รายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
รายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้างประกอบด้วยแหล่งเงินพื้นฐานดังนี้ เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 600 ถึง 1,000 บาทตามช่วงอายุ เงินจากกองทุนการออมแห่งชาติและประกันชีวิตแบบบำนาญ รายได้จากค่าเช่าเงินปันผลและสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

รายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้าง? แหล่งเงินทุนและสวัสดิการ

การเตรียมความพร้อมเรื่องรายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้างช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินระยะยาว. ผู้สูงอายุที่มีแผนรับเงินจากหลายแหล่งลดความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่อง. การศึกษาทางเลือกรับสวัสดิการและผลตอบแทนจากสินทรัพย์เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง. เริ่มต้นวางแผนวันนี้เพื่อป้องกันปัญหาเงินไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตและรักษาคุณภาพชีวิตที่ดี.

รายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้าง: สรุปแหล่งเงินถุงเงินถังสำหรับวัยเกษียณ

การวางแผนรายได้เกษียณในประเทศไทยไม่ได้มีเพียงแค่เงินเก็บในบัญชีธนาคารเท่านั้น แต่ประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่ สวัสดิการจากรัฐบาล (เช่น เบี้ยยังชีพและประกันสังคม) กองทุนจากการทำงาน (เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือ กบข.) และการออมส่วนบุคคล (เช่น ประกันบำนาญหรือการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์) การเข้าใจแหล่งที่มาเหล่านี้จะช่วยให้คุณประเมินได้ว่าในแต่ละเดือนจะมีกระแสเงินสดไหลเข้ากระเป๋าเท่าไหร่เพื่อให้เพียงพอต่อค่าครองชีพที่สูงขึ้น

พูดกันตรงๆ นะครับ หลายคนมักจะฝากความหวังไว้กับแหล่งใดแหล่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวมาก ผมเคยเจอเคสที่คิดว่าเงินบำนาญประกันสังคมจะเพียงพอ แต่เมื่อถึงเวลาจริงๆ กลับพบว่าความเข้าใจเรื่องเงินหลังเกษียณมีอะไรบ้างนั้นสำคัญมาก เพราะเงินจำนวนนั้นครอบคลุมเพียงค่าอาหารพื้นฐานเท่านั้น ไม่รวมค่ารักษาพยาบาลหรือค่าส่วนกลางหมู่บ้านที่ขยับตัวขึ้นทุกปี ในปี 2026[1] นี้ สัดส่วนผู้สูงอายุในไทยเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 21% ของประชากรทั้งหมด ทำให้การพึ่งพาตนเองผ่านแหล่งรายได้ที่หลากหลายกลายเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้เลยจริงๆ

1. สวัสดิการและเงินช่วยเหลือจากภาครัฐ

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นรายได้พื้นฐานที่คนไทยทุกคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปและไม่ได้รับบำนาญจากรัฐมีสิทธิได้รับ โดยจ่ายแบบขั้นบันไดเริ่มตั้งแต่ 600 ถึง 1,000 บาทต่อเดือน ตามช่วงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ปี แม้เงินจำนวนนี้จะดูไม่มาก แต่สำหรับหลายคนมันคือเงินที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันได้

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าค่าครองชีพขั้นต่ำในกรุงเทพฯ และปริมณฑลสำหรับผู้สูงอายุขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 12,000 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน การมีเพียงเบี้ยยังชีพจึงครอบคลุมไม่ถึง 10% ของค่าใช้จ่ายที่จำเป็นด้วยซ้ำ ผมจำได้ว่าตอนที่ช่วยคุณอาวางแผนการเงิน เราลองกดเครื่องคิดเลขดูแล้วถึงกับอึ้ง เพราะเงิน 600 บาทนั้นแทบจะซื้อกาแฟดีๆ ได้ไม่กี่แก้วในสมัยนี้ นี่คือเหตุผลที่เราต้องมองหาแหล่งรายได้อื่นมาเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป

2. เงินบำนาญจากกองทุนประกันสังคม (มาตรา 33 และ 39)

สำหรับมนุษย์เงินเดือน รายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้าง ที่เป็นแหล่งสำคัญที่สุดคือเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคม หากคุณส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน คุณจะมีสิทธิได้รับเงินบำนาญรายเดือนไปตลอดชีวิต โดยคำนวณตามสูตร CARE จากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาส่งสมทบที่ปรับมูลค่าแล้ว และจะบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ต่อทุกๆ 12 เดือนที่ส่งเกินกำหนด 180 เดือน [4]

ปัจจุบันเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณยังอยู่ที่ 15,000 บาท ซึ่งหมายความว่าผู้ประกันตนมักกังวลว่าบำนาญประกันสังคมได้กี่บาท โดยในช่วงเริ่มต้น (ส่งครบ 15 ปีพอดี) จะอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน แต่สำหรับคนที่ทำงานมานาน 30-35 ปี เงินจำนวนนี้อาจขยับขึ้นไปถึง 7,500 ถึง 9,500 บาทได้ การวางแผนให้ยอดเงินสมทบต่อเนื่องจึงสำคัญมาก ผมเคยเห็นหลายคนลาออกจากมาตรา 33 แล้วไม่ต่อมาตรา 39 ทำให้เสียสิทธิบำนาญไปอย่างน่าเสียดาย - นี่คือความผิดพลาดราคาแพงที่แก้ยากเมื่ออายุมากแล้ว

3. กองทุนเพื่อการเกษียณจากการทำงาน (PVD และ กบข.)

หากคุณทำงานในบริษัทเอกชนที่มีสวัสดิการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) หรือเป็นข้าราชการที่มี กบข. นี่คือขุมทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดแหล่งหนึ่ง เงินส่วนนี้เกิดจากการที่เราออมเองส่วนหนึ่งและนายจ้างช่วยสมทบให้อีกส่วนหนึ่ง แถมยังนำไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยตามนโยบายที่คุณเลือกเองได้ด้วย

สถิติระบุว่าพนักงานที่เลือกส่งเงินสมทบเต็มเพดาน (ส่วนใหญ่คือ 15%) ตั้งแต่เริ่มทำงาน มีโอกาสที่จะมีเงินก้อนหลังเกษียณสูงกว่าคนที่ส่งขั้นต่ำถึง 3 เท่าตัว เมื่อเกษียณอายุ คุณสามารถเลือกรับเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว หรือจะขอทยอยรับเป็นรายเดือนเพื่อสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอก็ได้ ในประสบการณ์ของผม จุดตายของกองทุนนี้คือการ ลาออกแล้วถอนเงิน ออกมาใช้ก่อนเกษียณ ซึ่งทำให้แผนการเงินพังไม่เป็นท่า สู้เราปล่อยให้พลังของดอกเบี้ยทบต้นทำงานไปเรื่อยๆ จะดีกว่าครับ

4. แหล่งรายได้เสริมจากการออมและลงทุนส่วนบุคคล

นอกเหนือจากสวัสดิการภาคบังคับแล้ว รายได้จากการออมส่วนบุคคลคือตัวตัดสินว่าชีวิตหลังเกษียณของคุณจะ อยู่รอด หรือ อยู่สบาย และการพิจารณาว่ารายได้หลังเกษียณ ได้แก่อะไรบ้างในกลุ่มนี้ประกอบด้วยหลายส่วนที่น่าสนใจครับ

ช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ: ประกันชีวิตแบบบำนาญ: จ่ายเบี้ยตอนทำงาน แล้วรอรับเงินคืนแน่นอนทุกปีหลังอายุ 55 หรือ 60 ปี กองทุนการออมแห่งชาติ เงื่อนไข สำหรับอาชีพอิสระ รัฐช่วยสมทบให้ตามช่วงอายุ (สูงสุด 1,800 บาทต่อปี) [5] รายได้จากสินทรัพย์: เช่น ค่าเช่าคอนโด เงินปันผลจากหุ้นกู้ หรือหุ้นพื้นฐานดีที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นวิธีสร้างรายได้หลังเกษียณที่มีประสิทธิภาพ สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (Reverse Mortgage): การนำบ้านที่ผ่อนหมดแล้วมาเปลี่ยนเป็นเงินเลี้ยงชีพรายเดือน

ผมขอย้ำเรื่อง Reverse Mortgage สักนิด เพราะในไทยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มันเหมาะมากสำหรับคนที่มีบ้านแต่ไม่มีเงินสดเพียงพอ ธนาคารจะจ่ายเงินให้เราทุกเดือนโดยใช้บ้านเป็นหลักประกัน และเรายังอาศัยอยู่ในบ้านได้จนเสียชีวิต ฟังดูดีใช่ไหมครับ? แต่ต้องระวังเรื่องดอกเบี้ยที่ทบเข้าไปเรื่อยๆ จนอาจจะเกินมูลค่าบ้านในอนาคตหากเรามีอายุยืนยาวมากๆ - นี่คือดาบสองคมที่ต้องศึกษาให้ดีก่อนเซ็นสัญญา

เปรียบเทียบแหล่งรายได้หลักหลังเกษียณ

เพื่อให้เห็นภาพรวมชัดเจนขึ้น เรามาเทียบกันว่าแหล่งเงินแต่ละประเภทมีจุดเด่นและเงื่อนไขต่างกันอย่างไรในสถานการณ์ปี 2026

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ

สูงมากเพราะเป็นสวัสดิการพื้นฐานจากรัฐบาล

คนไทยทุกคนอายุ 60 ปีขึ้นไป (ยกเว้นผู้รับบำนาญรัฐ)

600-1,000 บาทต่อเดือน (ตามช่วงอายุ)

บำนาญประกันสังคม (ม.33)

สูง ตราบใดที่กองทุนประกันสังคมยังมีความมั่นคงทางสถานะการเงิน

ลูกจ้างเอกชนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือนขึ้นไป

ประมาณ 3,000-9,500 บาท (ขึ้นกับระยะเวลาและฐานเงินเดือน)

ประกันชีวิตแบบบำนาญ (ทางเลือกแนะนำ)

สูงมากและระบุจำนวนเงินไว้ชัดเจนตั้งแต่วันแรกที่ซื้อ

บุคคลทั่วไปที่ต้องการกระแสเงินสดแน่นอนเพิ่มเติม

ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ (ระบุเป็นเปอร์เซ็นต์ของทุนประกัน)

หากเน้นความยั่งยืน การพึ่งพาเพียงเบี้ยยังชีพรัฐบาลอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพออย่างแน่นอน แผนที่ดีที่สุดคือการผสมผสานบำนาญประกันสังคมเข้ากับเงินออมส่วนบุคคลหรือประกันบำนาญเพื่อให้มีรายได้รวมต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท

บทเรียนจากพี่น้อย: เมื่อเงินก้อนสุดท้ายไม่เป็นไปตามแผน

พี่น้อย อดีตพนักงานฝ่ายขายในกรุงเทพฯ เกษียณอายุตอน 60 ปีพร้อมเงินก้อนจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพประมาณ 2 ล้านบาท เธอคิดว่าเงินจำนวนนี้รวมกับบำนาญประกันสังคมเดือนละ 5,000 บาทจะเพียงพอสำหรับใช้ชีวิตในต่างจังหวัดบ้านเกิดที่เชียงใหม่

ความผิดพลาดแรกคือเธอนำเงิน 5 แสนบาทไปซ่อมแซมบ้านไม้หลังเก่าและซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ทันทีที่กลับไป ผลคือเงินสดลดลงฮวบฮาบขณะที่ค่าครองชีพในเชียงใหม่สูงกว่าที่คิด โดยเฉพาะค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาลเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง

หลังจากผ่านไป 2 ปี พี่น้อยเริ่มเครียดเพราะเงินเก็บลดลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนกลยุทธ์โดยการนำเงินที่เหลือไปลงในหุ้นกู้เกรดดีและกองทุนรวมที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอ เพื่อสร้างรายได้เสริมเดือนละ 4,000 บาทมาช่วยพยุงค่าใช้จ่าย

ปัจจุบันพี่น้อยมีรายได้จาก 3 ทางคือ ประกันสังคม ปันผล และเบี้ยยังชีพ รวมแล้วประมาณ 10,000 บาทต่อเดือน แม้จะไม่หรูหราแต่เธอบอกว่าการมีเงินไหลเข้าหลายทางช่วยลดความกังวลใจได้ดีกว่าการถือเงินก้อนใหญ่ที่ค่อยๆ หดหายไปทุกวัน

ภาพรวมทั่วไป

อย่าฝากชีวิตไว้กับแหล่งรายเดียว

การกระจายแหล่งรายได้หลังเกษียณอย่างน้อย 3 แหล่ง (รัฐ, งาน, ส่วนตัว) ช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจและนโยบายภาครัฐ

หากต้องการความชัดเจนในการเตรียมตัว คุณควรศึกษาเพิ่มเติมว่า รายได้หลังเกษียณมีอะไรบ้าง เพื่อให้มีเงินใช้เพียงพอในอนาคตครับ
ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมสม่ำเสมอ

เงินบำนาญประกันสังคมอาจสูงถึง 9,500 บาทหากส่งต่อเนื่องยาวนาน การเช็กยอดเงินสมทบผ่านแอปพลิเคชันจะช่วยให้คุณวางแผนเป้าหมายได้แม่นยำขึ้น

รายได้จากสินทรัพย์คือทางรอดที่ยั่งยืน

การเปลี่ยนเงินก้อนเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ (Passive Income) เช่น หุ้นปันผลหรือกองทุนรวม ช่วยให้คุณมีเงินใช้โดยไม่ต้องกังวลว่าเงินต้นจะหมดลงเร็วเกินไป

ความเข้าใจผิดทั่วไป

ถ้าเคยทำงานบริษัทแต่ลาออกมาทำอาชีพอิสระ จะได้รับเงินเกษียณจากไหน?

คุณยังคงได้รับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุตามปกติ และหากเคยส่งประกันสังคมครบ 180 เดือนก็จะมีสิทธิได้รับบำนาญเมื่ออายุครบ 55 ปี นอกจากนี้คุณควรสมัครกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เพื่อรับเงินสมทบจากรัฐบาลเพิ่มเติมด้วย

เงินเกษียณจากประกันสังคมต้องเสียภาษีไหม?

โดยปกติแล้วเงินบำนาญชราภาพจากประกันสังคมจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่รายได้อื่นๆ เช่น เงินปันผล หุ้นกู้ หรือค่าเช่าบ้าน ยังคงต้องนำมาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ปกติหากรายได้รวมถึงเกณฑ์ที่กำหนด

เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 2569 จะมีการปรับเพิ่มเงินไหม?

ปัจจุบันยังคงยึดหลักเกณฑ์เดิมคือ 600 ถึง 1,000 บาทตามช่วงอายุ แม้จะมีกระแสข่าวเรื่องการปรับเพิ่มเป็น 3,000 บาท แต่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายที่ชัดเจน ดังนั้นควรวางแผนบนฐานตัวเลขปัจจุบันเพื่อความปลอดภัย

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่ถือเป็นคำแนะนำทางการเงินหรือการลงทุนส่วนบุคคล กฎหมายและระเบียบการจ่ายเงินสวัสดิการต่างๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามนโยบายภาครัฐในแต่ละช่วงเวลา ท่านควรปรึกษาที่ปรึกษาทางการเงินหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนเกษียณอายุของท่าน

การระบุแหล่งที่มา

  • [1] Amarintv - สัดส่วนผู้สูงอายุในไทยเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 21% ของประชากรทั้งหมดในปี 2026
  • [4] Ocean - เงินบำนาญประกันสังคมจะคำนวณตามสูตร CARE จากค่าจ้างเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาส่งสมทบที่ปรับมูลค่าแล้ว และจะบวกเพิ่มให้อีก 1.5% ต่อทุกๆ 12 เดือนที่ส่งเกินกำหนด 180 เดือน
  • [5] Nsf - กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) รัฐช่วยสมทบให้ตามช่วงอายุ สูงสุด 1,800 บาทต่อปี