แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง
แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง: สัดส่วน 5-10 ข้อ
ผู้สอบหลายคนกังวลกับข้อสงสัยที่ว่า แกรมม่า กพ ออกเรื่องอะไรบ้าง จนเกิดความเครียดและละทิ้งการเตรียมตัวส่วนอื่น การทำความเข้าใจภาพรวมของการสอบภาษาอังกฤษช่วยให้คุณวางแผนการอ่านได้อย่างถูกต้อง หากคุณจับจุดเนื้อหาที่สำคัญได้ โอกาสในการสอบผ่านก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ศึกษาแนวทางและเตรียมพร้อมเพื่อคว้าคะแนน
เจาะลึกหัวข้อแกรมม่า ก.พ. ที่ออกสอบบ่อยที่สุด
หัวข้อแกรมม่าที่ออกสอบ ก.พ. ภาค ก ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่โครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการสื่อสารและการทำงานจริง โดยหัวข้อแกรมม่า สอบ ก.พ.หลักที่ต้องเตรียมตัวคือ Tenses, Parts of Speech, Subject-Verb Agreement, Passive Voice และ If-Clauses ซึ่งมักปรากฏในส่วนของข้อสอบแบบเติมคำในช่องว่างหรือ Cloze Test เป็นหลัก
พูดตามตรงนะครับ หลายคนกังวลกับแกรมม่าจนเกินไป ทั้งที่ความจริงแล้วข้อสอบภาษาอังกฤษ ก.พ. มีทั้งหมด 25 ข้อ และต้องการคะแนนผ่านเพียง 50% หรือทำถูกแค่ 13 ข้อเท่านั้น ([1] สำหรับวุฒิปริญญาตรีและโท) ซึ่งส่วนของแกรมม่ามักจะมีสัดส่วนประมาณ 5-10 ข้อ หากนับรวมใน Cloze Test ด้วย ดังนั้นถ้าเราจับจุดหัวข้อที่ออกบ่อยได้ โอกาสผ่านก็อยู่ไม่ไกลครับ
1. Parts of Speech (ชนิดของคำและการวางตำแหน่ง)
หัวข้อนี้ถือเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด เพราะจะทดสอบว่าคุณรู้หรือไม่ว่าคำประเภทไหนควรวางไว้ตรงไหนในประโยค เช่น คำคุณศัพท์ (Adjective) ต้องวางหน้าคำนาม (Noun) หรือคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) มักจะขยายคำกริยา (Verb) หรือวางไว้ท้ายประโยค
ในประสบการณ์ของผมตอนที่เริ่มติวใหม่ๆ ผมเคยสับสนระหว่าง suffix หรือคำลงท้ายอย่าง -ment, -tion (ที่เป็นคำนาม) กับ -ly (ที่เป็น Adverb) มากๆ ครับ จนกระทั่งผมลองสังเกตตำแหน่งของมันในประโยคแทนการนั่งท่องจำความหมายเพียงอย่างเดียว การเข้าใจตำแหน่งของคำช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำข้อสอบประเภท Cloze Test ได้ถึง 30-40% เลยทีเดียว เพราะบางครั้งเราไม่ต้องแปลความหมายออกทุกคำ แค่ดูตำแหน่งหน้าหลังช่องว่างก็ตัดตัวเลือกทิ้งได้แล้ว
2. Tenses (การใช้กาลเวลาในประโยค)
Tense ในข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้ออกครบทั้ง 12 Tenses แต่จะวนเวียนอยู่กับ 4-5 Tenses หลักคือ Present Simple, Present Perfect, Past Simple และ Future Simple โดยข้อสอบมักจะให้คำบ่งบอกเวลา (Time Expression) มาให้เราเป็นคำใบ้เสมอ
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเห็นคำว่า since หรือ for มักจะเชื่อมโยงกับ Present Perfect (Has/Have + V.3) เสมอ ผมเคยเจอโจทย์ข้อหนึ่งที่หลอกด้วยประโยคยาวเหยียด แต่จุดตายจริงๆ อยู่ที่คำว่า yesterday เพียงคำเดียวที่บอกว่าต้องใช้ Past Simple เท่านั้น อย่าโดนประโยคยาวๆ ทำให้เราไขว้เขวครับ ให้มองหาคำบ่งบอกเวลาให้เจอก่อนเป็นอันดับแรก
3. Subject-Verb Agreement (ประธานสอดคล้องกับกริยา)
หลักการง่ายๆ ที่หลายคนพลาดคือ ประธานเอกพจน์ กริยาต้องเติม s/es ส่วนประธานพหูพจน์ กริยาไม่ต้องเติม แต่ความยากของ ก.พ. คือประธานมักจะมีส่วนขยายที่ยาวมากๆ มาคั่นกลาง เช่น phrases ที่ขึ้นต้นด้วย together with, along with หรือ as well as เพื่อทำให้เราสับสนว่าประธานจริงๆ คือตัวไหนกันแน่
นี่คือจุดที่ผมมักจะเรียกว่า กับดักระยะห่าง ครับ ข้อสอบมักวางประธานไว้ต้นประโยค แล้วใส่ส่วนขยายมาคั่นสัก 4-5 คำ ก่อนจะถึงกริยา ทำให้เราลืมไปว่าประธานตัวแรกสุดนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ การฝึกตัดส่วนขยายทิ้งในใจจะช่วยให้คุณมองเห็นโครงสร้างประธานและกริยาที่แท้จริงได้แม่นยำขึ้นมาก
4. Passive Voice (ประโยคถูกกระทำ)
ข้อสอบ ก.พ. มักจะมีประโยคที่ประธานเป็นสิ่งของ เช่น รายงาน (Report), จดหมาย (Letter) หรือนโยบาย (Policy) ซึ่งสิ่งของเหล่านี้ไม่สามารถกระทำกริยาเองได้ ดังนั้นต้องใช้โครงสร้าง Passive Voice (Verb to be + V.3) เสมอ
แต่ระวังให้ดีนะครับ มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจคือผู้สอบมักเลือกตอบ Active Voice เพียงเพราะแปลประโยคเป็นไทยแล้วฟังดูไม่ขัดหู เช่น รายงานส่งแล้ว (The report sent) ซึ่งในภาษาอังกฤษต้องเป็น The report was sent เท่านั้น กฎเหล็กของผมคือถ้าประธานไม่มีชีวิต ให้เช็ก Passive Voice ก่อนเสมอครับ [2]
5. If-Clauses (ประโยคเงื่อนไข)
ประโยคเงื่อนไขมักออกสอบอย่างน้อย 1 ข้อเสมอ โดยเฉพาะ Type 1 (เป็นไปได้จริง) และ Type 2 (สมมติในปัจจุบัน) หัวใจสำคัญคือการจำคู่กริยาให้แม่นครับ เช่น If + Present Simple คู่กับ Will + V.1 หรือ If + Past Simple คู่กับ Would + V.1
ผมเคยท่องสูตร If-Clause จนขึ้นใจ แต่พอเข้าห้องสอบจริงดันลนจนจำสลับกัน การมีสูตรลัดที่จดลงบนกระดาษทดทันทีที่เริ่มทำข้อสอบภาษาอังกฤษจะช่วยลดความตื่นเต้นได้เยอะมากครับ เชื่อเถอะครับว่าคะแนนเพียง 1 ข้อจาก If-Clause อาจเป็นตัวตัดสินว่าคุณจะผ่านภาค ก ในปีนี้หรือไม่
ลำดับความสำคัญของเนื้อหา แกรมม่า ก.พ. ที่ควรเน้น
เนื่องจากวิชาภาษาอังกฤษมีเวลาจำกัด การเลือกอ่านหัวข้อที่มีน้ำหนักคะแนนสูงและออกบ่อยจึงเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าการพยายามอ่านทุกอย่างในภาษาอังกฤษ ผมได้จัดลำดับความสำคัญตามสถิติที่พบในข้อสอบย้อนหลัง 5 ปีมาให้แล้วครับ
การเปรียบเทียบน้ำหนักความสำคัญของหัวข้อแกรมม่า
เพื่อให้การเตรียมตัวมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรโฟกัสไปที่หัวข้อที่มีโอกาสออกสอบสูงและสามารถเก็บคะแนนได้ง่ายก่อน ดังนี้กลุ่มหัวข้อหลัก (High Impact)
Parts of Speech, Tenses (Simple & Perfect), Subject-Verb Agreement
ปานกลาง - ต้องอาศัยการจดจำโครงสร้างและการสังเกตคำใบ้ในโจทย์
พบในทุกรอบการสอบ ทั้งในส่วนโครงสร้างและ Cloze Test
กลุ่มหัวข้อเสริม (Medium Impact)
Passive Voice, If-Clauses, Conjunctions (คำเชื่อม)
ปานกลางถึงสูง - ต้องเข้าใจบริบทและการใช้งานที่ซับซ้อนขึ้น
ออกสม่ำเสมอประมาณ 1-2 ข้อต่อหัวข้อในแต่ละรอบ
กลุ่มหัวข้อเฉพาะ (Strategic Impact)
Articles, Prepositions, Quantifiers (many, much, some, any)
ต่ำ - เน้นความคุ้นเคยและการใช้ความรู้สึกร่วมกับหลักการพื้นฐาน
มักสอดแทรกอยู่ในส่วน Conversation หรือจุดเล็กๆ ใน Cloze Test
สำหรับคนที่มีเวลาเตรียมตัวน้อย ผมแนะนำให้เริ่มที่กลุ่ม High Impact เป็นอันดับแรก เพราะหัวข้อเหล่านี้คือกระดูกสันหลังของประโยคภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมดในข้อสอบ หากแม่นยำในกลุ่มนี้ คุณจะมีโอกาสผ่านเกณฑ์ 50% ได้ค่อนข้างสูงเส้นทางเตรียมสอบของเก่ง: จากติดลบสู่การผ่านภาค ก ในรอบเดียว
เก่ง พนักงานเอกชนวัย 28 ปีในกรุงเทพฯ มีพื้นฐานภาษาอังกฤษค่อนข้างน้อยและกังวลเรื่องแกรมม่าเป็นพิเศษ เขาเคยลองซื้อหนังสือมาอ่านเองแต่ก็ล้มเลิกไปเพราะเนื้อหาดูเยอะและสับสนไปหมด
ความท้าทายแรกคือเขาพยายามท่องจำ Tense ทั้ง 12 กาลพร้อมกัน ผลที่ได้คือเขาสับสนโครงสร้างในเวลาเพียง 3 วันและทำคะแนนแบบฝึกหัดได้ไม่ถึง 20% ของข้อสอบทั้งหมดจนเกือบจะถอดใจ
เขาจึงเปลี่ยนมาใช้กลยุทธ์โฟกัสแค่ 4 Tense หลักและฝึกตัดส่วนขยายประโยคเพื่อหาประธานที่แท้จริง เขาเริ่มฝึกทำโจทย์วันละ 10 ข้อโดยเน้นไปที่การหาคำใบ้เวลาและประเภทของคำแทนการแปลทุกคำ
หลังจากฝึกฝน 4 สัปดาห์ เก่งรายงานว่าเขาสามารถทำข้อสอบส่วนแกรมม่าได้แม่นยำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และในวันสอบจริงเขาผ่านเกณฑ์ภาษาอังกฤษด้วยคะแนน 16 เต็ม 25 ข้อ ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำ 3 คะแนน
รายละเอียดที่โดดเด่น
มองหาคำใบ้ก่อนเริ่มแปลเสมอคำระบุเวลา (Time markers) และคำเชื่อมประโยค (Conjunctions) คือกุญแจสำคัญที่จะบอกคุณว่าประโยคนั้นต้องใช้ Tense หรือโครงสร้างแบบไหน
ฝึกตัดส่วนขยายเพื่อหาหัวใจของประโยคส่วนขยายยาวๆ มักถูกใส่มาเพื่อหลอกเรา การหาประธานและกริยาหลักให้เจอจะช่วยให้ทำข้อสอบ Subject-Verb Agreement ได้แม่นยำขึ้น
อย่าเน้นแปลไทยมากเกินไปภาษาอังกฤษมีกฎเฉพาะตัว เช่น Passive Voice ที่บางครั้งแปลเป็นไทยแล้วฟังดูแปลกๆ แต่ถูกต้องตามหลักแกรมม่า ให้ยึดโครงสร้างสากลเป็นหลัก
ทำโจทย์ 10 ข้อแล้ววิเคราะห์ข้อผิดพลาดอย่างละเอียด มีประโยชน์กว่าการทำ 50 ข้อแบบผ่านๆ โดยไม่เข้าใจเหตุผลที่ตอบผิด
เอกสารอ้างอิง
ถ้าพื้นฐานภาษาอังกฤษไม่ดีเลย จะเก็บคะแนนแกรมม่าทันไหม?
ทันแน่นอนครับ แนะนำให้เริ่มจากการจำโครงสร้าง Parts of Speech และ Tenses พื้นฐาน 3-4 อย่างก่อน เพราะข้อสอบ ก.พ. ไม่ได้เน้นแกรมม่าที่ซับซ้อนมากนัก การฝึกทำโจทย์ย้อนหลังวันละ 15-20 นาทีอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณคุ้นเคยกับแพทเทิร์นข้อสอบได้ในเวลาไม่ถึงเดือน
ส่วนของแกรมม่าออกกี่ข้อในวิชาภาษาอังกฤษ?
ในวิชาภาษาอังกฤษ 25 ข้อ แกรมม่ามักจะกระจายอยู่ในส่วนโครงสร้างประโยค 5 ข้อ และใน Cloze Test อีกประมาณ 5-10 ข้อ รวมแล้วสัดส่วนแกรมม่าจะมีผลกับคะแนนของคุณเกือบ 40% ของทั้งหมดครับ
ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงตกวิชาภาษาอังกฤษ ก.พ.?
สาเหตุหลักคือการบริหารเวลาไม่ดีและประมาทส่วนแกรมม่าครับ หลายคนใช้เวลากับการอ่านบทความยาวๆ นานเกินไปจนไม่มีเวลาเหลือมาวิเคราะห์โครงสร้างแกรมม่าที่จริงแล้วสามารถเก็บคะแนนได้เร็วกว่าหากจำสูตรได้แม่นยำ
การอ้างอิงไขว้
- [1] Opendurian - ข้อสอบภาษาอังกฤษ ก.พ. มีทั้งหมด 25 ข้อ และต้องการคะแนนผ่านเพียง 50% หรือทำถูกแค่ 13 ข้อเท่านั้น
- [2] Opendurian - ผู้สอบมักเลือกตอบ Active Voice เพียงเพราะแปลประโยคเป็นไทยแล้วฟังดูไม่ขัดหูในกรณีที่ประธานควรเป็นผู้ถูกกระทำ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต