เสียงมีกี่ประเภท อะไรบ้าง

130 ครั้งเข้าชม
เสียงแบ่งเป็น 3 ประเภทหลัก: เสียงบริสุทธิ์: ความถี่เดียว เช่น เสียงจากการเคาะโลหะ เสียงผสม: หลายความถี่รวมกัน เช่น เสียงดนตรี, เสียงพูด เสียงรบกวน: ไม่พึงประสงค์ต่อผู้รับฟัง ขึ้นอยู่กับบริบท ความเข้าใจประเภทเสียงช่วยในการควบคุมและออกแบบสภาพแวดล้อมทางเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ www.ห้องเก็บเสียง.com
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เสียงมีกี่ประเภทที่ใช้ในชีวิตประจำวัน? จำแนกเสียงต่างๆ พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

จริง ๆ แล้วนะ ฉันว่าแบ่งเสียงยากจังเลยอ่ะ ไม่ใช่แค่สามประเภทหรอก! อย่างที่เคยเรียนมา อาจารย์ก็สอนเรื่องเสียงบริสุทธิ์ จำได้ตอนนั้นเรียนฟิสิกส์ ม.ปลาย ปี 2558 ที่โรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางนา เค้าบอกเสียงจากจูนเนอร์ เสียงแหลมๆนั่นแหละ บริสุทธิ์ แต่ชีวิตจริงอ่ะ? เราได้ยินแต่เสียงผสมปนเปกันไปหมด!

เสียงดนตรีสิ เปียโนเสียงเดียวก็ไม่บริสุทธิ์แล้ว เพราะมันมีฮาร์โมนิกส์แฝงอยู่ เคยลองใช้โปรแกรมวิเคราะห์เสียง เหมือนที่พวกทำเพลงใช้กันอ่ะ เห็นเลย ซับซ้อนมาก! แล้วเสียงพูดล่ะ? แต่ละคนก็ต่างกัน อารมณ์ก็เปลี่ยน เสียงก็เปลี่ยนตาม จะบอกว่าเป็นเสียงผสมอย่างเดียวก็ไม่ใช่ทั้งหมดมั้ง?

ส่วนเสียงรบกวน... นี่สิ! อันนี้มันขึ้นอยู่กับคนฟังเลย เสียงฝนตก บางคนชอบ บางคนรำคาญ แล้วถ้าเสียงเพลงดังๆ กลางดึก นั่นรบกวนแน่ๆ แต่ถ้าฟังตอนกลางวัน อาจจะไม่ใช่เสียงรบกวนก็ได้ แล้วจะแบ่งยังไงเนี่ย? คิดแล้วก็ปวดหัวจริงๆ

เอาเป็นว่า เสียงมันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะเลย แค่สามประเภทนี่ ไม่พออธิบายหรอก ฉันว่ามันมากกว่านั้นอีก เยอะมากด้วย!

เสียงแบ่งออกเป็นกี่ประเภทอะไรบ้าง

อืมม... เรื่องเสียงเนี่ยนะ ตอนเรียนวิศวะเสียงปี 2 ที่ม.เกษตรฯ อาจารย์เค้าสอน จำได้แม่นเลย เพราะตอนนั้นสอบตกข้อนี้แหละ! เซ็งมาก ต้องไปติวเพิ่มอีกตั้งหลายวัน ถึงจะผ่าน ตอนนั้นจำได้ว่า วันที่สอบ อากาศร้อนมากกก เหงื่อท่วมตัว หัวจะระเบิด นั่งอ่านหนังสือจนตาแทบปิด คือมันเครียดจริงๆนะ

แบ่งเป็น 4 ประเภทหลักๆ อาจารย์เน้นย้ำมากๆ ต้องจำให้ขึ้นใจ นี่ก็ยังจำได้อยู่เลย ผ่านมาตั้งปี 66 แล้วนะ

  • เสียงที่ดังสมํ่าเสมอ นึกภาพเสียงพัดลม หรือเสียงเครื่องปรับอากาศ แบบว่าดังคงที่ ไม่ขึ้นไม่ลง อธิบายง่ายๆ ก็คือ ระดับความดังคงที่ตลอดเวลา

  • เสียงที่เปลี่ยนแปลงระดับเสมอ อันนี้ ยากหน่อย คือเสียงมันดังบ้างเบาบ้าง แต่เปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่กระทันหัน เหมือนเสียงรถติดบนถนน ตอนแรกอาจจะดัง แล้วค่อยๆ เบาลง แล้วก็ค่อยๆ ดังขึ้นมาอีก ประมาณนั้น

  • เสียงกระทบ อันนี้เดาไม่ยาก คือเสียงแบบ ปัง! เปรี้ยง! ตูม! อะไรแบบนี้ เสียงกระแทก เสียงระเบิด เสียงฟ้าผ่า เสียงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับความดังสูงมากในช่วงเวลาสั้นๆ

  • เสียงที่ดังเป็นระยะ อย่างเช่น เสียงรถไฟ มันจะดัง แล้วเงียบ ดัง แล้วเงียบ เป็นช่วงๆ ไม่ต่อเนื่อง ไม่เหมือนเสียงพัดลมที่ดังตลอดเวลา

จำได้อย่างขึ้นใจเลย เพราะสอบตกนี่แหละ ถึงได้จำได้แม่นขนาดนี้ เรื่องเสียงนี่ มันละเอียดอ่อนกว่าที่คิดเยอะ จริงๆ แล้ว มันมีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่านี้เยอะ แต่จำแค่หลักๆ นี่แหละ พอแล้ว สมองจะระเบิดแล้ว

เสียงมีอยู่กี่ประเภท

เสียงที่เราได้ยินกันทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่แบบเดียวหรอกนะ จริงๆ แล้วมันมีประเภทของมันอยู่ ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ นั่นเอง

  • เสียงบริสุทธิ์: เหมือนเสียง "อืมม์" ที่ออกจากเครื่องตั้งเสียงเป๊ะๆ เลย คือมีความถี่เดียว โทนเดียวเน้นๆ
  • เสียงผสม: อันนี้คือตัวป่วน เพราะมันรวมเสียงบริสุทธิ์หลายๆ เสียงเข้าด้วยกัน คิดภาพวงออร์เคสตราเล่นพร้อมกันสิ นั่นแหละเสียงผสม!
  • เสียงรบกวน: พวกเสียงซ่าๆ จากวิทยุคลื่นไม่ชัด หรือเสียงเครื่องยนต์ดังๆ พวกนี้แหละ บางทีก็เป็นศิลปะนะ ถ้าฟังดีๆ (แต่ส่วนใหญ่ก็หนวกหูมากกว่า)

บางทีการแยกประเภทเสียงก็เหมือนการมองโลกนะ มีทั้งความเรียบง่าย (เสียงบริสุทธิ์) ความซับซ้อน (เสียงผสม) และความวุ่นวาย (เสียงรบกวน) อยู่ที่เราจะเลือกฟังอะไรมากกว่า

ข้อมูลเสริม (ไม่ได้จำเป็นต้องรู้ แต่รู้ไว้ก็เท่ดี):

  • เสียงในเชิงจิตวิทยา: นอกจากนี้ ในเชิงจิตวิทยา ยังมีการแบ่งเสียงตามการรับรู้ เช่น เสียงที่น่ารื่นรมย์ (pleasant sounds) และเสียงที่ไม่น่ารื่นรมย์ (unpleasant sounds) ซึ่งแน่นอนว่ามันขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความชอบส่วนบุคคล
  • ความถี่ของเสียง: เสียงแต่ละประเภทมีความถี่ที่แตกต่างกัน ซึ่งวัดเป็นเฮิรตซ์ (Hz) เสียงบริสุทธิ์มักมีความถี่เดียว ในขณะที่เสียงผสมมีความถี่ที่ซับซ้อนกว่า
  • การประยุกต์ใช้: ความรู้เกี่ยวกับประเภทของเสียงถูกนำไปใช้ในหลายสาขา เช่น วิศวกรรมเสียง ดนตรี และการแพทย์

เสียงดังแบ่งออกเป็นกี่ประเภท

อื้อหือ จำได้เลย ตอนเรียนฟิสิกส์ ม.ปลาย ปี 2566 ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ คุณครูอธิบายเรื่องเสียงนี่ ปวดหัวมากกกกก แต่พอเข้าใจแล้วก็โอเค จำได้แม่นเลยว่าเสียงแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ

  • เสียงบริสุทธิ์: นี่แหละคือเสียงความถี่เดียว อย่างตอนนั้นครูยกตัวอย่างเสียงที่เกิดจากการใช้เครื่องมือเคาะโลหะ จำได้ว่าเป็นเสียงแหลมๆ สูงๆ แบบไม่ซับซ้อนอะ ฟังแล้วรู้สึกโล่งๆ

  • เสียงผสม: อันนี้คือหลายความถี่มาปนกัน ครูใช้เสียงเพลงเป็นตัวอย่าง ตอนนั้นในห้องเรียนเปิดเพลงเบาๆ ฟังแล้วรู้สึกอบอุ่น เพราะมันมีหลายความถี่ หลายจังหวะ ไม่ใช่เสียงเรียบๆ เหมือนเสียงเคาะโลหะ

  • เสียงรบกวน: อันนี้จำได้ไม่ค่อยชัด แต่ครูบอกว่าเป็นเสียงที่ไม่เป็นระเบียบ ความถี่ไม่แน่นอน อาจจะมีเสียงอื่นๆ มาปนเยอะ แบบเสียงรถติดหน้าโรงเรียนตอนเลิกเรียน วุ่นวายมาก

ตอนนั้นเครียดมาก เพราะฟิสิกส์ยากจริงๆ แต่พอเข้าใจเรื่องเสียงแล้ว ก็รู้สึกภูมิใจเล็กๆ เหมือนได้ไขปริศนาอะไรสักอย่าง จริงๆ นอกจาก 3 ประเภทนี้แล้ว ยังมีการแบ่งประเภทเสียงตามคุณสมบัติอื่นๆ อีก แต่ตอนนั้น ครูเน้นแค่ 3 ประเภทนี้ พอแล้วสำหรับเด็กม.ปลายอย่างเรา

ลักษณะเสียงมีอะไรบ้าง

เสียง? แค่คลื่นความดันอากาศ แค่นั้นแหละ

  • ความถี่: สูงต่ำ วัดเป็นเฮิรตซ์ (Hz) ปีนี้ผมกำลังสนใจการวิเคราะห์เสียงความถี่สูงจากเครื่องมือวัดระดับมืออาชีพ มันโคตรแม่น
  • แอมพลิจูด: ดังเบา วัดเป็นเดซิเบล (dB) เสียงเครื่องบินเจ็ทที่สนามบินดอนเมืองเมื่อเดือนที่แล้ว ดังโคตรๆ
  • คลื่นเสียง: รูปทรงคลื่น โค้งมนหรือแหลมคม ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิด เคยลองใช้ไมค์ condenser อัดเสียงกีต้าร์โปร่ง ได้ Texture ที่แปลกดี มันคมกว่าที่คิด

แค่นี้แหละ ไม่ต้องเยอะ

คุณลักษณะของเสียง มีอะไรบ้าง

อื้อหือ ถามยากจังนะเนี่ย เรื่องเสียงนี่ ฉันนึกถึงตอนเรียนฟิสิกส์สมัยมหาลัยเลย ปีนี้เองนะ จำได้แม่นเลย อาจารย์แกใช้เครื่องมือวัดคลื่นเสียง แบบที่เป็นกราฟขึ้นๆ ลงๆ อ่ะ เห็นชัดเลยว่าเสียงแต่ละแบบมันต่างกันจริงๆ

  • ความถี่ นี่สำคัญมาก มันคือจำนวนการสั่นต่อวินาที หน่วยเป็นเฮิรตซ์ (Hz) เสียงสูงๆ ความถี่ก็สูง เสียงต่ำๆ ความถี่ก็ต่ำ อย่างเสียงนกหวีดนี่ ความถี่สูงมาก เจ็บหูเลย แต่เสียงคลื่นทะเล ความถี่ต่ำกว่า ฟังสบายกว่าเยอะ

  • แอมปลิจูด อันนี้ก็คือความดังของเสียง แอมปลิจูดสูง เสียงก็ดัง แอมปลิจูดต่ำ เสียงก็เบา ตอนนั้นเพื่อนฉันเอาลำโพงมาเปิดเพลงดังมาก แอมปลิจูดสูงสุดๆ แทบหูแตก ตรงข้ามกับเสียงกระซิบ แอมปลิจูดต่ำมาก แทบไม่ได้ยิน

  • ความยาวคลื่น อันนี้เกี่ยวข้องกับความถี่ ความยาวคลื่นยาว ความถี่ต่ำ เสียงต่ำ ความยาวคลื่นสั้น ความถี่สูง เสียงสูง ตอนนั้นอาจารย์อธิบายยากมาก แต่ลองนึกภาพคลื่นในน้ำดู คลื่นใหญ่ๆ ระยะห่างเยอะ คลื่นเล็กๆ ระยะห่างน้อย คล้ายๆ กัน

  • คุณภาพเสียง หรือ timbre อันนี้มันยากอธิบายสุด มันคือลักษณะเฉพาะของเสียงที่ทำให้เราแยกแยะเสียงต่างๆ ได้ อย่างเสียงเปียโนกับเสียงกีตาร์ ความถี่และแอมปลิจูดอาจจะเท่ากัน แต่คุณภาพเสียงต่างกัน เพราะรูปแบบคลื่นมันต่างกัน นึกภาพยากเนอะ เหมือนลายนิ้วมือของเสียงเลย

    นี่แหละ ที่ฉันจำได้จากเรียนฟิสิกส์ เรื่องเสียงมันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ แต่ก็สนุกดีนะ ตอนนั้น ห้องเรียนร้อนมาก อากาศก็ไม่ดี แต่ก็พยายามตั้งใจฟังอาจารย์แกอยู่ ฮ่าๆ เหนื่อยแต่ได้ความรู้ คุ้ม!

คุณสมบัติของเสียงมีอะไรบ้าง

คุณสมบัติหลักๆของเสียงมีดังนี้ครับ มันน่าสนใจนะครับที่เสียง แม้เป็นสิ่งที่เราสัมผัสได้ทุกวัน กลับมีมิติซ่อนอยู่มากมายทีเดียว

  • ความถี่ (Frequency): วัดเป็นเฮิรตซ์ (Hz) บอกถึงจำนวนการสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงต่อวินาที ความถี่สูงเราจะรับรู้เป็นเสียงสูง ความถี่ต่ำเป็นเสียงต่ำ ปีนี้ผมกำลังศึกษาเรื่องการประยุกต์ใช้ความถี่เสียงในงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักร มันน่าตื่นเต้นมากเลยครับ

  • ความเข้ม (Intensity): วัดเป็นเดซิเบล (dB) บ่งบอกถึงพลังงานของคลื่นเสียง ความเข้มสูงคือเสียงดัง ความเข้มต่ำคือเสียงเบา ระดับเสียงที่ดังเกินไปส่งผลเสียต่อสุขภาพได้นะครับ นี่เป็นประเด็นสำคัญที่ผมเคยทำรายงานวิชาการเกี่ยวกับมลพิษทางเสียงในเมืองใหญ่

  • ความเร็ว (Velocity): ความเร็วที่เสียงเดินทาง ขึ้นอยู่กับตัวกลางที่เสียงเดินทางผ่าน เช่น อากาศ น้ำ หรือของแข็ง ความเร็วเสียงในอากาศประมาณ 343 เมตร/วินาทีที่อุณหภูมิ 20 องศาเซลเซียส นี่เป็นค่าที่ผมใช้บ่อยๆในการคำนวณทางด้านอะคูสติก

  • ความยาวคลื่น (Wavelength): ระยะห่างระหว่างจุดสองจุดที่อยู่ใกล้กันที่สุดบนคลื่นเสียงที่มีเฟสเดียวกัน มีความสัมพันธ์กับความถี่และความเร็วของเสียง ยิ่งความถี่สูง ความยาวคลื่นก็จะสั้นลง

  • การแทรกสอด (Interference): ปรากฏการณ์ที่คลื่นเสียงสองคลื่นหรือมากกว่ามาบรรจบกัน อาจเกิดการเสริมกัน (constructive interference) ทำให้เสียงดังขึ้น หรือเกิดการหักล้างกัน (destructive interference) ทำให้เสียงเบาลง หรือเงียบไปเลย

  • การหักเห (Refraction): การเปลี่ยนทิศทางของคลื่นเสียงเมื่อผ่านตัวกลางที่มีความหนาแน่นต่างกัน เช่น เสียงเดินทางจากอากาศเข้าไปในน้ำ

  • การเลี้ยวเบน (Diffraction): การโค้งงอของคลื่นเสียงเมื่อผ่านสิ่งกีดขวาง ทำให้เราสามารถได้ยินเสียงแม้จะอยู่หลังสิ่งกีดขวางนั้น

  • การสะท้อน (Reflection): คลื่นเสียงสะท้อนกลับเมื่อกระทบกับพื้นผิวแข็ง นี่เป็นหลักการสำคัญของการสร้างห้องบันทึกเสียงและห้องแสดงคอนเสิร์ต

เพิ่มเติม : การศึกษาคุณสมบัติของเสียง มีความสำคัญอย่างยิ่งในหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบห้องบันทึกเสียง การพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้คลื่นเสียง หรือแม้กระทั่งการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสาร มันเป็นศาสตร์ที่ซับซ้อนแต่ก็สวยงามในเวลาเดียวกันนะครับ

ความดังเบาของเสียงขึ้นอยู่กับอะไร

อืมมมม... ความดังเบาเนี่ยนะ คิดหนักเลย มันขึ้นกับหลายอย่างป่ะวะ?

  • พลังงานเสียงสิ! ยิ่งพลังงานเยอะ ยิ่งดังใช่ไหม? แบบเสียงเครื่องบินกับเสียงกระซิบอะ ต่างกันเยอะเลย นี่ฉันกำลังคิดถึงคอนเสิร์ตเมื่อคืนที่ไปดูวง Potato เสียงดังมากกกกกกกก หูยังอื้ออยู่เลย

  • ระยะห่างก็มีผลนะ ไกลก็เบา ใกล้ก็ดัง ง่ายๆเลย เหมือนตอนที่ฉันคุยโทรศัพท์กับแม่ อยู่ใกล้ๆก็ได้ยินชัดเจน แต่ถ้าอยู่ห้องอื่น ต้องตะโกนเลยอะ

  • สิ่งแวดล้อมด้วยมั้ง? ห้องปิดเสียงกับห้องโล่งๆก็ไม่เหมือนกัน ห้องโล่งๆเสียงกระจายไปหมด เลยเบากว่า จำได้ไหมตอนเรียนฟิสิกส์ ครูอธิบายเรื่องการสะท้อนเสียงอะ

เฮ้อออ คิดไปคิดมาปวดหัว ยังมีอะไรอีกไหมนะ?

  • ความถี่ของเสียงมั้ย? บางทีเสียงความถี่สูง อาจจะฟังดูดังกว่าเสียงความถี่ต่ำที่พลังงานเท่ากัน อันนี้จำไม่ค่อยได้ละ ต้องไปหาหนังสือฟิสิกส์มาอ่านใหม่แล้ว

  • อุปกรณ์รับเสียงด้วยป่ะ? หูฟังคุณภาพดีกับหูฟังห่วยๆก็ต่างกัน เสียงที่ได้ยินก็ไม่เหมือนกัน ฉันใช้หูฟัง AirPods Pro เสียงดีมากกกกก แต่ก่อนเคยใช้แบบถูกๆ เสียงเบาและแตกๆ

สรุปง่ายๆก็คือ มันซับซ้อนกว่าที่คิด ไม่ใช่แค่พลังงานอย่างเดียว เฮ้อออ ปวดหัวจัง ไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ต้องไปทำงานแล้ว

เสียงสูงต่ำ สั้นยาว ทุ้มแหลม หมายถึงอะไร

เสียงสูงต่ำ สั้นยาว ทุ้มแหลม? อ๋อ! ง่ายนิดเดียว! มันคือการเล่นกับความถี่ของคลื่นเสียงไงล่ะครับคุณ! คิดภาพเสียงแมวร้องเมี๊ยวๆ แหลมปรี๊ดเลยใช่มั้ย? นั่นแหละ ความถี่สูง! แต่เสียงทุ้มๆลึกๆ อย่างเสียงหมาเห่าเบาๆ นั่นความถี่ต่ำครับ!

  • เสียงแหลม: ความถี่สูง คลื่นเสียงอัดแน่น เหมือนรถติดในชั่วโมงเร่งด่วน วิ่งกระชั้นชิดกันสุดๆ!
  • เสียงทุ้ม: ความถี่ต่ำ คลื่นเสียงโปร่งโล่ง เหมือนขับรถบนมอเตอร์เวย์โล่งๆ สบายๆ ชิลๆ!

ความถี่เสียงที่คนเราได้ยิน โดยทั่วไปอยู่ที่ 20 เฮิรตซ์ - 20,000 เฮิรตซ์ (ปี 2566) อย่าเผลอไปฟังเสียงความถี่เกินกว่านี้ล่ะ ไม่งั้นหูอาจจะพังเอาได้นะ! ผมเองก็เคยลองฟังเสียงความถี่สูงๆ จากเครื่องมือวัดของเพื่อนสมัยเรียน แทบจะบินได้เลยทีเดียว! สุดยอด! แต่หูอื้อไปหลายวันเลยนะบอกเลย

ถ้าอยากรู้ลึกกว่านี้ ก็ไปศึกษาเรื่องคลื่นเสียงและการรับรู้เสียงของมนุษย์ต่อนะครับ ผมนี่แหละผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้! (ล้อเล่นนะ) แต่ถ้าอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม ลองค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์วิทยาศาสตร์น่าเชื่อถือดูนะครับ อย่าเชื่อผมคนเดียวล่ะ!

เสียงทุ้มเสียงแหลมคืออะไร

อืม... กลางดึกแบบนี้ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปหมดเลยเนอะ

เสียงทุ้มอะนะ... มันคือเสียงที่ต่ำๆ แบบเสียงท้องฟ้าคำราม หรือเสียงเครื่องยนต์รถบรรทุกใหญ่ๆที่ผ่านหน้าบ้านเมื่อวาน นึกภาพออกไหม ต่ำลึกอึมครึม ความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิร์ตซ์ จริง ๆ มันก็ต่ำกว่าที่หูคนเราได้ยินด้วยซ้ำ แต่บางทีก็รู้สึกได้เป็นความสั่นสะเทือน

ส่วนเสียงแหลม... โอ๊ย มันแสบแก้วหูเลย แบบเสียงนกหวีด หรือเสียงกระดิ่งเล็กๆ ที่แขวนหน้าร้านกาแฟ ตอนเช้าๆ ความถี่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ตซ์ อันนี้ บางทีหูคนเราก็ไม่ได้ยินหมด แต่บางคนก็ได้ยินสูงกว่านั้นอีก เพื่อนผมบางคนบอกว่าได้ยินเสียงที่หมาได้ยินอะ

  • เสียงทุ้ม: ความถี่ต่ำกว่า 20 เฮิร์ตซ์ (มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ยิน)
  • เสียงแหลม: ความถี่สูงกว่า 20,000 เฮิร์ตซ์ (มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่ได้ยินทั้งหมด)

เฮ้อ... พรุ่งนี้ต้องไปหาหมอฟันด้วย หวังว่าจะไม่เจ็บมากนะ

เสียงแหลมเป็นยังไง

เสียงแหลมน่ะเหรอ? อื้อหือ! เหมือนเสียงยุงบินวนหัวตอนกลางคืนเลยครับ แสบแก้วหูชะมัด! แต่ถ้าเป็นในดนตรีล่ะก็...

  • มันคือเสียงจิ๊ดๆ แหลมปรี๊ด แบบที่คุณยายผมใช้เรียกแมวเวลาโดนขโมยปลาทูอะ! สูงปรี๊ดจนแทบทะลุเพดาน!
  • คิดภาพเสียงไซเรนรถพยาบาล แต่สูงกว่านั้นอีกสิบเท่า! แบบว่า... หูจะแตก!
  • ประมาณความถี่ 4,000-20,000 เฮิรตซ์ อธิบายง่ายๆ ก็คือ มันสูงจนคุณอาจจะไม่ได้ยินแล้วถ้าหูเริ่มเสื่อมตามอายุ เหมือนตาผมเนี่ยแหละ เริ่มพร่าแล้ว!

ฟังแล้วปวดหัวมั้ยล่ะ? นี่แค่ยกตัวอย่างนะครับ จริงๆ แล้วเสียงแหลมในดนตรีมันก็มีหลายแบบ บางทีก็ใสๆ บางทีก็แสบๆ แล้วแต่การปรับแต่ง แต่รับรองว่าถ้ามันสูงเกินไป คุณจะได้วิ่งหาที่อุดหูแน่ๆ! ปีนี้ผมไปคอนเสิร์ตวงร็อคมา แทบหูดับ! เป็นเพราะเสียงกีตาร์แหลมๆ นี่แหละ! จำได้แม่นเลย!