แนะนำตัวเองพูดอะไรบ้าง
แนะนำตัวเอง พูดอะไรบ้างให้น่าสนใจและเป็นมืออาชีพ?
การแนะนำตัวนี่มันยากจริง ๆ นะ บางทีฉันก็คิดวนไปวนมาว่าต้องพูดอะไรให้มันดูดี น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ชื่อเฉย ๆ อ่ะ แบบให้คนเขาจำเราได้ใช่ไหม? มันรู้สึกกดดันนิดหน่อยเหมือนกันตอนแรก ๆ ไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดีเลย
ตอนนู้นนะ จำได้เลยเมื่อปี 2019 มีงานสัมมนาที่โรงแรมอะไรสักอย่าง แถว ๆ สุขุมวิทนี่แหละ ฉันพยายามมากที่จะท่องว่า 'สวัสดีครับ/ค่ะ ชื่อ... เป็นคน... ชอบ... ตอนนี้กำลัง...' คือมันเหมือนท่องสคริปต์ไปหน่อยอะ แล้วพอถึงเวลาจริงคือ ลืม! รู้สึกมันไม่เป็นตัวเองเอาซะเลย
หลังจากนั้นก็คิดนะว่า เออ แทนที่จะพยายามเป็นคนอื่น ทำไมไม่ลองเป็นตัวเองดูล่ะ? เลยเปลี่ยนใหม่ ลองหาอะไรที่มันเป็น 'ฉัน' จริง ๆ มารวมไว้ อย่างตอนนั้นฉันกำลังบ้าทำขนมปังอบเอง คือมันน่าสนใจกว่าบอกว่าเป็นคนใจเย็นตั้งเยอะนะ แถมยังได้คุยต่ออีก
เดี๋ยวนี้เวลาแนะนำตัวนะ ฉันจะเริ่มจากสิ่งที่ฉันอินมาก ๆ เลย อย่างเมื่อสองสามเดือนก่อน ตอนไปเวิร์คช็อปถ่ายรูปแถวลาดพร้าว ฉันบอกไปเลยว่า 'สวัสดีค่ะ ชื่อ... นะคะ ช่วงนี้กำลังสนุกกับการถ่ายรูปสตรีทที่เน้นแสงเงา แล้วก็กำลังลองทำกาแฟดริปเองอยู่ค่ะ' คือมันดูเป็นเราจริง ๆ แล้วก็มักจะมีคนถามต่อ เรื่องกาแฟบ้าง รูปบ้าง มันเวิร์คกว่าเยอะ
คือมันก็เหมือนกับการที่เราต้อง 'SEO' ให้ตัวเองแหละ แต่ไม่ใช่แบบคำเป๊ะ ๆ นะ ต้องเป็นคีย์เวิร์ดที่ทำให้คนอยากคลิกมาดูโปรไฟล์เราในชีวิตจริงมากกว่า พอเราจริงใจ คนเขาก็จะจำเราได้เอง ไม่ต้องประดิษฐ์ประดอยอะไรมาก แค่เป็นเราจริงๆ ก็พอแล้วเนอะ
แนะนำตัวยังไงให้เป็นที่จดจำ
อยากแนะนำตัวให้กรรมการอึ้งตะลึงเหมือนเจอญาติที่พลัดพราก? ลืมสคริปต์ท่องจำน่าเบื่อๆ ไปซะ นี่คือเวอร์ชันอัปเกรดที่คนฟังต้องหันมามองแรง
1. สวมบทให้ถูกเบอร์ ไม่ใช่ว่าต้องเป็นนักแสดงรางวัลตุ๊กตาทอง แต่ต้องอ่านเกมให้ออกว่าบริษัทนี้เขามาแนวไหน แนวสตาร์ทอัปใส่ยีนส์ขาด หรือแนวสถาบันการเงินที่กระดุมต้องติดถึงคอหอย อย่าแนะนำตัวแบบฟรีไซส์ มันใช้ไม่ได้กับทุกคน การบ้านนิดหน่อยจะทำให้คุณไม่ดูเหมือนคนหลงทางมา
2. ท่าทีต้องโปร อย่าเป็นแค่มือสมัครเล่น ความเป็นมืออาชีพไม่ได้แปลว่าต้องทำหน้าเครียดเหมือนแบกโลก แต่คือการแสดงให้เห็นว่าเรา "เอาอยู่" มั่นใจในสิ่งที่พูด ไม่ใช่มาแบบงงๆ เออออไปเรื่อย ความโปรมันฉายออกมาทางแววตาและน้ำเสียง ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู
3. Passion น่ะ... เก็บไว้บ้างก็ได้ แพชชั่นเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าพูดมากไปจะเหมือนเด็กขายฝันที่ยังไม่เคยลงสนามจริง บริษัทจ้างคนมาทำงาน ไม่ได้จ้างมาทำตามฝัน โชว์ให้เขาเห็นว่าคุณทำอะไร "ได้" บ้าง ไม่ใช่แค่ "อยาก" ทำอะไร แพชชั่นที่ไร้ฝีมือก็เหมือนน้ำมันที่ไม่มีรถให้เติม
4. บทพูดต้องสั้นเหมือนเทรลเลอร์หนัง เปิดตัวคุณภายใน 60-90 วินาที ให้น่าสนใจจนเขาอยากดูหนังเรื่องยาว (คือการคุยกับคุณต่อ) เล่าเฉพาะไฮไลต์เด็ดๆ ที่เกี่ยวกับงาน ไม่ใช่สารคดีชีวิต 8 ภาคจบ ที่เล่าย้อนไปถึงตอนอยู่อนุบาล ไม่มีใครอยากรู้หรอกว่าคุณเคยประกวดมารยาทไทยได้ที่ 2
5. ซ้อม ไม่ใช่ท่อง ความแตกต่างมันอยู่ตรงความเป็นธรรมชาติ ท่องมาเหมือนนกแก้วนกขุนทองนี่จบเลย คนฟังเค้ารู้ เค้าจับโป๊ะได้เก่งกว่าที่เราคิด ซ้อมเพื่อให้รู้คีย์เวิร์ดสำคัญ แล้วปล่อยให้มันไหลออกมาจากความเข้าใจจริง เหมือนเล่าเรื่องให้เพื่อนฟัง แต่เป็นเพื่อนที่ไม่สนิทมาก
6. อ่านเกมส์ อ่านคน สังเกตภาษากายและรีแอคชันของคนสัมภาษณ์ เขาพยักหน้า? ขมวดคิ้ว? หรือกำลังแอบส่องนาฬิกา? ไม่ใช่แค่เราโดนสัมภาษณ์ เราก็กำลังสัมภาษณ์เขาเหมือนกัน ว่าที่นี่คือที่ของเราจริงรึเปล่า ปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์เฉพาะหน้า
7. ปล่อยพลังบวก อย่าปล่อยพลังลบ ต่อให้ที่ทำงานเก่าจะแย่แค่ไหน ก็ห้ามเผาบ้านเก่าเด็ดขาด การพูดถึงคนอื่นในแง่ลบ มันสะท้อนตัวตนของคุณมากกว่าตัวตนของเขา โฟกัสที่อนาคตและสิ่งที่คุณจะทำให้ที่ใหม่ดีขึ้นยังไงดีกว่าเยอะ
8. เปิดตัวให้ปังเหมือนศิลปินปล่อยเพลงใหม่ 30 วินาทีแรกคือช่วงโกยคะแนน ตั้งแต่การเดินเข้าห้อง การสบตา การยิ้ม ไปจนถึงประโยคแรกที่ออกจากปาก ทุกอย่างมันคือคะแนนที่กำลังถูกนับในใจกรรมการ ความประทับใจแรกไม่มีเทคสอง ทำให้มันดีที่สุดซะ
เจาะลึกเทคนิคที่ไม่มีในตำราเรียน:
- สร้างประโยคฮุค (The Hook): แทนที่จะเริ่มว่า "สวัสดีครับ ผมชื่อ..." ลองเปลี่ยนเป็น "สวัสดีครับ ผมคือคนที่เคยลดค่าใช้จ่ายการตลาดลง 15% ด้วยการใช้เครื่องมือตัวใหม่" มันกระตุ้นความอยากรู้ทันที โยนผลลัพธ์ใส่หน้าไปก่อนเลย
- เล่าเรื่องแบบ STAR แต่ย่อให้สั้น: ไม่ต้องเล่าเต็มสูตร แต่หยิบแค่แก่นของมันมาใช้ สถานการณ์ (S), งาน (T), สิ่งที่ทำ (A), ผลลัพธ์ (R) ยำรวมกันในสองประโยคให้จบ เช่น "ตอนนั้นโปรเจกต์ลูกค้าใกล้จะล่ม (S) ผมเลยเข้าไปรื้อระบบการทำงานใหม่ (A) จนสุดท้ายส่งงานทันและลูกค้าต่อสัญญาเพิ่มอีกปี (R)"
- เปลี่ยนนามธรรมให้เป็นตัวเลข: "ทำงานเก่ง" มันวัดผลไม่ได้ แต่ "ปิดดีลได้ 5 โปรเจกต์ในไตรมาสเดียว" นี่สิของจริง ตัวเลขมันโกหกไม่เป็นและทรงพลังกว่าคำคุณศัพท์ลอยๆ
- ใช้ภาษากายเสริมความมั่นใจ: นั่งหลังตรง สบตาอย่างเป็นมิตร (ไม่ใช่จ้องจะกินหัว) ใช้มือประกอบการพูดเล็กน้อย มันทำให้คุณดูมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนหุ่นยนต์ที่ถูกตั้งโปรแกรมมา สายตาต้องจริงใจ ไม่ใช่สอดส่องหาทางหนีทีไล่
แนะนำตัวเองยังไงให้น่าจดจำ
การแนะนำตัวให้น่าจดจำและน่าประทับใจ จริงๆ แล้วมันคือศิลปะของการสร้าง การเชื่อมโยงแรกเริ่มที่แท้จริง (genuine initial connection) นะครับ ผมมองว่ามันเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความรู้สึกร่วมกันมากกว่าแค่การบอกข้อมูล
- สบตาอย่างเป็นธรรมชาติ นี่คือการเปิดประตูบทสนทนาเลยนะ การสบตาไม่ใช่แค่การมอง แต่คือการ แสดงความพร้อมที่จะสื่อสารและเปิดรับ (readiness to communicate and receive) ทำให้เขารู้สึกว่าเราให้ความสำคัญกับเขาตรงหน้าจริงๆ การไม่สบตานี่มันเหมือนกำแพงบางๆ ที่กั้นเอาไว้เลยนะ
- รอยยิ้มที่จริงใจพร้อมคำทักทาย สิ่งนี้สำคัญมาก มันเป็นเหมือน พลังงานบวกแรกที่ส่งไปถึงอีกฝ่าย (first positive energy sent) คนยิ้มง่ายมักจะเข้าถึงง่ายกว่าเสมอ และรอยยิ้มจริงใจมันสื่อสารได้มากกว่าคำพูดอีกนะ มันคือการเชื้อเชิญให้เขารู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยกับเรา
- บอกชื่อเราแล้วตามด้วยชื่อเขา นี่คือการแสดง ความเคารพและความตั้งใจที่จะจดจำ (respect and intention to remember) นะ ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการสร้างความเท่าเทียมในบทสนทนาตั้งแต่แรกเริ่ม ผมว่ามันคือการวางรากฐานของการรู้จักกันจริงๆ เลยแหละ
- ปิดท้ายด้วย "ยินดีที่ได้รู้จัก (ชื่อเขา)" การย้ำชื่อเขาอีกครั้งเป็นการ ตอกย้ำความผูกพันเล็กๆ (reinforcing a small bond) ที่เกิดขึ้น และยังช่วยให้เราจดจำชื่อเขาได้ดีขึ้นด้วยนะ วลีนี้มันเรียบง่ายแต่ทรงพลังในการสร้างความรู้สึกดีๆ ร่วมกัน
นอกเหนือจากขั้นตอนพื้นฐานเหล่านี้ การทำให้ตัวเองน่าจดจำยิ่งขึ้น มันมีองค์ประกอบที่ลึกซึ้งกว่านั้นอีกนิดหน่อยนะ
- บริบทที่เกี่ยวข้อง: การเชื่อมโยงตัวเองเข้ากับสถานการณ์หรือผู้คนรอบข้างเล็กน้อย ทำให้การแนะนำตัวดูมีเหตุผลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ใช่แค่แนะนำชื่อลอยๆ
- จุดเด่นสั้นๆ แต่แท้จริง: การเพิ่มข้อมูลเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับตัวเอง อาจจะเป็นงานอดิเรกที่ไม่ธรรมดา หรือเหตุผลที่คุณมาอยู่ที่นี่ในวันนี้ มันช่วยให้คนจดจำคุณได้ง่ายขึ้นโดยไม่ดูโอ้อวด เน้นความจริงใจ และความไม่พยายามจนเกินไป
- การฟังอย่างตั้งใจ: หลังจากแนะนำตัวแล้ว การแสดงความสนใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดจริงๆ คือหัวใจสำคัญของการสร้างความประทับใจ การจดจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แล้วนำมาพูดคุยต่อได้ในอนาคตคือแต้มต่อที่ดีเลย
- ภาษากายที่เปิดเผย: ท่ายืนหรือท่านั่งที่เปิดเผย ไม่ไขว้แขนหรือทำตัวปิดกั้น มันส่งสัญญาณว่าเราพร้อมที่จะทำความรู้จักและเปิดรับอีกฝ่าย นี่มันเป็นเรื่องของพลังงานที่มองไม่เห็นนะ
- การจดจำชื่อ: บางคนอาจมีเทคนิคส่วนตัว เช่น การทวนชื่ออีกครั้ง หรือการเชื่อมโยงชื่อกับสิ่งของ/บุคคลที่รู้จัก มันช่วยให้คุณไม่พลาดโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว
- ความต่อเนื่อง: ถ้ามีโอกาส การสร้างช่องทางในการติดต่อต่อกันเล็กน้อย เช่น การแลกเปลี่ยนนามบัตรหรือช่องทางโซเชียลมีเดีย มันทำให้ความประทับใจแรกนั้นคงอยู่และต่อยอดได้
นําเสนอตัวเอง มีอะไรบ้าง
ไอ้หนูเอ๊ย... ไม่มีอะไรจะเสนอ นอกจากความดิบ
- ประสบการณ์? มันก็มีบ้างแหละ ไม่เยอะ แต่ ไม่ว่างเปล่า
- เรียน? วิชาเดียวก็ เอาให้รอด ไม่ใช่เรียนไป งั้นๆ
- เกรด?ไม่สูง แต่ ไม่ไร้ค่า มันก็ วัดอะไรไม่ได้ ทั้งหมด
- กิจกรรม?ไม่เยอะ แต่ ทุกอย่างที่ทำ คือ ตั้งใจจริง
- อายุน้อย?สดใหม่ มี พลังเหลือเฟือ มากกว่าพวก แก่ๆ
- เปลี่ยนจุดอ่อน?มันก็เป็นแค่วิธีมองของแต่ละคน
ดาวน์โหลดได้แล้ววันนี้ทั้ง iOS และ Android.
สัมภาษณ์งาน: อย่าแอ๊บ อย่าพยายามเป็นคนอื่น เป็นตัวเอง นี่แหละ เสน่ห์ ที่สุด
ความดิบ: คือ อาวุธ ที่ ไม่เหมือนใคร ใช้ให้เป็น
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ศึกษาข้อมูลบริษัท: ล่วงหน้า ให้รู้เขา รู้เรา
- เตรียมคำถาม: ไม่ใช่แค่ตอบ แต่ต้องถามกลับ
- ความมั่นใจ:สำคัญสุด ต่อให้ เก่งไม่มาก ก็ เอาอยู่
- บุคลิก:แสดงออก ให้ น่าจดจำ ไม่ใช่ จืดชืด
การกล่าวแนะนำตัวมีหลักการพูดอย่างไร
หลักๆเลยนะ เวลาจะแนะนำตัวอะ ต้องพูดจาดีๆ สุภาพไว้ก่อน เลย คับ ใช้คำพูดแบบ ผม ดิฉัน ไรงี้ มันจะดูโปรเฟสชั่นแนลกว่าเยอะเลย
แล้วก้อพูดให้มันชัดๆไปเลย ไม่ต้องเยิ่นเย้อ เอาแบบสั้นๆกระชับๆ คนฟังจะได้เก็ท ทำหน้าตาเป็นมิตรๆด้วยนะ ยิ้มแย้มเข้าไว้ ไม่ต้องทำหน้าเครียดดด มันจะดูไม่น่าคุยด้วย
เจอผู้ใหญ่ก้อต้องอ่อนน้อมหน่อยนะคับ อันนี้สำคัญมากก ท่าทางต้องสุภาพเรียบร้อย แต่ แต่ก้อต้องมีความมั่นใจในตัวเองด้วยนะ ไม่ใช่พูดเสียงเบาๆในคออะ คนฟังเค้าจะรู้สึกว่าเราไม่น่าเชื่อถือ
- พูดจาสุภาพ ใช้ ผม/ดิฉัน/ครับ/ค่ะ ให้ติดปากเลย
- แนะนำตัวให้กระชับ ไม่ต้องเล่ายาวไป คนฟังจะเบื่อเอา บอกแค่ข้อมูลที่จำเป็นจิงๆ
- สีหน้าต้องเป็นมิตร ยิ้มหน่อยๆ ไม่ต้องเก็ก ไม่ต้องทำหน้าบึ้ง
- พูดจาฉะฉาน เสียงดังฟังชัด สบตาคนฟังด้วยนะ จะได้ดูมีความมั่นใจ
- บอกข้อมูลสำคัญๆ เช่น ชื่อ-นามสกุล กำลังเรียนที่ไหน หรือทำงานตำแหน่งอะไร
- ซ้อมพูดหน้ากระจกก่อนก้อได้นะ จะได้ไม่ตื่นเต้นมากจิงๆ
การแนะนําตัวเอง มีอะไรบ้าง
เรื่องแนะนำตัวในพอร์ตโฟลิโอเนี่ยนะ มันก็เหมือนกับการพรีเซนต์ตัวเองให้กรรมการเห็นว่าเราไม่ใช่แค่ "อีกคน" แต่เป็น "คนพิเศษ" ที่เขาควรจะรู้จัก... หรือไม่ก็อย่างน้อยให้รู้ว่าเราไม่บ้า!
น้องๆ ต้องจัดเต็มข้อมูลพื้นฐานให้ครบถ้วน เหมือนทำบัตรประชาชนฉบับอัปเกรด แต่เวอร์ชั่นที่ดูดีกว่าเยอะนะ ฉันว่านะ
ชื่อ-นามสกุล ชื่อเล่น อายุเนี่ย มันพื้นฐานสุดๆ ยิ่งกว่าอากาศที่เราหายใจอีกนะ ส่วนวันเกิด กรุ๊ปเลือดก็ใส่ไปเถอะ เผื่ออาจารย์อยากรู้ว่าเราเกิดเดือนเดียวกับนักวิทยาศาสตร์คนไหน หรือกรุ๊ปเลือดเราหายากแค่ไหน
นิสัย ความชอบส่วนตัว หรืองานอดิเรกนี่แหละตัวตัดสิน! อย่าเขียนแค่ 'ชอบดูหนัง' จงใส่ 'ชอบดูหนังอินดี้สายดาร์กที่ไม่มีใครเข้าใจ' มันจะดูมีกิมมิคมากกว่าเยอะ นี่คือโอกาสโชว์ของ
และที่สำคัญสุดๆ นะ ข้อมูลทุกอย่างต้องเป็นของจริงเท่านั้น ห้ามคิดจะมโนเอาเองเชียวล่ะ เดี๋ยวจะกลายเป็นหนังคนละม้วนตอนสอบสัมภาษณ์ อาจารย์จับได้นี่หน้าแตกหมอไม่รับเย็บนะเออ
พอร์ตเราจะได้น่าดึงดูด เหมือนเราเป็นสินค้าลิมิเต็ดที่อาจารย์ต้องกดสั่งซื้อให้ทัน ส่วนตัวแล้วฉันชอบคนที่บอกอะไรตรงไปตรงมา มันดูจริงใจดีนะ
ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ควรมีเพิ่มเติม เผื่อใครอยากให้พอร์ตปังกว่าเดิม:
- รูปถ่ายติดพอร์ตก็สำคัญนะ ไม่ใช่รูปเซลฟี่หน้าตรงเหมือนกำลังรบกับแสงแดด เอาแบบสุภาพ แต่มีชีวิตชีวาหน่อย
- ช่องทางการติดต่อต้องชัดเจน ไลน์ ไอจี อีเมล เบอร์โทร ให้ครบ เหมือนแผนที่สมบัติที่กรรมการต้องตามหาเราเจอ
- ความฝัน หรือ เป้าหมายในอนาคต บอกไปเลยว่าอยากสร้างอะไร อยากเป็นใคร จะได้รู้ว่าเรามีวิสัยทัศน์ ไม่ใช่มาแบบลอยๆ
- ทักษะพิเศษก็ใส่ไป เช่น เล่นหมากเก็บเก่งระดับประเทศ หรือสามารถกินส้มตำเผ็ดได้โดยไม่ซับเหงื่อ อันนี้ช่วยสร้างความจดจำได้ดี (ถ้ามันน่าสนใจนะ)
- ผลงาน หรือ ประสบการณ์ที่ผ่านมา ถ้ามีจะดีมาก โชว์ของเลยว่าเราทำอะไรมาบ้าง เหมือนใบรับประกันคุณภาพชีวิตของเรานั่นแหละ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต