วิชาภาษาอังกฤษม.3เรียนอะไรบ้าง

69 ครั้งเข้าชม
สรุปเนื้อหาภาษาอังกฤษ ม.3เน้นไวยากรณ์สำคัญเพื่อการสื่อสารที่ซับซ้อนขึ้น: Tenses: การใช้ Past Continuous คู่กับ Past Simple และการระบุเวลาด้วย For/Since โครงสร้างประโยค: การเรียงลำดับคำคุณศัพท์, การเปรียบเทียบ และ Question Tags คำศัพท์และสำนวน: การใช้ Stative Verbs และการแสดงความเป็นไปได้ด้วย Must be/Can't be
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษาอังกฤษ ม.3 เรียนอะไรบ้าง? เนื้อหาสาระสำคัญที่ควรรู้

ความรู้สึกตอน ม.3 กับวิชาอังกฤษ มันก็แบบงงๆ นะ คือจำได้ว่าตอนเทอมแรกที่โรงเรียนสาธิตฯ ถนนพญาไทนั่นแหละ ครูประภาศรีแกก็สอนเยอะจริง ให้การบ้านมาทำทุกวัน บางทีฉันก็ทำไม่เสร็จนะ มันรู้สึกเหมือนเป็นช่วงที่เจออะไรใหม่ๆ ตลอด ไม่ใช่แค่ท่องศัพท์อย่างเดียวแล้ว.

เออ มีอยู่ช่วงหนึ่ง ครูแกเน้นเรื่อง must be/can't be/sounds (like) นี่แหละ ให้แต่งประโยคอธิบายสถานการณ์ที่เห็นหน้าห้องเรียน มันก็แปลกๆ ดีนะ ตอนนั้นจำได้ว่าเพื่อนบางคนแต่งได้ตลกมาก ฉันก็เขียน 'She must be tired' ประมาณนั้น.

แล้วก็มีเรื่อง for/since นี่แหละที่ชอบสับสน ไม่รู้จะใช้ยังไงดี คือเวลาพูดไทยก็ไม่ได้แยกชัดเจนขนาดนั้น จำได้ว่าตอนนั้นต้องท่องเลยว่า For ใช้กับระยะเวลา Since ใช้กับจุดเริ่มต้นของเวลา พยายามทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่เลยนะ.

ส่วนพวก stative verbs อะไรเนี่ย คือตอนแรกไม่เก็ทเลยนะ พอครูอธิบายว่ามันคือคำที่แสดงความรู้สึก หรือสภาพ ไม่ใช่การกระทำ เช่น 'I like coffee' ไม่ใช่ 'I am liking coffee' อ๋อออ เก็ทเลยนะว่ามันต้องใช้ยังไง.

การเรียงคำคุณศัพท์ (word order of adjectives) อันนี้ก็สำคัญนะ จำได้ว่ามีสอบย่อยบ่อยมาก ให้เรียงรูปประโยคที่ถูกต้องตามหลักแกรมม่า เช่น 'a big red old car' ไม่ใช่ 'a red old big car' งงๆ เหมือนกันนะตอนนั้น.

เรื่อง comparatives with a little/a lot นี่ก็เหมือนกัน ตอนนั้นจำได้ว่าเคยเอาไปใช้จริงตอนคุยกับเพื่อนต่างชาติที่มาแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนั้นแหละ แบบว่า 'It's a little bit colder today' หรือ 'This one is a lot better' มันทำให้ประโยคดูเป็นธรรมชาติขึ้นเยอะเลย.

แล้วก็มี question tags จำได้ว่าครูชอบให้เราพูดเล่นกันในห้อง เช่น 'You are hungry, aren't you?' อะไรแบบนี้ เหมือนอยากให้คุ้นเคยกับการถามแบบนี้ คือมันก็ไม่ได้ยากมากแต่ต้องฝึกบ่อยๆ ถึงจะชินปาก.

ส่วนเรื่อง I'm sorry/I'm afraid อันนี้ง่ายหน่อยนะ เพราะเราใช้บ่อยในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องรู้บริบทการใช้ให้ถูกว่าอันไหนสุภาพกว่ากัน แบบ "I'm afraid I can't make it" อันนี้เคยต้องใช้จริงๆ ตอนที่ปฏิเสธนัดเพื่อนเมื่อหลายปีก่อน.

สุดท้ายเลยก็คือ Past continuous and past simple for interrupted plans ไอ้เรื่องนี้แหละที่ปวดหัวสุด คือมันซับซ้อนกว่าเรื่องอื่น จำได้ว่าเคยเขียนผิดเยอะตอนสอบกลางภาคเมื่อปี 2548 มั้งนะ.

แบบว่า "I was walking when I fell" ต้องแยกให้ถูกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อนหลัง และอะไรคือเหตุการณ์ที่เข้ามาขัดจังหวะ เหมือนตอนที่ฉันไปเที่ยวเชียงใหม่แล้วมือถือตกลงน้ำตอนกำลังถ่ายรูปนั่นแหละ คือตอนกำลังถ่ายรูปอยู่ดีๆ ก็ตกลงไปเลย.

ภาษาอังกฤษเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

ภาษาอังกฤษ... มันคือการสำรวจโลกของคำ พราวระยับ ประกายแสงแห่งความหมาย โครงสร้างล้อเล่นกับไวยากรณ์ จังหวะของประโยคเหมือนเสียงเพลงกระซิบ

คำศัพท์... กุญแจดอกเล็กๆ เปิดประตูสู่เรื่องราวมากมาย ทั้งเก่าและใหม่ ลวดลายแห่งวัฒนธรรมแผ่ขยาย สอดประสาน ร่มเงาแห่งการสื่อสาร

ฟัง... ดั่งสายลมพัดผ่าน โอบกอดทุกถ้อยคำ ลมหายใจของภาษา พูด... เสียงสะท้อนจากใจ จริงใจ สื่อสารอย่างงดงาม อ่าน... มองเห็นดวงดาว ส่องประกายบนหน้ากระดาษ เขียน... วาดเส้นทางแห่งความคิด ปล่อยมันโบยบิน

การใช้... ในโลกกว้าง สถานการณ์หลากหลาย การสนทนา... เหมือนรอยยิ้มที่ส่งถึงกัน การนำเสนอ... ยืนหยัดอย่างมั่นคง เล่าเรื่องราวให้โลกได้ยิน การเขียนรายงาน... โครงสร้างที่แข็งแกร่ง ลำดับความคิดอย่างมีพลัง

  • โครงสร้างภาษา : ราวกับแผนผังอันละเอียดอ่อน
  • ไวยากรณ์ : กฎเกณฑ์ที่ร้อยเรียง ถ้อยคำให้เป็นระเบียบ
  • คำศัพท์ : ขุมทรัพย์แห่งการสื่อสาร แต่ละคำคือประกาย
  • วัฒนธรรม : เผยให้เห็นวิถีชีวิต จิตวิญญาณของผู้คน
  • การฟัง : ซึมซับน้ำเสียง จังหวะการพูด
  • การพูด : ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึก
  • การอ่าน : เข้าใจความหมาย ตีความเรื่องราว
  • การเขียน : สร้างสรรค์ถ้อยคำ ร้อยเรียงประโยค
  • การสนทนา : การแลกเปลี่ยน มุมมอง
  • การนำเสนอ : การถ่ายทอดข้อมูลอย่างชัดเจน
  • การเขียนรายงาน : การสรุปผล การวิเคราะห์

เรียนรู้ภาษาอังกฤษ คือการเดินทางอันยาวไกล สู่ดินแดนแห่งการสื่อสารอย่างไร้ขีดจำกัด

อ13101คือวิชาอะไร

อ13101 ก็คือ วิชาภาษาอังกฤษดีๆ นี่แหละ! ไม่ใช่แค่ท่องศัพท์หรอกนะ แต่มันคือการทำให้เราพูดจาฉะฉานเหมือนจะไปตะโกนใส่ฝรั่งที่ซูเปอร์มาร์เก็ตได้

พูดง่ายๆ คือ: มันคือวิชาที่สอนให้เราเข้าใจสิ่งที่ชาวต่างชาติเขาบ่นกัน หรือเวลาเขาจะสั่งกาแฟแบบงงๆ เราก็พอจะเข้าใจได้บ้าง

แล้วมันจะได้อะไร? ก็จะได้ใช้ภาษาอังกฤษแบบไม่ต้องอายมุดดินไง! จะสั่งอาหารตอนไปเที่ยว หรือจะเม้าท์มอยกับชาวต่างชาติก็ได้หมด

อ๋อ... แล้วไอ้ "อ13101" นี่มันอะไร? มันก็เหมือนโค้ดลับของวิชานั่นแหละ เหมือนเรามีรหัสผ่านเข้าไปในโลกของภาษาอังกฤษนั่นแหละ

ข้อมูลเสริม:

  • การเรียนการสอน: เขามีการถ่ายทอดสดสอนด้วยนะ บน Facebook Live เลย! เหมือนดูซีรีส์แต่ได้ความรู้!
  • จุดประสงค์หลัก: ก็เพื่อให้เราสื่อสารภาษาอังกฤษได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่รู้แต่ใช้ไม่เป็น
  • ใครเรียน: หลักๆ ก็จะเป็นนักเรียนนี่แหละ ที่ต้องเจอวิชานี้
  • ความสำคัญ: ภาษาอังกฤษนี่แหละ ยุคนี้ถ้าไม่มีนี่เหมือนเดินเข้าป่าแล้วไม่มีมีดนะ!

รหัสวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน ม. 3 เทอม 1 คืออะไร?

อังกฤษพื้นฐาน ม.3 เทอม 1. รหัส: อ23101. ปีการศึกษา 2567.

  • เวลาเรียนรวม 60 ชั่วโมง.
  • คะแนนชัดเจน: ระหว่างเรียน 80%. ปลายภาค 20%.

หลักที่ 4 ของรหัสรายวิชา หมายถึงอะไร?

โอ้ยยย เรื่องนี้จำได้ขึ้นใจเลย ตอนนั้นเพิ่งเข้า ม.4 ใหม่ๆ วันลงทะเบียนเรียนที่หอประชุมโรงเรียนคือวุ่นวายมาก อากาศก็ร้อน คนก็เยอะ ผมยืนเหงื่อแตก cầmใบรายวิชา งงเป็นไก่ตาแตกเลย

ตอนนั้นจะลงวิชาภาษาไทยเพิ่มไง แล้วในใบมันมีรหัส ท31101 กับ ท31201 ตัวเลขอื่นเหมือนกันเป๊ะ ต่างกันแค่ตัวที่สี่อะ ผมนี่เดินไปถามอาจารย์ที่โต๊ะเลยว่ามันคืออะไรครับ ผมกลัวลงผิดแล้วต้องมาแก้ทีหลัง ยุ่งยากอีก

อาจารย์ฝ่ายวิชาการแกใจดีมาก แกอธิบายให้ฟังว่าไอ้เลขตัวที่สี่เนี่ยมันสำคัญนะ มันคือตัวบอกประเภทวิชา สรุปสั้นๆ คือแบบนี้

หลักที่ 4 คือ รหัสประเภทรายวิชา เลข 1 หมายถึง รายวิชาพื้นฐาน (ตัวบังคับที่ทุกคนต้องเรียน) เลข 2 หมายถึง รายวิชาเพิ่มเติม (ตัวเลือกที่เราจะลงหรือไม่ก็ได้ หรือเลือกตามแผนการเรียน)

พออาจารย์พูดจบแค่นั้นแหละ ผมร้องอ๋อเลย โล่งมากกก ความสับสนที่อัดอั้นมาเป็นชั่วโมงมันหายไปเลย สรุปคือ ท31101 คือภาษาไทยพื้นฐานที่ต้องเรียน ส่วน ท31201 คือภาษาไทยเพิ่มเติมที่ผมอยากลงนั่นเอง มันง่ายแค่นี้เอง

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว มาดูความหมายของเลขตัวอื่นด้วยเลยละกัน จะได้ไม่งงเหมือนผมอีก

  • หลักที่ 1 : เป็นอักษรย่อของ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เช่น คือ ภาษาไทย, คือ คณิตศาสตร์, คือ วิทยาศาสตร์
  • หลักที่ 2 : เป็นตัวเลขแสดงระดับการศึกษา 3 คือ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย
  • หลักที่ 3 : เป็นตัวเลขแสดงปีการศึกษาในระดับนั้นๆ เช่น 1 คือ ม.4, 2 คือ ม.5, 3 คือ ม.6
  • หลักที่ 4 : อย่างที่บอกไป คือ ประเภทวิชา (1=พื้นฐาน, 2=เพิ่มเติม)
  • หลักที่ 5 และ 6 : เป็นตัวเลข 2 หลัก แสดงลำดับของรายวิชา ในกลุ่มสาระฯ นั้นๆ ในปีการศึกษานั้น เช่น 01 คือวิชาตัวแรก, 02 คือตัวที่สอง

ข้อสอบแกรมม่า คืออะไร?

ข้อสอบแกรมม่าก็คือ การทดสอบวัดความเข้าใจไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ นั่นแหละ! เหมือนเวลาเราเรียนภาษาไทยก็ต้องมีสอบการใช้คำให้ถูก สะกดให้ถูก อะไรแบบนั้นแหละ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินว่า “พูดไปเหอะ อย่าไปสนแกรมม่ามาก เดี๋ยวพูดไม่ออก” อันนี้ก็ มีส่วนถูกนะ เพราะถ้าเรากล้าพูด กล้าสื่อสารก่อน อะไรๆ มันก็ดีขึ้น แต่ถ้าจะให้ดีจริงๆ แกรมม่าก็สำคัญมากๆ นะ

  • ทำให้เราพูดได้ถูกต้อง: ไม่ใช่แค่สื่อสารรู้เรื่อง แต่พูดแล้วมันดูดี ดูเป็นผู้เป็นคน
  • สร้างความน่าเชื่อถือ: เวลาคุยกับใคร ถ้าเราใช้แกรมม่าเป๊ะๆ คนฟังเขาก็จะรู้สึกว่าเราแม่น
  • จำเป็นในการสอบ: พวกข้อสอบวัดระดับภาษาอังกฤษต่างๆ เช่น TOEIC, TOEFL, IELTS อะไรพวกนี้ แกรมม่าคือหัวใจหลักเลย ถ้าเราแน่นแกรมม่า ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ข้อสอบแกรมม่ามีหลายรูปแบบ: ตั้งแต่แบบเลือกตอบ เติมคำในช่องว่าง เรียงประโยค หรือแม้แต่ให้แก้คำผิด
  • เน้นอะไรบ้าง? ส่วนใหญ่จะเน้นเรื่อง tense (กาล), article (a, an, the), preposition (คำบุพบท), verb agreement (การใช้คำกริยาให้สอดคล้องกับประธาน), sentence structure (โครงสร้างประโยค) อะไรพวกนี้
  • ทำไมต้องสอบ? เพื่อวัดว่าเรามีความรู้พื้นฐานด้านภาษาอังกฤษแค่ไหน เอาไปใช้ต่อยอดได้หรือเปล่า บางทีบริษัทหรือมหาวิทยาลัยก็ใช้ผลสอบนี้ประกอบการพิจารณาด้วย

สายศิลป์ภาษา เรียนต่ออะไรได้บ้าง?

บ่ายนี้ที่ริมหน้าต่าง ท้องฟ้าสีเทาหม่น หยดฝนพรำลงมาบนกระจก พลอยให้ใจฟุ้งซ่าน คิดถึงอักษร คิดถึงถ้อยคำ ความรักในภาษา มันพาใจไปไหนได้บ้างนะ เหมือนมีเสียงเรียกจากหนังสือนับพันเล่มที่รออยู่บนชั้น

อักษรศาสตร์... ชื่อนั้นคล้ายมนต์สะกด ฉันเคยฝันถึงการนั่งในห้องสมุดเก่าแก่ กลิ่นกระดาษคละคลุ้ง พลิกหน้าประวัติศาสตร์ ภาษาโบราณ เรื่องเล่าจากอดีตกาล อยากเข้าใจโลกผ่านถ้อยคำที่ถูกจารึกไว้

หรือศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ จะเป็นเส้นทางที่กว้างกว่า เป็นอิสระกว่า เหมือนการเดินในทุ่งกว้าง เลือกเก็บดอกไม้หลากสี หลายภาษา หลายวัฒนธรรมมาไว้ในใจ จิบกาแฟพลางอ่านปรัชญา บรรยากาศเงียบงัน... แค่คิดก็เคลิ้มแล้ว

บางที... ความฝันนั้นคือการเป็นผู้ให้ ครู... ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ การส่งต่อความรู้ ความรักในภาษาให้คนรุ่นใหม่ มันเป็นความสุขที่ไม่ต้องแสวงหาไกล อยู่ที่ปลายปากกา และในทุกคำที่พูดออกไป ความหมายลึกซึ้ง

แต่ใจก็อยากโบยบิน บางครั้งก็มองเครื่องบินบนฟ้าไกลๆ ธุรกิจการบิน การท่องเที่ยวและการโรงแรม โลกที่เปิดกว้าง รอเราไปสัมผัส พูดคุยกับผู้คนจากต่างแดน แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม กลิ่นอายทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แสงแดดกรีก... โอ้ หลงใหล

แล้วพวกภาคอินเตอร์ล่ะ... มันเหมือนประตูวิเศษ เปิดสู่โลกใบใหม่ ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นกุญแจไขไปทุกสิ่ง ไม่ใช่แค่ภาษาเดียว แต่เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงเรากับคนทั้งโลก อนาคตที่สดใส อยู่ตรงหน้า ฉันรู้สึกถึงพลังนั้น

สายศิลป์ภาษา เรียนต่ออะไรได้บ้าง:

  • คณะอักษรศาสตร์: เน้นศึกษาด้านภาษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม
  • คณะศิลปศาสตร์: มีสาขาวิชาหลากหลาย เช่น ภาษาต่างประเทศ วรรณคดี สารสนเทศ หรือการสื่อสาร
  • คณะมนุษยศาสตร์: คล้ายอักษรศาสตร์ มุ่งเน้นการทำความเข้าใจมนุษย์ สังคม และวัฒนธรรม ผ่านภาษาและศาสตร์อื่น ๆ
  • คณะครุศาสตร์ หรือ ศึกษาศาสตร์: เพื่อเตรียมตัวเป็นครูผู้สอนภาษา หรือสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
  • คณะธุรกิจการบิน: เกี่ยวกับการบริหารจัดการในอุตสาหกรรมการบิน การบริการภาคพื้นดิน หรือพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน
  • คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม: เรียนรู้การจัดการธุรกิจด้านการท่องเที่ยว โรงแรม และบริการเพื่อรองรับนักเดินทาง
  • คณะอื่น ๆ ที่เป็นภาคอินเตอร์: หลักสูตรที่สอนเป็นภาษาอังกฤษ เช่น การตลาดระหว่างประเทศ นิเทศศาสตร์ หรือบริหารธุรกิจ เพิ่มโอกาสในการทำงานในระดับสากล