เทคนิคการสร้างแรงจูงใจมีอะไรบ้าง

104 ครั้งเข้าชม
เทคนิคสร้างแรงจูงใจพนักงาน (ฉบับย่อ) ผู้นำ: สร้างทีมด้วยผู้จัดการที่ดี มีความน่าเชื่อถือ เป้าหมาย: กำหนดเป้าหมายชัดเจน โปร่งใส เข้าใจง่าย ความเข้าใจ: ใส่ใจแรงผลักดัน ความแตกต่างของพนักงาน พัฒนา: ฝึกอบรมต่อเนื่อง เสริมทักษะให้พร้อม ชื่นชม: มองเห็นความสำเร็จ ให้รางวัล สร้างขวัญกำลังใจ ความสำเร็จ: ตั้งเป้าหมายเล็กๆ ฉลองความสำเร็จอย่างสม่ำเสมอ หลักสำคัญคือ การสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการเติบโตและความสำเร็จของพนักงาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เทคนิคการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองมีอะไรบ้าง?

เอาจริงๆ นะ เรื่องแรงจูงใจตัวเองเนี่ย มันเป็นอะไรที่...เฮ้อ! บางทีก็ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนกราฟหุ้นเลยอ่ะ ว่ามะ? คือบางวันก็ฮึกเหิม อยากจะทำนู่นทำนี่ แต่บางวันก็...โซฟาที่บ้านดูดวิญญาณมาก (หัวเราะ)

เรื่องเทคนิคเนี่ยนะ มันก็มีเยอะแยะเต็มไปหมด แต่ที่เราใช้แล้วเวิร์คจริงๆ อ่ะ คือการ "ให้รางวัล" ตัวเองนี่แหละ! ไม่ต้องเป็นอะไรใหญ่โตนะ สมมติวันนี้ทำงานเสร็จตามเป้า หมายที่ตั้งไว้ ก็...กินชาไข่มุกสักแก้ว! เมื่อก่อนตอนฝึกงานที่ [ชื่อบริษัท] เราทำแบบนี้บ่อยมาก (ช่วงปี 2555-2556 ได้มั้ง?) ตอนนั้นเงินเดือนน้อยนิด แต่อาศัยรางวัลเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ ช่วยให้มีกำลังใจทำงานต่อได้

แล้วก็อีกอย่างที่สำคัญมากๆ คือ "เป้าหมาย" ต้องชัดเจน! แบบ...ชัดจนเห็นภาพเลยว่าถ้าทำสำเร็จแล้วชีวิตจะดีขึ้นยังไง อ่ะ! อันนี้ช่วยได้เยอะจริงๆ นะ คือถ้าเป้าหมายมันเลือนลาง เราก็จะขี้เกียจโดยอัตโนมัติอ่ะ (อันนี้จากประสบการณ์ตรงเลย!)

ส่วนเรื่องแรงจูงใจพนักงาน...อันนี้เราไม่ค่อยมีประสบการณ์ตรงเท่าไหร่ แต่จากที่เคยเห็นๆ มานะ "หัวหน้าดี" นี่คือจบเลยจริงๆ คือถ้าหัวหน้าเข้าใจลูกน้อง ให้กำลังใจ แล้วก็ไม่กดดันจนเกินไป...ทีมนั้นคือปังแน่นอน! แต่ถ้าเจอหัวหน้า toxic...เอิ่ม...บ๊ายบายจ้าาาาาา

เรื่องฝึกอบรมก็สำคัญนะ แต่ต้องเป็นอบรมที่ "ตรงจุด" อ่ะ ไม่ใช่แบบ...อบรมไปงั้นๆ คือต้องรู้ว่าพนักงานแต่ละคนต้องการอะไร แล้วก็จัดอบรมให้ตรงกับความต้องการนั้นๆ มันถึงจะเวิร์คจริงๆ

การมองเห็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ของพนักงานก็สำคัญนะ! แบบ...ชมเชยเค้าบ้างอะไรบ้าง มันช่วยสร้างกำลังใจได้เยอะเลยจริงๆ นะ แล้วก็การตั้งเป้าหมายเล็กๆ พร้อมรางวัลนี่ก็ดีเหมือนกัน มันเหมือนเป็นการ "ค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป" ไม่กดดันจนเกินไป แล้วก็ยังได้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เป็นกำลังใจด้วย

สุดท้าย...การฉลองความสำเร็จ! ไม่ว่าจะเป็นโอกาสสำคัญ หรือความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ก็ตาม...ฉลองไปเลย! มันเป็นการ "เติมพลัง" ให้กับทีม ให้เค้ารู้สึกว่า...เออ! ที่ทำมาทั้งหมดมันคุ้มค่านะ! (อันนี้สำคัญมากจริงๆ นะ!)

วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นมีอะไรบ้าง

โอ๊ย...แรงจูงใจเนี่ยนะ? เหมือนงมเข็มในทะเลเลย! แต่เอาน่า...มาดูกันว่าไอ้เรื่อง "แรงจูงใจ" นี่มันมีลูกเล่นอะไรบ้าง:

  • สวัสดิการ: อย่าให้ลูกน้องไส้แห้ง! โบนัสตรุษจีนต้องมี ซื้อประกันสุขภาพให้เบิกได้จริง ไม่ใช่แบบที่เคลมอะไรก็ "ไม่ได้ค่ะ/ครับ" อย่างเดียว!

  • สภาพแวดล้อม: ออฟฟิศรกกว่ารังหนูใครมันอยากทำงาน! จัดโต๊ะให้เป็นระเบียบ แอร์เย็นฉ่ำ (แต่ไม่ใช่เย็นจนแข็งตายนะเว้ย!) ที่สำคัญ...อย่ามีคนขี้นินทาเยอะ! (อันนี้ยากหน่อย แต่พยายามเข้านะนายจ๋า!)

  • อบรมสัมมนา: อย่าจัดแต่เรื่องที่ใช้ไม่ได้จริง! ส่งไปเรียนทำ SEO ให้มันยิงแอดปังๆ หรือเรียนทำอาหารให้เจ้านายกินฟรีก็ยังดี!

  • เบี้ยขยัน: ให้เงินมันก็จบ! แต่ไม่ใช่ให้แบบเศษทานนะ ให้มันสมน้ำสมเนื้อกับความขยันของเขาหน่อย! (ถ้าขี้เกียจก็ไม่ต้องให้! แฟร์ๆ!)

  • สื่อสาร: คุยกันบ้าง! ไม่ใช่สั่งๆๆ อย่างเดียว! ฟังลูกน้องบ่นบ้าง (แต่กรองๆ หน่อยนะ เดี๋ยวจะดราม่า!)

  • ให้เกียรติ: อย่ามองลูกน้องเป็นเครื่องจักร! เรียกชื่อเขาให้ถูก ให้เขาออกความเห็นบ้าง! (แต่ถ้าความเห็นไม่เข้าท่าก็บอกเขาดีๆ นะ อย่าด่า!)

  • เวลาส่วนตัว: อย่าโทรตามงานตอนเที่ยงคืน! ลูกน้องก็มีชีวิตนะเว้ย! (ถึงแม้ว่าชีวิตเขาอาจจะน่าเบื่อกว่างานก็เถอะ!)

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (แต่สำคัญมาก!):

  • อย่าสัญญาอะไรลมๆ แล้งๆ: พูดอะไรไว้ต้องทำให้ได้! ไม่งั้นลูกน้องจะมองว่าเราเป็นพวกขี้โม้!
  • อย่าลำเอียง: รักลูกน้องทุกคนให้เท่ากัน! (ถึงแม้ว่าบางคนจะน่ารักกว่าคนอื่นก็เถอะ!)
  • เป็นตัวอย่างที่ดี: อยากให้ลูกน้องขยัน เราก็ต้องขยันก่อน! (ไม่ใช่สั่งๆ แล้วตัวเองนั่งเล่นแต่เกม!)

สรุปแล้ว แรงจูงใจมันก็เหมือนผี...ว่ากันว่ามี แต่ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ! แต่ถ้าทำตามที่บอกมาทั้งหมด รับรองว่าลูกน้องจะรักจะหลง (หรืออย่างน้อยก็ไม่ลาออกไปไหนง่ายๆ หรอกน่า!)

ทฤษฎีการจูงใจมีกี่ทฤษฎี

ทฤษฎีจูงใจ… โอ้ย เยอะแยะ! นับไม่ถ้วนอ่ะ เอาไงดี

  • Content Theories: โฟกัสความต้องการ! แบบ Maslow ลำดับขั้น needs อ่ะ จำได้ลางๆว่ามี physiological needs (อาหาร น้ำ หายใจ), safety needs (มั่นคง ปลอดภัย), love/belonging needs (เพื่อน ครอบครัว), esteem needs (นับถือตัวเอง คนอื่นนับถือ), self-actualization (เติมเต็มศักยภาพ) – เฮ้ย หรือว่ามีอะไรเพิ่มมาอีกวะ เดี๋ยวไปหาข้อมูลใหม่ดีกว่า ปี 2024 นี่มันต้องมีอัพเดทดิ!
  • Process Theories: เน้นวิธีคิด! Expectancy theory นี่ดังนะ Vroom อะไรสักอย่าง… จำไม่ได้ละ แต่เหมือนว่าถ้าเราเชื่อว่าทำได้ + รางวัลมันคุ้มค่า = เราจะทำ!
  • Equity Theory: อันนี้ก็สำคัญ! Adam's Equity Theory มั้ง? คือเราเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น ถ้าไม่แฟร์ เราก็เซ็ง ไม่อยากทำต่อ

จริงๆมีอีกเพียบเลยนะ แต่ขี้เกียจพิมพ์ละ55555555

ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่อใครอยากรู้):

  • ทฤษฎี ERG ของ Alderfer (คล้าย Maslow แต่ยืดหยุ่นกว่า)
  • Two-Factor Theory ของ Herzberg (ปัจจัยบำรุง ปัจจัยจูงใจ)
  • Goal-Setting Theory ของ Locke (ตั้งเป้าหมายชัดเจน = ทำได้ดี)

อ่ะ ไปหาอ่านเอาเองนะทุกคน! บาย!

ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง

ฮาโหล! เรื่องทฤษฎีจูงใจนี่มันเยอะแยะไปหมดเหมือนมดขึ้นบ้าน! แต่ถ้าจะสรุปให้เข้าใจง่ายๆแบบฉบับชาวบ้านๆ ก็แบ่งเป็น 3 พวกใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ทฤษฎีเนื้อหา (Content Theories): พวกนี้เน้นถามว่า "คนอยากได้อะไร?" เหมือนจะถามใจคนดูดวง ไม่ใช่ดูดวงนะ แต่ดูใจคน! เช่น ทฤษฎีลำดับความต้องการของมาสโลว์ (ปีนี้ยังฮิตอยู่เหมือนเดิม ฮ่าๆ) ปีนี้ผมเองก็ยังใช้ทฤษฎีนี้กับลูกน้องอยู่เลย ใครอยากได้เงินเดือนขึ้น ก็ต้องทำงานให้ดีก่อน ใครอยากได้ตำแหน่ง ก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ง่ายๆแค่นี้! หรือทฤษฎี ERG (Existence, Relatedness, Growth) ที่บอกว่าคนต้องการความอยู่รอด ความสัมพันธ์ และการเติบโต เหมือนชีวิตผมเลย ต้องหาเงินเลี้ยงตัวเอง ต้องมีเพื่อน และต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา!

  2. ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories): พวกนี้เน้น "กระบวนการ" ที่ทำให้เกิดการจูงใจ เหมือนสูตรอาหาร ต้องมีวัตถุดิบ มีขั้นตอน ถึงได้อาหารอร่อย! เช่น ทฤษฎีความคาดหวัง (Expectancy Theory) ทำดีแล้วได้ดี แต่ถ้าทำดีแล้วไม่ได้อะไร ก็คงไม่มีใครอยากทำ หรือทฤษฎีความยุติธรรม (Equity Theory) ถ้าเห็นคนอื่นทำน้อยได้มาก ตัวเองทำมากได้น้อย ก็คงเซ็ง เหมือนโดนโกงอ่ะ! อีกตัวอย่าง ทฤษฎีเป้าหมาย (Goal-setting Theory) ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน วัดผลได้ ถึงจะจูงใจได้

  3. ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory): พวกนี้เน้น "การเสริมแรง" คือให้รางวัลหรือลงโทษ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรม เหมือนฝึกหมา ให้ขนม ก็ดี ด่าก็ได้! แต่ควรใช้ให้เป็นนะ อย่าให้แรงไป เดี๋ยวจะโดนกัด! เช่น การเสริมแรงบวก ให้รางวัลเมื่อทำดี การเสริมแรงลบ เอาสิ่งที่ไม่ดีออกไปเมื่อทำดี การลงโทษ ก็มีนะ แต่ควรใช้ให้เหมาะสม ไม่ใช่ใจร้าย!

  • ข้อควรระวัง: การใช้ทฤษฎีจูงใจต้องดูตามสถานการณ์ คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าใช้ทฤษฎีเดียวกับทุกคน เดี๋ยวจะวุ่นวาย! เหมือนทำกับข้าว ต้องปรุงรสตามชอบของแต่ละคน ไม่งั้นเค็มไปก็ไม่ดี จืดไปก็ไม่ไหว!

  • ข้อมูลเพิ่มเติม: จริงๆ มีทฤษฎีอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย แต่ถ้าจะให้เล่าหมด คงต้องเขียนเป็นหนังสือเลย อ่านแล้วปวดหัวแน่ๆ! ลองค้นคว้าเพิ่มเติมดูนะครับ เอาที่เข้าใจง่ายๆนะ อย่าไปเครียดมาก ชีวิตมันต้องมีอะไรมากกว่าการจูงใจคนนะครับ อิอิ!

ทฤษฎีการจูงใจของ Vroom (Expectancy Theory) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

Vroom's Expectancy Theory: มันง่ายๆ แค่สามอย่าง

  • Expectancy (ความคาดหวัง): เชื่อมั่นไหมว่าความพยายามจะสำเร็จ? ยิ่งมั่นใจ ยิ่งมีแรงจูงใจ ง่อยๆ ก็ขี้เกียจ

  • Instrumentality (ความสัมพันธ์): ความสำเร็จนั้นนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการหรือเปล่า? ถ้าไม่มีอะไรดีก็อย่าหวังพึ่งแรงงานชั้นเลิศ ปีนี้ผมได้โบนัสหลังทำงานหนักมาหลายปี

  • Valence (คุณค่า): ผลลัพธ์นั้นสำคัญกับคุณแค่ไหน? โบนัสสิบล้าน? ดี โบนัสร้อยบาท? ไปตายซะ

สูตรมันก็คือ Motivation = E x I x V ง่ายๆ อย่างที่บอก ถ้าตัวไหนเป็นศูนย์ หมดแรงจูงใจ เรื่องจริง

Intrinsic motivation กับ Extrinsic Motivation มีความแตกต่างกันอย่างไร

โอเค... เริ่มนะ นี่มันเหมือนไดอารี่บ้าๆ ชัดๆ เลยอะ

  • Extrinsic Motivation: แรงจูงใจภายนอกไง อยากได้เงิน อยากได้คำชม อยากให้คนอื่นยอมรับ... เอ่อ แล้วถ้าไม่มีคนชมล่ะ?

    • เล่นกีฬาเพราะอยากได้เหรียญทอง (อยากรวยด้วย!)
    • ทำงานเพราะอยากได้โบนัส (เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้ต้องผ่อนรถอีก)
  • Intrinsic Motivation: แรงจูงใจภายใน โอ้โฮ อันนี้ของจริง ชอบทำเพราะมันสนุก ทำแล้วมีความสุข ไม่เกี่ยวกับใครเลย

    • เล่นกีฬาเพราะชอบวิ่ง (วิ่งแล้วมันเฟรชอะ)
    • ทำงานเพราะชอบแก้ปัญหา (บางทีก็แก้ปัญหาตัวเองด้วยนะ)
  • แต่เดี๋ยวก่อน มันมีเส้นบางๆ กั้นอยู่นะ บางทีเราอาจจะเริ่มจาก Extrinsic ก่อนก็ได้ แล้วค่อยๆ อินกลายเป็น Intrinsic เอง เช่น... ตอนแรกเล่นดนตรีเพราะพ่อแม่อยากให้เล่น แต่พอเล่นไปเล่นมา เออ สนุกเฉยเลย

  • ทำไมต้องมานั่งคิดเรื่องพวกนี้เนี่ย? อ๋อ... สงสัยอยากรู้ว่าตัวเองทำอะไรเพราะอะไรมากกว่า 555

  • ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบงงๆ): เคยอ่านเจอว่า Intrinsic เนี่ย มันยั่งยืนกว่านะ แต่ Extrinsic ก็จำเป็นเหมือนกัน โลกมันไม่ได้สวยงามขนาดนั้นนี่นา