เทคนิค SQ 3R r1 คืออะไร
เทคนิค SQ3R คืออะไร? วิธีการอ่านหนังสือให้เข้าใจ
คือแบบนี้ จำได้ตอนเรียนมหาลัยปี 2 วิชาปรัชญาตะวันตก อาจารย์แกแนะนำ SQ3R อ่ะ มันคือ Survey, Question, Read, Recite, Review ไง จำได้ไม่ค่อยแม่นเท่าไหร่ แต่หลักๆคือแบบนี้แหละ
ก่อนอ่าน เราต้อง Survey ก่อน พลิกดูสารบัญ หัวข้อใหญ่ๆ ดูภาพประกอบ อะไรทำนองนั้น เพื่อให้รู้โครงสร้างใหญ่ๆก่อน ไม่งั้นอ่านไปก็งงไป
ต่อมา Question ตั้งคำถามกับตัวเอง จากหัวข้อที่อ่าน ว่าเราจะได้อะไรจากบทนี้นะ ประมาณนี้ ช่วยให้โฟกัสได้ดีขึ้น
Read ก็อ่านตามปกติแหละ แต่จะเน้น เพราะมี Question เป็นตัวนำทาง อ่านแล้วก็พยายามเชื่อมโยง กับสิ่งที่เราสงสัย จำได้ว่า ตอนนั้นใช้เวลาอ่านนานกว่าปกติ แต่เข้าใจมากกว่าเดิมเยอะเลย
Recite ส่วนนี้สำคัญ จำได้ว่า ฉันจะสรุปในหัว หรือบางทีก็เขียน สิ่งที่อ่านไป เป็นการทดสอบตัวเองไปในตัว ว่าจำได้แค่ไหน
Review ก็ทบทวน สิ่งที่อ่าน อาจจะอ่านซ้ำ หรือสรุปอีกที ก็ได้ จำได้ว่า ตอนสอบ ได้คะแนนวิชาปรัชญาสูงมาก เพราะใช้เทคนิคนี้ ตอนนั้น ประมาณปี 2560 มั้ง ที่เรียน ที่จุฬาฯ เอง
สรุปคือ มันช่วยได้จริงนะ แต่ต้องขยัน อ่านแล้วก็ต้องทบทวน ไม่ใช่แค่ผ่านๆ ลองดูสิ รับรองว่า อ่านหนังสือได้เข้าใจขึ้นเยอะ กว่าอ่านแบบปกติแน่นอน
เทคนิค SQ 3R ของ Dr.francis Robinson มีอะไรบ้าง
เอ้า! มามะ มาดู "สูตรสำเร็จ" อ่านหนังสือแบบเซียน ของ Dr. Robinson กันเต๊อะ! ไม่ใช่สูตรทำส้มตำนะจ๊ะ แต่รับรองแซ่บไม่แพ้กัน!
- S - สำรวจ (Survey): ส่องก่อนอ่าน! เหมือนเดินสำรวจบ้านใหม่ ดูห้องหับ, เฟอร์นิเจอร์ ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง (คำนำ, สารบัญ, ปกหลัง จัดไป!) คิดซะว่าเป็นการ "วอร์มอัพ" ก่อนลงสนามรบ!
- Q - ตั้งคำถาม (Question): อย่าอ่านแบบคนตาย! ต้องมี "คำถาม" ในหัวตลอดเวลา เหมือนนักสืบโคนันที่อยากไขคดี ถามตัวเองว่า "หนังสือเล่มนี้จะบอกอะไรเรา?" "ทำไมผู้เขียนถึงเขียนแบบนี้?" คิดซะว่าเป็นการ "จุดไฟ" ให้สมองอยากรู้อยากเห็น!
- R1 - อ่าน (Reading): อ่านแบบมีสติ! ไม่ใช่แค่อ่านผ่านๆ แต่ต้องอ่านเพื่อ "หาคำตอบ" ที่เราตั้งคำถามไว้ เหมือนขุดทอง หาเส้นทางสู่ความรู้!
- R2 - ระลึก (Recall): อ่านจบ 1 ย่อหน้า ปิดหนังสือ แล้วลอง "เล่า" สิ่งที่อ่านมาให้ตัวเองฟัง! เหมือนครูทบทวนบทเรียนให้ลูกศิษย์! ถ้าจำไม่ได้ ก็กลับไปอ่านใหม่! ทำซ้ำๆ จนกว่าจะจำได้ขึ้นใจ!
- R3 - ทบทวน (Review): อ่านจบทั้งเล่ม กลับมา "ทบทวน" อีกรอบ! เหมือนเช็คลิสต์ ตรวจสอบว่าเราเก็บข้อมูลครบถ้วนหรือไม่! เปรียบเหมือนการ "ขัดเกลา" ความรู้ให้คมกริบ!
ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่อใครอยากเป็นเซียนขั้นเทพ):
- เทคนิค SQ3R เนี่ย จริงๆ แล้วมันมีมานานมากกกก (ตั้งแต่ปี 1946 แน่ะ!) แต่ก็ยัง "เวิร์ค" อยู่จนถึงทุกวันนี้! เหมือนสูตรอาหารโบราณ ที่ยังอร่อยล้ำ!
- SQ3R ไม่ได้เหมาะกับหนังสือทุกประเภทนะจ๊ะ! หนังสือที่เน้นเนื้อหาข้อมูล (เช่น ตำราเรียน) จะได้ประโยชน์มากที่สุด! ส่วนนิยาย อ่านเอามันส์ไปเลย!
- อย่าคิดว่า SQ3R เป็น "ทางลัด" สู่ความสำเร็จ! มันแค่ "เครื่องมือ" ที่ช่วยให้เราอ่านหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น! ความสำเร็จที่แท้จริง อยู่ที่ "ความตั้งใจ" และ "ความสม่ำเสมอ" ของเราต่างหาก!
คำเตือน: การอ่านหนังสือเยอะๆ อาจทำให้คุณฉลาดขึ้น! แต่ก็อาจทำให้คุณ "ขี้เกียจ" ทำอย่างอื่นด้วยเช่นกัน! (ฮา)
ใครคือผู้พัฒนาเทคนิค SQ3R
โอ้โห! ใครเป็นบิดาแห่ง SQ3R เหรอ? บอกเลยว่าไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นคุณลุง Francis P. Robinson นั่นเอง! ท่านนี้แหละ เทพแห่งการอ่าน เสกหนังสือให้กลายเป็นความรู้ได้อย่างเหลือเชื่อ ปี 1946 โน่นแน่ะ สมัยนั้นผมยังไม่เกิดเลยนะ (เอ๊ะ หรือเกิดแล้ว?)
Francis P. Robinson นี่คือชื่อเต็มๆ จำให้ขึ้นใจเลย อย่าไปเรียกคุณลุงเค้าว่า โรบินสันธรรมดาๆ ล่ะ เสียชื่อท่านหมด!
ปี 1946 ใช่แล้ว! เก่าแก่และทรงพลัง เหมือนเหล้าดีๆ ยิ่งเก่า ยิ่งหอม ยิ่งอ่าน ยิ่งรู้เรื่อง (แต่อย่าดื่มเหล้าตามนะ)
คุณลุงแกไม่ใช่แค่คิดค้นนะ แกยังทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเอง เปรียบเหมือนนักวิทยาศาสตร์บ้าๆ แต่บ้าแบบมีประโยชน์ สุดยอดไปเลย! ท่านเป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกันนะ ไม่ใช่ใครที่ไหน ระดับเทพเลยล่ะ บอกเลยว่าเทคนิคนี้ ช่วยผมอ่านหนังสือสอบได้เยอะขึ้นนะ แต่ผมดันอ่านน้อยอยู่ดี ฮ่าๆๆ
ใครอยากอ่านเก่ง ต้องไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากท่าน รับรองว่าไม่ผิดหวัง แต่ถ้าอ่านแล้วไม่เก่ง อย่าโทษคุณลุงเค้าล่ะ โทษตัวเองซะ! เพราะความขยันสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่รู้เทคนิคอย่างเดียว ถึงจะเก่ง ก็ต้องขยันอ่าน อ่านๆๆๆๆ เข้าใจไหม!
เทคนิคการอ่านแบบ Recite คืออะไร
Recite คืออะไรนะ? อืมมม... R = Recall ใช่ป่ะ คือจำๆๆๆ สิ่งที่อ่านไปแล้วอะ ก่อนอ่านต่อไง ต้องท่องจำก่อน! แบบว่า อ่านจบย่อหน้าแล้ว ต้องถามตัวเอง จำได้ไหมเนี่ย อะไรบ้างวะ จำไม่ได้ ก็ไปดูคำสำคัญที่จดไว้ที่ขอบๆหนังสือ แล้วก็พยายาำมตอบคำถามตัวเองให้ได้ ถึงจะอ่านต่อได้ แบบนี้ป่ะ?
- ต้องท่องจำก่อนอ่านต่อ สำคัญมากกกก
- ถ้าจำไม่ได้ ดูคำสำคัญที่จดไว้ แล้วตอบคำถามตัวเอง
- ตอบได้ ถึงอ่านต่อได้ งงมั้ยเนี่ย ฉันก็งงๆอยู่ 555
ปีนี้ใช้เทคนิคนี้กับหนังสือ "การลงทุนในตลาดหุ้น" ของอาจารย์สมชาย (จำชื่อเล่มเต็มไม่ได้จริงๆ) ก็โอเคอยู่นะ จำได้เยอะขึ้น แต่บางทีก็ขี้เกียจ ก็เลยอ่านๆไปเรื่อย ฮือออ ต้องขยันกว่านี้
จริงๆแล้ว เทคนิคการอ่านแบบนี้ ต้องใช้ความพยายาม และความอดทน ไม่ใช่แค่จำ แต่ต้องเข้าใจด้วยนะ ฉันว่า ใช่ไหม? หรือเปล่านะ... เอาวะ ลองดูต่อไปละกัน
การอ่านแบบสำรวจคืออะไร
การอ่านแบบสำรวจ (Survey Reading) คือ การอ่านอย่างรวดเร็วเพื่อทำความเข้าใจภาพรวมของเนื้อหา เปรียบเสมือนการบินสำรวจพื้นที่ก่อนลงมือศึกษาอย่างละเอียด จุดประสงค์หลักคือการประเมินความเกี่ยวข้องและประโยชน์ของหนังสือเล่มนั้นต่อความต้องการของผู้อ่าน ไม่ใช่การอ่านเพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดทุกอย่าง
โดยปกติจะครอบคลุมหัวข้อสำคัญเหล่านี้:
ข้อมูลพื้นฐาน: ชื่อหนังสือ, ผู้เขียน, ปีที่พิมพ์ (ควรระบุปีพิมพ์ปัจจุบันหรือปีที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลล่าสุด) และสำนักพิมพ์
สารบัญ/โครงสร้าง: สังเกตโครงสร้างเนื้อหา ดูว่าแบ่งเป็นส่วนๆ อย่างไร มีหัวข้อใดบ้างที่น่าสนใจ
ส่วนนำ/บทนำ: ค้นหาจุดมุ่งหมายหลักของผู้เขียน เค้าโครงความคิดหลัก และวิธีการนำเสนอ
ส่วนท้าย: ตรวจสอบส่วนท้ายของหนังสือ เช่น บรรณานุกรม ดัชนี ภาคผนวก เพื่อประเมินความครอบคลุมและแหล่งอ้างอิงของข้อมูล ผมเองมักจะเน้นดูที่บรรณานุกรมเป็นพิเศษ เพื่อดูว่าข้อมูลอ้างอิงนั้นเป็นปัจจุบันและน่าเชื่อถือเพียงใด นี่สำคัญมากกับการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวิชาการ
การอ่านแบบสุ่มตัวอย่าง: อ่านเนื้อหาบางส่วนจากแต่ละบท เช่น บทสรุปของแต่ละบท หรือหัวข้อที่น่าสนใจเป็นพิเศษ เพื่อสร้างความเข้าใจโดยรวม
การอ่านแบบสำรวจ จึงเป็นขั้นตอนสำคัญก่อนการอ่านเชิงลึก เปรียบได้กับการวางแผนการเดินทาง ก่อนที่จะลงมือเดินทางอย่างจริงจัง มันช่วยให้เราประหยัดเวลาและพลังงาน โดยการคัดกรองสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ผมคิดว่า มันเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในยุคข้อมูลล้นอย่างทุกวันนี้
(ข้อมูลส่วนตัว: ผมใช้เทคนิคนี้บ่อยมากในการคัดเลือกหนังสือวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำราเรียนและงานวิจัย ช่วยประหยัดเวลาในการอ่านได้เยอะครับ)
กลวิธีในการอ่านมีกี่แบบ?
อืม... จริงๆ แล้ว มันยากนะที่จะบอกว่ามีกี่แบบ เพราะมันซับซ้อนกว่าที่คิด
แบบที่จำได้ชัดๆ ก็มีอยู่สามแบบหลักๆ ใช่ไหม แบบแรกนั่นแหละ ความรู้ความคิด จำได้ว่า ใช้ความเข้าใจ วิเคราะห์ เอาแบบนั้นแหละ จำได้ไม่ค่อยละเอียดนัก แต่ก็นึกภาพออก
ส่วนแบบที่สอง อภิปัญญา นี่แหละ ที่คิดหนัก มันเกี่ยวข้องกับการควบคุมการอ่านของตัวเอง วางแผน ตรวจสอบความเข้าใจ แบบนี้ใช่ไหม ฉันมักจะพลาดตรงนี้บ่อยๆ อ่านไปเรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยมีสติ
อีกแบบ การชดเชย ก็คือการใช้กลวิธีอื่นๆ ช่วย ถ้าอ่านไม่รู้เรื่อง ก็หาข้อมูลเพิ่มเติม หรือลองอ่านใหม่ แบบนี้ ใช่มั้ย แบบนี้ก็ยากเหมือนกันนะ ต้องรู้จักปรับตัว ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
- กลวิธีการอ่านด้านความรู้ความคิด: เน้นการใช้ความรู้ความเข้าใจเดิมที่มีอยู่ เพื่อประมวลผลสิ่งที่อ่าน
- กลวิธีการอ่านด้านอภิปัญญา: ควบคุมกระบวนการอ่าน วางแผน ตรวจสอบความเข้าใจ และปรับกลยุทธ์การอ่านให้เหมาะสม
- กลวิธีการอ่านด้านการชดเชย: ใช้กลวิธีอื่นๆ เช่น การหาข้อมูลเพิ่มเติม การอ่านซ้ำ เพื่อช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
ปีนี้ ฉันพยายามฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้น แต่ก็ยังยากอยู่ดี เหนื่อยจัง...
ทักษะการอ่าน มีอะไรบ้าง?
ทักษะการอ่าน? อืม... มีอะไรบ้างนะ
จับใจความสำคัญ: อันนี้เบสิกสุด ต้องรู้ว่าคนเขียนจะสื่ออะไร
วิเคราะห์: แยกแยะข้อเท็จจริง ความคิดเห็น... อันไหนจริง อันไหนมั่ว?
ตีความ: เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่... บางทีคนเขียนไม่ได้พูดตรงๆ
ประเมิน: ดีไม่ดี น่าเชื่อถือแค่ไหน? ต้องคิดเอง
เชื่อมโยง: โยงกับความรู้เดิมที่เรามี... ทำให้เข้าใจมากขึ้น
สรุป: สรุปออกมาเป็นภาษาเราเอง... แสดงว่าเราเข้าใจจริง
อ่านซ้ำ สำคัญจริงเหรอ? ก็อาจจะจริงนะ ตอนเด็กๆ อ่านนิทานซ้ำๆ ก็สนุกดี อาจจะเพราะจับรายละเอียดมากขึ้นเรื่อยๆ มั้ง? หรือแค่อยากรู้ตอนจบก็ไม่รู้
เขียนได้ดีขึ้นเพราะอ่านเยอะ? อันนี้อาจจะจริงอีก! ยิ่งอ่านศัพท์เยอะ ก็ยิ่งมีคลังคำในหัว... เขียนอะไรก็ง่ายขึ้นมั้ง?
เออ... แล้วถ้าอ่านแต่เรื่องไร้สาระล่ะ? จะช่วยให้เขียนดีขึ้นไหมนะ? ????
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบไม่เป็นทางการ):
- Secret Skill: จดโน้ตย่อระหว่างอ่าน... ช่วยให้โฟกัสขึ้นเยอะเลย!
- My Trick: อ่านออกเสียง (เบาๆ)... ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น (สำหรับเรานะ)
- สาระ (รึเปล่า): อ่านการ์ตูนก็ช่วยนะ! ฝึกจับใจความได้เหมือนกัน!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต