แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง

75 ครั้งเข้าชม
แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง ผู้สอบกังวลมากเกินไป ทั้งที่ความจริงมีข้อมูลดังนี้ ข้อสอบภาษาอังกฤษ ก.พ. มีทั้งหมด 25 ข้อ เกณฑ์ผ่านคือ 50% หรือทำถูก 13 ข้อสำหรับระดับปริญญาตรีและปริญญาโท สัดส่วนแกรมม่ารวมกับ Cloze Test มี 5-10 ข้อ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง: สัดส่วน 5-10 ข้อ

ผู้สอบหลายคนกังวลกับข้อสงสัยที่ว่า แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง จนเกิดความเครียดและละทิ้งการเตรียมตัวส่วนอื่น การทำความเข้าใจภาพรวมของการสอบภาษาอังกฤษช่วยให้คุณวางแผนการอ่านได้อย่างถูกต้อง หากคุณจับจุดเนื้อหาที่สำคัญได้ โอกาสในการสอบผ่านก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ศึกษาแนวทางและเตรียมพร้อมเพื่อคว้าคะแนน

เจาะลึกหัวข้อแกรมม่า ก.พ. ที่ออกสอบบ่อยที่สุด

หัวข้อแกรมม่าที่ออกสอบ ก.พ. ภาค ก ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการสื่อสารและการทำงานจริง โดยหัวข้อแกรมม่า สอบ ก.พ.หลักที่ต้องเตรียมตัวคือ Tenses, Parts of Speech, Subject-Verb Agreement, Passive Voice และ If-Clauses ซึ่งมักปรากฏในส่วนของข้อสอบแบบเติมคำในช่องว่างหรือ Cloze Test เป็นหลัก

พูดตามตรงนะครับ หลายคนกังวลกับแกรมม่าจนเกินไป ทั้งที่ความจริงแล้วข้อสอบภาษาอังกฤษ ก.พ. มีทั้งหมด 25 ข้อ และต้องการคะแนนผ่านเพียง 50% หรือทำถูกแค่ 13 ข้อเท่านั้น ([1] สำหรับวุฒิปริญญาตรีและโท) ซึ่งส่วนของแกรมม่ามักจะมีสัดส่วนประมาณ 5-10 ข้อ หากนับรวมใน Cloze Test ด้วย ดังนั้นถ้าเราจับจุดหัวข้อที่ออกบ่อยได้ โอกาสผ่านก็อยู่ไม่ไกลครับ

1. Parts of Speech (ชนิดของคำและการวางตำแหน่ง)

หัวข้อนี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด เพราะจะทดสอบว่าคุณรู้หรือไม่ว่าคำประเภทไหนควรวางไว้ตรงไหนในประโยค เช่น คำคุณศัพท์ (Adjective) ต้องวางหน้าคำนาม (Noun) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) มักจะขยายคำกริยา (Verb) หรือวางไว้ท้ายประโยค

ในประสบการณ์ของผมตอนที่เริ่มติวใหม่ๆ ผมเคยสับสนระหว่าง suffix หรือคำลงท้ายอย่าง -ment, -tion (ที่เป็นคำนาม) กับ -ly (ที่เป็น Adverb) มากๆ ครับ จนกระทั่งผมลองสังเกตตำแหน่งของมันในประโยคแทนการนั่งท่องจำความหมายเพียงอย่างเดียว การเข้าใจตำแหน่งของคำช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำข้อสอบประเภท Cloze Test ได้ถึง 30-40% เลยทีเดียว เพราะบางครั้งเราไม่ต้องแปลความหมายออกทุกคำ แค่ดูตำแหน่งหน้าหลังช่องว่างก็ตัดตัวเลือกทิ้งได้แล้ว

2. Tenses (การใช้กาลเวลาในประโยค)

Tense ในข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้ออกครบทั้ง 12 Tenses แต่จะวนเวียนอยู่กับ 4-5 Tenses หลักคือ Present Simple, Present Perfect, Past Simple และ Future Simple โดยข้อสอบมักจะให้คำบ่งบอกเวลา (Time Expression) มาให้เราเป็นคำใบ้เสมอ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นคำว่า since หรือ for มักจะเชื่อมโยงกับ Present Perfect (Has/Have + V.3) เสมอ ผมเคยเจอโจทย์ข้อหนึ่งที่หลอกด้วยประโยคยาวเหยียด แต่จุดตายจริงๆ อยู่ที่คำว่า yesterday เพียงคำเดียวที่บอกว่าต้องใช้ Past Simple เท่านั้น อย่าโดนประโยคยาวๆ ทำให้เราไขว้เขวครับ ให้มองหาคำบ่งบอกเวลาให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก

3. Subject-Verb Agreement (ประธานสอดคล้องกับกริยา)

หลักการง่ายๆ ที่หลายคนพลาดคือ ประธานเอกพจน์ กริยาต้องเติม s/es ส่วนประธานพหูพจน์ กริยาไม่ต้องเติม แต่ความยากของ ก.พ. คือประธานมักจะมีส่วนขยายที่ยาวมากๆ มาคั่นกลาง เช่น phrases ที่ขึ้นต้นด้วย together with, along with หรือ as well as เพื่อทำให้เราสับสนว่าประธานจริงๆ คือตัวไหนกันแน่

นี่คือจุดที่ผมมักจะเรียกว่า กับดักระยะห่าง ครับ ข้อสอบมักวางประธานไว้ต้นประโยค แล้วใส่ส่วนขยายมาคั่นสัก 4-5 คำ ก่อนจะถึงกริยา ทำให้เราลืมไปว่าประธานตัวแรกสุดนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ การฝึกตัดส่วนขยายทิ้งในใจจะช่วยให้คุณมองเห็นโครงสร้างประธานและกริยาที่แท้จริงได้แม่นยำขึ้นมาก

4. Passive Voice (ประโยคถูกกระทำ)

ข้อสอบ ก.พ. มักจะมีประโยคที่ประธานเป็นสิ่งของ เช่น รายงาน (Report), จดหมาย (Letter) หรือนโยบาย (Policy) ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ไม่สามารถกระทำกริยาเองได้ ดังนั้นต้องใช้โครงสร้าง Passive Voice (Verb to be + V.3) เสมอ

แต่ระวังให้ดีนะครับ มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือผู้สอบมักเลือกตอบ Active Voice เพียงเพราะแปลประโยคเป็นไทยแล้วฟังดูไม่ขัดหู เช่น รายงานส่งแล้ว (The report sent) ซึ่งในภาษาอังกฤษต้องเป็น The report was sent เท่านั้น กฎเหล็กของผมคือถ้าประธานไม่มีชีวิต ให้เช็ก Passive Voice ก่อนเสมอครับ [2]

5. If-Clauses (ประโยคเงื่อนไข)

ประโยคเงื่อนไขมักออกสอบอย่างน้อย 1 ข้อเสมอ โดยเฉพาะ Type 1 (เป็นไปได้จริง) และ Type 2 (สมมติในปัจจุบัน) หัวใจสำคัญคือการจำคู่กริยาให้แม่นครับ เช่น If + Present Simple คู่กับ Will + V.1 หรือ If + Past Simple คู่กับ Would + V.1

ผมเคยท่องสูตร If-Clause จนขึ้นใจ แต่พอเข้าห้องสอบจริงดันลนจนจำสลับกัน การมีสูตรลัดที่จดลงบนกระดาษทดทันทีที่เริ่มทำข้อสอบภาษาอังกฤษจะช่วยลดความตื่นเต้นได้เยอะมากครับ เชื่อเถอะครับว่าคะแนนเพียง 1 ข้อจาก If-Clause อาจเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะผ่านภาค ก ในปีนี้หรือไม่

ลำดับความสำคัญของเนื้อหา แกรมม่า ก.พ. ที่ควรเน้น

เนื่องจากวิชาภาษาอังกฤษมีเวลาจำกัด การเลือกอ่านหัวข้อที่มีน้ำหนักคะแนนสูงและออกบ่อยจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการพยายามอ่านทุกอย่างในภาษาอังกฤษ ผมได้จัดลำดับความสำคัญตามสถิติที่พบในข้อสอบย้อนหลัง 5 ปีมาให้แล้วครับ

การเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญของหัวข้อแกรมม่า

เพื่อให้การเตรียมตัวมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรโฟกัสไปที่หัวข้อที่มีโอกาสออกสอบสูงและสามารถเก็บคะแนนได้ง่ายก่อน ดังนี้

กลุ่มหัวข้อหลัก (High Impact)

Parts of Speech, Tenses (Simple & Perfect), Subject-Verb Agreement

ปานกลาง - ต้องอาศัยการจดจำโครงสร้างและการสังเกตคำใบ้ในโจทย์

พบในทุกรอบการสอบ ทั้งในส่วนโครงสร้างและ Cloze Test

กลุ่มหัวข้อเสริม (Medium Impact)

Passive Voice, If-Clauses, Conjunctions (คำเชื่อม)

ปานกลางถึงสูง - ต้องเข้าใจบริบทและการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้น

ออกสม่ำเสมอประมาณ 1-2 ข้อต่อหัวข้อในแต่ละรอบ

กลุ่มหัวข้อเฉพาะ (Strategic Impact)

Articles, Prepositions, Quantifiers (many, much, some, any)

ต่ำ - เน้นความคุ้นเคยและการใช้ความรู้สึกร่วมกับหลักการพื้นฐาน

มักสอดแทรกอยู่ในส่วน Conversation หรือจุดเล็กๆ ใน Cloze Test

สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวน้อย ผมแนะนำให้เริ่มที่กลุ่ม High Impact เป็นอันดับแรก เพราะหัวข้อเหล่านี้คือกระดูกสันหลังของประโยคภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมดในข้อสอบ หากแม่นยำในกลุ่มนี้ คุณจะมีโอกาสผ่านเกณฑ์ 50% ได้ค่อนข้างสูง

เส้นทางเตรียมสอบของเก่ง: จากติดลบสู่การผ่านภาค ก ในรอบเดียว

เก่ง พนักงานเอกชนวัย 28 ปีในกรุงเทพฯ มีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างน้อยและกังวลเรื่องแกรมม่าเป็นพิเศษ เขาเคยลองซื้อหนังสือมาอ่านเองแต่ก็ล้มเลิกไปเพราะเนื้อหาดูเยอะและสับสนไปหมด

ความท้าทายแรกคือเขาพยายามท่องจำ Tense ทั้ง 12 กาลพร้อมกัน ผลที่ได้คือเขาสับสนโครงสร้างในเวลาเพียง 3 วันและทำคะแนนแบบฝึกหัดได้ไม่ถึง 20% ของข้อสอบทั้งหมดจนเกือบจะถอดใจ

เขาจึงเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์โฟกัสแค่ 4 Tense หลักและฝึกตัดส่วนขยายประโยคเพื่อหาประธานที่แท้จริง เขาเริ่มฝึกทำโจทย์วันละ 10 ข้อโดยเน้นไปที่การหาคำใบ้เวลาและประเภทของคำแทนการแปลทุกคำ

หลังจากฝึกฝน 4 สัปดาห์ เก่งรายงานว่าเขาสามารถทำข้อสอบส่วนแกรมม่าได้แม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในวันสอบจริงเขาผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษด้วยคะแนน 16 เต็ม 25 ข้อ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 3 คะแนน

รายละเอียดที่โดดเด่น

มองหาคำใบ้ก่อนเริ่มแปลเสมอ

คำระบุเวลา (Time markers) และคำเชื่อมประโยค (Conjunctions) คือกุญแจสำคัญที่จะบอกคุณว่าประโยคนั้นต้องใช้ Tense หรือโครงสร้างแบบไหน

ฝึกตัดส่วนขยายเพื่อหาหัวใจของประโยค

ส่วนขยายยาวๆ มักถูกใส่มาเพื่อหลอกเรา การหาประธานและกริยาหลักให้เจอจะช่วยให้ทำข้อสอบ Subject-Verb Agreement ได้แม่นยำขึ้น

อย่าเน้นแปลไทยมากเกินไป

ภาษาอังกฤษมีกฎเฉพาะตัว เช่น Passive Voice ที่บางครั้งแปลเป็นไทยแล้วฟังดูแปลกๆ แต่ถูกต้องตามหลักแกรมม่า ให้ยึดโครงสร้างสากลเป็นหลัก

หากคุณยังไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการเรียกชื่อ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ แกมม่า เขียนยังไง เพื่อความถูกต้องครับ
เน้นคุณภาพการทำโจทย์มากกว่าปริมาณ

ทำโจทย์ 10 ข้อแล้ววิเคราะห์ข้อผิดพลาดอย่างละเอียด มีประโยชน์กว่าการทำ 50 ข้อแบบผ่านๆ โดยไม่เข้าใจเหตุผลที่ตอบผิด

เอกสารอ้างอิง

ถ้าพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีเลย จะเก็บคะแนนแกรมม่าทันไหม?

ทันแน่นอนครับ แนะนำให้เริ่มจากการจำโครงสร้าง Parts of Speech และ Tenses พื้นฐาน 3-4 อย่างก่อน เพราะข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้เน้นแกรมม่าที่ซับซ้อนมากนัก การฝึกทำโจทย์ย้อนหลังวันละ 15-20 นาทีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับแพทเทิร์นข้อสอบได้ในเวลาไม่ถึงเดือน

ส่วนของแกรมม่าออกกี่ข้อในวิชาภาษาอังกฤษ?

ในวิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ แกรมม่ามักจะกระจายอยู่ในส่วนโครงสร้างประโยค 5 ข้อ และใน Cloze Test อีกประมาณ 5-10 ข้อ รวมแล้วสัดส่วนแกรมม่าจะมีผลกับคะแนนของคุณเกือบ 40% ของทั้งหมดครับ

ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงตกวิชาภาษาอังกฤษ ก.พ.?

สาเหตุหลักคือการบริหารเวลาไม่ดีและประมาทส่วนแกรมม่าครับ หลายคนใช้เวลากับการอ่านบทความยาวๆ นานเกินไปจนไม่มีเวลาเหลือมาวิเคราะห์โครงสร้างแกรมม่าที่จริงแล้วสามารถเก็บคะแนนได้เร็วกว่าหากจำสูตรได้แม่นยำ

การอ้างอิงไขว้

  • [1] Opendurian - ข้อสอบภาษาอังกฤษ ก.พ. มีทั้งหมด 25 ข้อ และต้องการคะแนนผ่านเพียง 50% หรือทำถูกแค่ 13 ข้อเท่านั้น
  • [2] Opendurian - ผู้สอบมักเลือกตอบ Active Voice เพียงเพราะแปลประโยคเป็นไทยแล้วฟังดูไม่ขัดหูในกรณีที่ประธานควรเป็นผู้ถูกกระทำ