วิจัยทางการศึกษาหมายถึงอะไร

140 ครั้งเข้าชม
การวิจัยทางการศึกษา คือกระบวนการสืบค้นข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีระเบียบวิธี เพื่อหาคำตอบของปัญหาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมิติต่างๆ ในการศึกษา. โดยมุ่งเน้นทำความเข้าใจตัวแปรทางการศึกษา เช่น การเรียนการสอน ผู้เรียน หลักสูตร หรือสภาพแวดล้อม และวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการจัดการศึกษา เพื่อนำไปสู่ความรู้ใหม่หรือการพัฒนาต่อไป.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิจัยทางการศึกษาคืออะไร มีขั้นตอนการทำอย่างไรบ้าง?

สำหรับผมนะ วิจัยทางการศึกษา มันคือการหาเรื่องใส่ตัวอย่างเป็นระบบ คือเราเห็นอยู่แล้วว่ามีปัญหาอะไรซักอย่างในห้องเรียน อย่างเช่นเด็กไม่สนใจเรียน ครูสอนไม่สนุก หรือหลักสูตรมันน่าเบื่อ แล้วเราก็พยายามสร้างกระบวนการขึ้นมาเพื่อหาหลักธานมายืนยันสิ่งที่เราคิดแค่นั้นเอง มันคือการเปลี่ยนความรู้สึก 'ฉันว่ามันเป็นแบบนี้' ให้กลายเป็น 'ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามันเป็นแบบนี้' ไอ้กระบวนการทั้งหมดนี่แหละที่เค้าเรียกเท่ๆ ว่า วิจัยทางการศึกษา

ตอนทำทีสิส ป.โท ของผมเมื่อปี 2018 ผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ เลย 'ทำไมเด็กสมัยนี้เบื่อวิชาสังคมจัง' มันไม่ใช่แค่ตั้งคำถามลอยๆ นะ แต่มันคือการสังเกตจริงๆ ในห้องเรียนตอนไปฝึกสอน แล้วก็เปลี่ยนความสงสัยเนี่ยให้เป็น ‘ปัญหาวิจัย’ ที่มันจับต้องได้ เช่น การใช้เกมบอร์ดในการสอนจะช่วยเพิ่มความสนใจของนักเรียนชั้น ม.2 ได้จริงมั้ย นี่คือจุดเริ่มต้นเลย คือการเปลี่ยนความขี้สงสัยให้เป็นคำถามที่หาคำตอบได้

ขั้นตอนมันก็เหมือนๆ กันหมดแหละ คือ พอได้ปัญหาปุ๊บ ก็ต้องไปอ่านๆๆๆ ว่าคนอื่นเค้าทำอะไรกันมาบ้าง ที่เรียกว่าทบทวนวรรณกรรม จมอยู่กับเปเปอร์เป็นเดือนๆ จากนั้นก็ออกแบบวิธีเก็บข้อมูลของตัวเอง จะทำแบบสอบถาม สัมภาษณ์ หรือไปนั่งเฝ้าในห้องเรียนก็ตามใจ เสร็จแล้วก็ลุยเก็บข้อมูลเลย ผมจำได้ตอนนั้นต้องไปขออนุญาติโรงเรียนมัธยมแถวบางเขนวุ่นวายมาก แล้วก็เอาตัวเลขที่ได้มาโยนเข้าโปรแกรมสถิติ วิเคราะออกมาเป็นกราฟเป็นตาราง

สุดท้ายก็เอาทั้งหมดมาเขียนรวมกันเป็นเล่ม ตอบคำถามที่เราตั้งไว้ตอนแรกให้ได้ ว่าไอ้ที่เราทำไปเนี่ยมันจริงมั้ย สรุปแล้วมันแก้ปัญหาได้รึเปล่า บางทีผลมันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนโลกอะไรหรอก แต่มันคือการพิสูจน์ไอเดียของเราอย่างเป็นระบบ อย่างน้อยๆ งานของผมก็ทำให้ครูที่ปรึกษาผมลองเอาเกมไปใช้ในห้องจริงๆ แค่นั้นก็รู้สึกว่าที่ทำมาทั้งหมดมันมีความหมายแล้ว

แบบแผนการวิจัยคืออะไร

แบบแผนการวิจัย... อืม มันคืออะไรกันนะ บางทีก็คิดไปเรื่อย ๆ กลางดึกแบบนี้ มันก็คือ กรอบงาน หนึ่งนั่นแหละ ที่จะบอกว่าเราจะทำอะไรกับเรื่องที่เราสนใจ เหมือนเป็น แนวทาง ที่เราวางไว้ตั้งแต่แรกว่าจะก้าวไปทางไหน

แต่แปลกนะ มันไม่เคยอยู่กับที่หรอก เหมือนชีวิตเรานั่นแหละ มัน เปลี่ยนแปลง ไปเรื่อย ๆ ได้ มัน พัฒนา ได้ตลอดเวลาที่เราลงมือทำ ไม่ใช่ของตายตัวเลย

บางทีมันก็เป็นแค่ โครงร่าง ที่เราเขียนไว้คร่าวๆ อาจจะเป็นแค่ คำบรรยาย ย่อๆ หรือบางทีก็เป็น แผนผังภาพ ง่ายๆ ที่ช่วยให้เราเห็นภาพทั้งหมดในหัว หรืออาจจะแค่ เส้นเวลา ที่บอกว่าเมื่อไหร่จะทำอะไรเท่านั้นเอง

ส่วนประกอบของมัน... ก็มีอะไรหลายอย่างนะ ลองนึกดูดีๆ

  • หัวข้อวิจัย คือสิ่งที่เราอยากรู้จริงๆ นั่นแหละ
  • วัตถุประสงค์ ทำไปเพื่ออะไร อยากได้คำตอบแบบไหนกันแน่
  • ระเบียบวิธีวิจัย เราจะค้นคว้าหาคำตอบด้วยวิธีไหนนะ ต้องทำยังไง
  • กลุ่มเป้าหมาย เราจะไปเก็บข้อมูลจากใคร จากตรงไหนบ้าง
  • เครื่องมือวิจัย เราจะใช้อะไรในการเก็บข้อมูลเหล่านั้น
  • การวิเคราะห์ข้อมูล ได้มาแล้วจะดูมันยังไงให้เข้าใจทั้งหมด
  • ระยะเวลา จะใช้เวลาทำนานเท่าไหร่กันนะ จะจบเมื่อไหร่
  • ผลที่คาดหวัง ทำเสร็จแล้วจะได้อะไรกลับมาบ้าง เราหวังอะไรจากมัน

วิธีวิจัยทางการศึกษามีกี่แบบ

วิธีวิจัยทางการศึกษา ถ้าแบ่งตามระเบียบวิธีวิจัยนะ มันก็มี 3 แบบหลักๆ

แต่การวิจัยทุกอย่างมันก็ต้องมีขั้นตอนของมันปะ ยึดตามหลักวิทยาศาสตร์นั่นแหละ มีลำดับขั้นชัดเจน ทำมั่วๆ ไม่ได้

แล้ว 3 แบบที่ว่ามันคืออะไรบ้างนะ คือแบบนี้

  • การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ (Historical Research)
  • การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research)
  • การวิจัยเชิงบรรยาย (Descriptive Research)

บางทีก็สับสนกับแบบที่แบ่งตามประโยชน์การใช้... อันนั้นมันมีวิจัยพื้นฐาน วิจัยประยุกต์... คนละเรื่องกันเลย

เชิงประวัติศาสตร์นี่คือการหาความจริงจากอดีตล้วนๆ เลย วิเคราะห์เอกสาร หลักฐาน บันทึกเก่าๆ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่มีการควบคุมตัวแปรอะไรทั้งนั้น

ส่วน การวิจัยเชิงทดลอง นี่แหละคือหัวใจเลย คือการหาเหตุและผล มีการจัดกระทำกับตัวแปรต้น เพื่อดูผลที่เกิดกับตัวแปรตาม ต้องมีกลุ่มควบคุม กลุ่มทดลองนะสำคัญมาก

สุดท้ายคือเชิงบรรยาย อันนี้แค่บรรยายสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ไม่ได้หาเหตุผล แค่บอกว่า 'อะไร เป็นอย่างไร' ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น การสำรวจความคิดเห็น การศึกษาสภาพปัญหาปัจจุบัน จริงๆๆ

รูปแบบการวิจัย (Research Design) มีอะไรบ้าง

รูปแบบการวิจัยหลักๆ ก็จะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ การวิจัยแบบทดลอง (Experimental Research) กับ การวิจัยแบบสังเกต (Observational Research) ครับ

การวิจัยแบบทดลอง เนี่ย จุดเด่นคือเราเข้าไป กำหนดหรือควบคุม สิ่งที่เราสนใจศึกษาได้เลย เช่น เราอยากดูว่ายาตัวใหม่เนี่ย มันช่วยให้คนไข้หายเร็วขึ้นไหม เราก็จะเป็นคน กำหนด เลยว่าใครจะได้ยาตัวนี้ (เรียกว่ากลุ่มทดลอง) ใครไม่ได้ (กลุ่มควบคุม) เป็นการ แทรกแซง (Intervention) เข้าไปในสถานการณ์เพื่อดูผลลัพธ์โดยตรง

ส่วน การวิจัยแบบสังเกต อันนี้ก็จะตรงข้ามกัน เราจะ ไม่ได้ไปกำหนดอะไร ครับ ทำหน้าที่แค่ เฝ้าสังเกต สิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือตามปัจจัยที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว โดย ไม่มีการกำหนดปัจจัยเสี่ยง (Exposure) หรือ สิ่งแทรกแซง (Intervention) จากผู้วิจัยเลย ตัวอย่างเช่น เราอยากรู้ว่าคนที่สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่าคนไม่สูบไหม เราก็แค่ไป สังเกต กลุ่มคนที่สูบ กับกลุ่มที่ไม่สูบ แล้วดูว่าใครเป็นมะเร็งปอดมากกว่ากัน โดยที่เราไม่ได้ไปบอกให้ใครเริ่มสูบหรือไม่สูบ

จริงๆ แล้ว การวิจัยแบบสังเกต มันก็มีหลายย่อยไปอีกนะ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองย้อนหลังหรือมองไปข้างหน้า หรือเก็บข้อมูลแบบไหน

  • การวิจัยแบบตัดขวาง (Cross-sectional Study): อันนี้จะเหมือนถ่ายรูป ณ จุดเวลาหนึ่ง คือเก็บข้อมูลทั้งปัจจัยที่สนใจ (เช่น พฤติกรรม) และผลลัพธ์ (เช่น การเกิดโรค) ในเวลาเดียวกัน มันจะบอกได้แค่ว่าสองอย่างนี้มีความสัมพันธ์กันหรือเปล่า แต่บอกไม่ได้ว่าอะไรเกิดก่อนอะไร
  • การวิจัยแบบไปข้างหน้า (Cohort Study): เหมือนตามติดชีวิตกลุ่มคนไปเรื่อยๆ เราคัดเลือกกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่างกัน (เช่น คนสูบบุหรี่ กับ คนไม่สูบบุหรี่) แล้ว ติดตามไปในอนาคต ดูว่าใครจะเกิดผลลัพธ์ที่เราสนใจ (เช่น เป็นมะเร็งปอด) มากกว่ากัน วิธีนี้จะบอกความสัมพันธ์เชิงสาเหตุได้ดีกว่าแบบตัดขวาง
  • การวิจัยแบบย้อนหลัง (Case-control Study): อันนี้จะเริ่มจากผลลัพธ์ก่อน คือเรามีกลุ่มคนที่เป็นโรคแล้ว (กลุ่มผู้ป่วย) กับกลุ่มคนที่ไม่เป็นโรค (กลุ่มควบคุม) แล้วค่อย ย้อนกลับไปดูในอดีต ว่าปัจจัยเสี่ยงที่สนใจมันมีความแตกต่างกันในสองกลุ่มนี้ไหม เหมาะกับโรคที่หายาก หรือใช้เวลานานกว่าจะเกิด

ส่วน การวิจัยแบบทดลอง ที่บอกไปตอนแรก มันก็จะมีละเอียดกว่านั้นอีกนะ

  • การทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomized Controlled Trial - RCT): อันนี้คือระดับสุดยอดของการวิจัยแบบทดลองเลย เพราะเราจะ สุ่ม เอาคนเข้าร่วมการทดลอง แล้วก็ สุ่ม ด้วยว่าจะให้เข้ากลุ่มไหน (กลุ่มทดลอง หรือกลุ่มควบคุม) เพื่อลดอคติ (bias) ให้มากที่สุด ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (gold standard) ในการพิสูจน์ประสิทธิภาพของสิ่งต่างๆ เช่น ยา หรือการรักษาใหม่ๆ

การเลือกใช้รูปแบบการวิจัยมันก็ขึ้นอยู่กับคำถามวิจัยของเราแหละ ว่าอยากรู้อะไรแค่ไหน แค่เห็นความสัมพันธ์ หรืออยากพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลจริงๆ บางทีการสุ่มมันทำไม่ได้ หรือไม่เหมาะสม เราก็ต้องเลือกวิธีอื่นไปนะ มันก็เหมือนเครื่องมือแหละ เราต้องเลือกให้ถูกกับงานถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

แบบแผนการวิจัยมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

แบบแผนการวิจัย? มันมีหลายแบบนะ แบบที่เจอประจำๆ เลยก็มี 4 แบบหลักๆ นี่แหละ

  1. แบบแผนการทดลองขั้นต้น (Pre-experimental research design): อันนี้ง่ายสุดเหมือนลองๆ ดูก่อนอะ ยังไม่ค่อยเป๊ะเท่าไหร่ เช่น วัดอะไรสักอย่าง แล้วไปทำอะไรสักอย่าง แล้ววัดอีกที วัดก่อนทำกับวัดหลังทำ แค่นั้นเอง ยังไม่มีกลุ่มควบคุมอะไรหรอก

  2. แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True experimental research design): อันนี้แหละของจริง! ต้องมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างเข้ากลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มที่แท้จริง เลยนะ แล้วก็มีการให้สิ่งที่เราอยากทดสอบกับกลุ่มทดลองเท่านั้น ถึงจะวัดผลได้แม่นยำ

  3. แบบแผนการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design): อันนี้คล้ายๆ แบบทดลองแท้จริงแหละ แต่ ไม่มีการสุ่ม เข้ากลุ่มน่ะสิ อาจจะใช้กลุ่มที่มีอยู่แล้วมาทำเลย เช่น เอาห้องเรียนนี้ไปทดลอง อีกห้องเรียนเป็นกลุ่มควบคุม เพราะบางทีเราสุ่มไม่ได้ไง

  4. แบบแผนการวิจัยแบบไม่ทดลอง (Non-experimental research design): อันนี้คือไม่ได้ไปยุ่งอะไรกับตัวแปรเลยอะ แค่สังเกต เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เลย เช่น ทำแบบสำรวจ ถามความเห็น แค่นั้นเอง ไม่มีการจัดกระทำ ตัวแปรอะไรทั้งสิ้น

  • สรุปง่ายๆ: แบบทดลองแท้จริงคือ ที่สุดของการควบคุม กึ่งทดลองก็พอได้แต่ไม่มีสุ่ม แบบต้นๆ ก็ดูๆ ไป ส่วนไม่ทดลองก็สังเกตการณ์เฉยๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • Pre-experimental เนี่ยมันมีหลายแบบย่อยอีกนะ เช่น One-shot case study, One-group pretest-posttest design, Static-group comparison อันนี้จะวัดความแม่นยำได้น้อยหน่อย
  • True experimental ต้องการการสุ่ม (Randomization) ที่ชัดเจน ถึงจะเรียกว่า "แท้จริง" ได้
  • Quasi-experimental เหมาะกับสถานการณ์จริงที่เรา ไม่สามารถสุ่ม กลุ่มได้ เช่น ในโรงเรียน หรือในองค์กร
  • Non-experimental นี่ก็มีหลายแบบอีก เช่น Descriptive research (บรรยาย), Correlational research (หาความสัมพันธ์), Causal-comparative research (เปรียบเทียบเหตุ) พวกนี้ก็เก็บข้อมูลเยอะแยะไปหมด

แบบแผนการวิจัยมีกี่แบบ

แบบแผนการวิจัยมี 4 แบบ นะ

  1. แบบแผนการทดลองขั้นต้น (Pre-experimental research design) อันนี้มันเหมือนการดูผลลัพธ์คร่าวๆ ก่อน ยังไม่เป๊ะมาก
  2. แบบแผนการวิจัยเชิงทดลองที่แท้จริง (True experimental research design) อันนี้แหละ ใช่เลย ควบคุมทุกอย่างได้ดี ตัวแปรเป๊ะ
  3. แบบแผนการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research design) คล้ายๆ แบบทดลองจริง แต่มีข้อจำกัดนิดหน่อย
  4. แบบแผนการวิจัยแบบไม่ทดลอง (Non-experimental research design) อันนี้ไม่ต้องทดลองเลย สังเกตการณ์อย่างเดียว

เพิ่มเติม

  • Pre-experimental มันง่ายสุด แต่ความน่าเชื่อถือต่ำสุด มักจะใช้แค่ดูแนวโน้ม
  • True experimental คือ มาตรฐานทองคำ ของการทดลองจริงๆ มีการสุ่มกลุ่มทดลอง ควบคุมตัวแปรได้ดีเยี่ยม
  • Quasi-experimental จะมีประโยชน์มากเวลาทำในสถานการณ์จริงที่ควบคุมทุกอย่างไม่ได้ เช่น ในโรงเรียน หรือโรงพยาบาล
  • Non-experimental นี่ก็มีหลายแบบย่อยอีกนะ เช่น การสำรวจ (survey) การวิจัยเชิงพรรณนา (descriptive research) หรือการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (correlational research)

จำง่ายๆ ก็คือ

  • ก่อนทดลอง (Pre-experimental)
  • ทดลองจริง (True experimental)
  • กึ่งๆ ทดลอง (Quasi-experimental)
  • ไม่ทดลองเลย (Non-experimental)

แบบที่ 4 นี่แหละที่ เห็นบ่อยสุด ในชีวิตประจำวันเลยนะ พวกแบบสำรวจความเห็น หรือการดูว่าอะไรสัมพันธ์กับอะไร

รูปแบบการวิจัยมีกี่รูปแบบ อะไรบ้าง

  • การศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study) เนี่ย... มันเหมือนเราเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษเลยนะ.

  • แบบสำรวจ (Survey Design) อันนี้ก็เหมือนการไปถามคนเยอะๆ เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากรู้.

  • แบบทดลอง (Experimental design) ส่วนอันนี้จะเหมือนเราลองทำอะไรสักอย่าง แล้วก็ดูผลที่ตามมา.

  • ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • การศึกษาเฉพาะกรณี: เน้นการทำความเข้าใจอย่างละเอียดเกี่ยวกับปรากฏการณ์หนึ่งๆ หรือกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในบริบทจริง. เราจะลงไปดูเบื้องหลัง สภาพแวดล้อม และปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรง.
    • แบบสำรวจ: เป็นการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนมาก เพื่อหาความสัมพันธ์ หรือแนวโน้มของสิ่งที่เราสนใจ. มักจะใช้แบบสอบถาม หรือการสัมภาษณ์.
    • แบบทดลอง: เป็นการศึกษาที่ควบคุมตัวแปรต่างๆ เพื่อดูว่าอะไรส่งผลต่ออะไร. นักวิจัยจะจัดสภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ เพื่อทดสอบสมมติฐาน.

แผนการดําเนินงานวิจัยคืออะไร

แผนการดำเนินงานวิจัย… มันก็เหมือนเราจะสร้างบ้านสักหลังน่ะ ต้องคิดก่อนว่าจะสร้างยังไง ใช้อะไรบ้าง ใช้วัสดุอะไรถึงจะดีที่สุด ให้บ้านเราแข็งแรงมั่นคง ตอบโจทย์ที่เราอยากได้จริงๆ

มันคือการวางแผนทั้งหมดเลยนะ ตั้งแต่ต้นจนจบ ว่าเราจะหาคำตอบให้เรื่องที่เราสงสัยได้ยังไง จะใช้วิธีไหนเก็บข้อมูล แล้วจะเอาข้อมูลนั้นมาวิเคราะห์ยังไง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ ไม่มั่วซั่ว

  • โครงสร้างปัญหา: เราอยากรู้อะไรกันแน่? ปัญหาของเรามันคืออะไร?
  • การวางแผนตรวจสอบ: แล้วเราจะพิสูจน์หรือจะหาคำตอบให้ปัญหานี้ด้วยวิธีไหน? ใช้ข้อมูลแบบไหน?
  • การผสมผสาน: เอาทฤษฎีที่เรามี ความคิดของเรา ข้อมูลที่เราหาได้ แล้วก็วิธีการที่เราจะทำทั้งหมดเนี่ย มามัดรวมกันให้เป็นรูปเป็นร่าง

จริงๆ มันก็เหมือนกับเรากำลังวางแผนว่าจะเดินทางไปไหนสักที่น่ะ เราต้องรู้ว่าเราจะไปไหน (วัตถุประสงค์) เส้นทางไหนจะเร็วที่สุด (วิธีการวิจัย) ระหว่างทางต้องแวะไหนบ้าง (เก็บข้อมูล) แล้วถึงที่หมายแล้วจะทำอะไรต่อ (วิเคราะห์ผล)

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • แบบแผนการวิจัย เป็นส่วนสำคัญมากในงานวิจัย เพราะถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี ผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่ตรงกับที่คาดหวัง หรืออาจจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ผิดพลาดได้
  • มีหลายแบบ แตกต่างกันไปตามลักษณะของงานวิจัย เช่น งานวิจัยเชิงปริมาณ (เน้นตัวเลข สถิติ) งานวิจัยเชิงคุณภาพ (เน้นความเข้าใจเชิงลึก) หรืองานวิจัยแบบผสมผสาน
  • เป้าหมายหลัก คือการทำให้กระบวนการวิจัยเป็นไปอย่างมีระบบ ชัดเจน และนำไปสู่ข้อสรุปที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้.