าให้ฟังว่าขั้นตอนพวกนี้มันสำคัญมาก ช่วยควบคุมโรคได้เยอะเลย อย่างตอนโควิดระบาดใหม่ๆ ก็ต้องใช้ขั้นตอนพวกนี้ในการสอบสวนโรค กว่าจะรู้ว่ามันติดต่อกันยังไง รักษายังไง ก็ใช้เวลาอยู่เหมือนกัน เพื่อนบอกเหนื่อยมากช่วงนั้น แต่ก็ภูมิใจที่ได้ช่วยคน ส่วนตัวเราเองก็พยายามดูแลตัวเอง ล้างมือบ่อยๆ ใส่แมสก์ ไม่อยากป่วย ไม่อยากเป็นภาระคนอื่นด้วย ช่วงนี้ไข้หวัดใหญ่ก็ระบาดหนัก ต้องระวังๆ หน่อย

ขั้นตอนการดำเนินงานเฝ้าระวังทางระบาดวิทยาประกอบด้วยอะไรบ้าง

เฮ้อออ งานเข้าแล้ว งานเฝ้าระวังนี่มันเยอะจริงๆนะ ต้องทำอะไรบ้างน้าาา คิดหนักเลย

  • วัตถุประสงค์ อันนี้สำคัญสุด ต้องชัดเจนว่าเราจะเฝ้าระวังอะไร โรคอะไร กลุ่มคนไหน ปีนี้เน้นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่กับโควิดสินะ หวังว่าจะไม่ผุดโรคใหม่ขึ้นมาอีกนะ เครียดดดด

  • เก็บข้อมูลยังไง? แบบสอบถามออนไลน์มั้ย? หรือจะลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์เลยดี หรือใช้ระบบฐานข้อมูลของโรงพยาบาล เอาง่ายๆ ใช้แอปพลิเคชันเก็บข้อมูลดีกว่าไหม ปีนี้จะลองใช้แอปใหม่ดู ไม่เอาแบบเดิมแล้ว มันช้า ใช้งานยาก

  • แหล่งข้อมูล นี่ก็สำคัญ ข้อมูลจากโรงพยาบาล คลินิก หน่วยงานสาธารณสุขต่างๆ อืมมม แล้วข้อมูลจากโซเชียลมีเดียล่ะ เอาไหมนะ เยอะเกินไปหรือเปล่า คิดหนัก แต่ก็ได้ข้อมูลเยอะดีเหมือนกันนะ

  • เครื่องมือ นอกจากแอปแล้ว ก็ต้องมีโปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสิ ใช้ SPSS หรือ R ดีนะ ปีนี้ต้องเรียนรู้โปรแกรมใหม่เพิ่มอีกแล้วสิ งานเข้าอีกแล้ว R น่าจะดีกว่านะ เห็นเพื่อนใช้แล้ว ดูง่ายดี

  • วิเคราะห์ข้อมูล นี่แหละ งานหนัก ต้องใช้ความรู้ทางสถิติ ต้องวิเคราะห์ให้ได้ว่าโรคระบาดมันแพร่กระจายยังไง กลุ่มเสี่ยงคือใคร ต้องระวังจุดไหน เหนื่อยมากกกก

  • เผยแพร่ข้อมูล ต้องทำรายงาน ส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาจจะมีการแถลงข่าวด้วย ต้องเขียนให้เข้าใจง่ายๆ นะ ไม่งั้นคนอ่านไม่รู้เรื่อง งานนี้ต้องใช้ความสามารถด้านการเขียนรายงานเต็มที่เลย

อื้อหือ เยอะไปหมด เหนื่อยแล้ว ต้องวางแผนดีๆ เดี๋ยวงานไม่เสร็จ ปีนี้คงต้องทำงานหนักกว่าปีที่แล้วอีก ปีที่แล้วมีงานน้อยกว่านี้เยอะเลย แต่ปีนี้งานหนักกว่าเดิมเยอะเลย

Epidemic curve บอกอะไร

  • Epidemic curve หรอ… มันคือ กราฟแสดงการระบาด ปะ?
  • แสดงว่าเริ่มมีคนป่วยตอนไหน > แล้วมันพีคตอนไหนอะ? จำได้ว่าเคยเห็นในข่าวโควิด
  • แหล่งโรค สำคัญนะ! โรคนี้มาจากไหน? คน? สัตว์? หรืออย่างอื่น?
  • ชนิดของการระบาด ด้วย! ระบาดแบบไหน? (Common source? Propagated?)
  • มันช่วยบอกได้หมดเลยหรอเนี่ย? ข้อมูลสำคัญ มากกว่าที่คิดอีกนะ
  • อืม… แล้วถ้ากราฟมันแบนๆ แปลว่าอะไร? คุมอยู่? หรือยังไง? ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มแล้ว
  • Epidemic Curve สำคัญ เพราะทำให้เห็นภาพรวมการระบาด เข้าใจง่ายกว่าอ่านรายงานตัวเลขเยอะเลย
  • ผู้ป่วยรายแรก สำคัญสุด! รู้คนแรก จะได้ตามคนที่เหลือได้ง่ายขึ้นเยอะ!
  • ช่วงเวลา ที่ระบาดก็สำคัญ! ดูแนวโน้มได้ว่ามันจะไปถึงไหน? จะจบเมื่อไหร่?
  • สรุป: Epidemic curve = กราฟแสดงการระบาด บอกจุดเริ่มต้น พีค แหล่งโรค ชนิดการระบาด และแนวโน้ม
  • ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่อลืม):

    • Common source: ระบาดจากแหล่งเดียวกัน (เช่น อาหาร)
    • Propagated: ระบาดจากคนสู่คน
    • ระลอกใหม่ สำคัญมาก! ต้องดู curve ดีๆ