กู้เงินกรมธรรม์ ได้กี่%

73 ครั้งเข้าชม
การกู้เงินกรมธรรม์มีหลักเกณฑ์ดังนี้: วงเงินกู้: ขึ้นอยู่กับมูลค่าเงินสดที่สะสมในกรมธรรม์แต่ละฉบับเป็นสำคัญ ไม่ได้กำหนดเป็นเปอร์เซ็นต์ตายตัว อัตราดอกเบี้ย: โดยเฉลี่ยอยู่ที่ 6-8% ต่อปี ซึ่งแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขเฉพาะของแต่ละกรมธรรม์ การคำนวณดอกเบี้ย: ใช้สูตร เงินต้น x อัตราดอกเบี้ย x จำนวนวันในงวด / 365 (หรือ 366) วัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กู้เงินกรมธรรม์ประกันชีวิต ได้สูงสุดกี่เปอร์เซ็นต์?

อืม เรื่องกู้เงินจากกรมธรรม์ประกันชีวิตเนี่ยนะ

คือปกติแล้ว เรากู้ได้สูงสุดเท่าไหร่เนี่ย มันแล้วแต่กรมธรรม์จริงๆ นะ บางทีก็เยอะ บางทีก็ไม่มากเท่าไหร่

แต่ถ้าถามเรื่องดอกเบี้ยนะ ส่วนใหญ่จะอยู่ราวๆ 6-8% ต่อปีนะ

แล้วไอ้การคำนวณดอกเบี้ยเนี่ย มันก็ไม่ซับซ้อนหรอกนะ แค่ เงินต้น คูณ ดอกเบี้ย แล้วคูณจำนวนวันที่เรากู้ไป แล้วหารด้วย 365 หรือ 366 วัน

จำได้ว่าตอนนั้นเคยศึกษาเรื่องนี้อยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ไม่ได้ลงรายละเอียดเป๊ะๆ ทุกอย่าง

สุดท้ายแล้วอะนะ ก็ต้องดูจากเงื่อนไขกรมธรรม์ของเราเป็นหลักเลย

ประกันไทยสมุดสามารกู้เงินได้ไหม

โดยทั่วไป กรมธรรม์ประกันชีวิตไทยสมุทร ไม่สามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้จากธนาคารหรือสถาบันการเงินภายนอกได้โดยตรงนะเออ มันเหมือนเอาบัตรคอนเสิร์ตไปจำนำเพื่อซื้อรถน่ะสิ คนละเรื่องกันเลย

ประกันภัยมันถูกออกแบบมาให้คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินตอนเกิดเหตุไม่คาดฝันต่างหาก ไม่ได้มีไว้ให้แปลงร่างเป็นเงินสดฉุกเฉินดั่งใจนึกทันทีทันใดเป๊ะๆ เหมือนคุณปู่ทองแท่งนะ

แต่! อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าไม่มีทางออก ประกันชีวิตบางชนิดของไทยสมุทร อาจจะมี บริการพิเศษที่เรียกว่า การกู้เงินจากมูลค่ากรมธรรม์

อันนี้แหละ ที่เขาเรียกว่ากู้เงินจากตัวกรมธรรม์เอง โดยใช้มูลค่าเวนคืนกรมธรรม์ หรือมูลค่าเงินสดสะสมในกรมธรรม์นั่นแหละเป็นหลักประกัน เหมือนหยิบเงินจากกระปุกออมสินในบ้านตัวเองแหละ แค่มันอยู่ในรูปประกัน

สำคัญคือ เงื่อนไขและประเภทกรมธรรม์ต้องเป๊ะ ปี 2567 นี้ก็ยังเป็นแบบนี้อยู่ คุณต้องมีกรมธรรม์ที่มีมูลค่าเงินสดสะสมพอสมควร ไม่ใช่ประกันแบบเทอมสั้นๆ หรือประกันวินาศภัย อันนั้นก็อีกเรื่อง

ทางที่ดีที่สุด ถ้าอยากรู้ชัวร์ๆ หยิบโทรศัพท์ โทรหาไทยสมุทรประกันชีวิตโดยตรงเลย อย่ามัวแต่เกาหัวอ่านโพสต์ในเน็ต เดี๋ยวจะเข้าใจผิด คิดว่าประกันทุกอย่างเหมือนกันหมดซะงั้น

  • ประเภทกรมธรรม์ที่กู้ได้: โดยทั่วไปคือ ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ (Endowment) และ ประกันชีวิตควบการลงทุน (Unit-Linked) ที่มีมูลค่าเงินสดสะสม. ประกันวินาศภัย หรือประกันสุขภาพ/อุบัติเหตุแบบชั่วคราว กู้ไม่ได้ จบนะ!
  • อัตราดอกเบี้ย: การกู้เงินจากกรมธรรม์มี ดอกเบี้ย นะจ๊ะ ไม่ใช่เงินฟรีๆ อัตราดอกเบี้ยจะอ้างอิงจากอัตราที่บริษัทกำหนด ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศ.
  • ผลกระทบต่อความคุ้มครอง: จำไว้ว่า ถ้ากู้เงินออกไป ความคุ้มครอง อาจจะลดลงตามสัดส่วนของเงินกู้ที่ยังไม่ได้คืน หากผู้เอาประกันภัยเสียชีวิตหนี้เงินกู้จะถูกหักออกจากเงินสินไหมทดแทนก่อน.
  • ชำระคืน: สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ตลอดเวลา โดยไม่มีกำหนดตายตัว แต่ถ้าไม่จ่ายดอกเบี้ย ดอกเบี้ยก็จะทบต้นไปเรื่อยๆ จนอาจกินมูลค่ากรมธรรม์หมด.

เงินเวนคืนกรมธรรม์คืออะไร

เงินเวนคืนกรมธรรม์คือค่าเลิกรากับบริษัทประกันนั่นแหละ เหมือนบอกเค้าว่า "เราไปกันต่อไม่ไหวแล้ว" แล้วขอแยกทาง แต่แทนที่จะได้ของที่เคยให้คืนทั้งหมด คุณจะได้แค่ ‘มูลค่าเงินสด’ ที่สะสมอยู่ในกรมธรรม์กลับมาเป็นค่าปลอบใจ ซึ่งแน่นอนว่า คุณจะไม่ได้เงินคืนเท่ากับเบี้ยที่จ่ายไปทั้งหมด เพราะความคุ้มครองที่ผ่านมามันไม่ใช่ของฟรี

คิดซะว่ามันคือการบอกเลิกสมาชิกฟิตเนสรายปีตอนผ่านไปแค่ 3 เดือน จะไปขอเงินคืนเต็มจำนวนเค้าก็คงมองแรงใส่ บริษัทประกันก็ไม่ใช่โรงทานนะจ๊ะ เค้ามีค่าใช้จ่าย ค่าดำเนินการ ค่าความเสี่ยงที่แบกรับให้คุณตลอดมา การหักค่าใช้จ่ายพวกนี้ออกไปจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดามาก

การเวนคืนกรมธรรม์จึงเปรียบเสมือน ปุ่มฉุกเฉินทางการเงิน ที่มีไว้ให้กดเฉพาะตอนที่ชีวิตต้องการเงินสดด่วนยิ่งกว่าเรียกรถพยาบาล เพราะมันคือการตัดสินใจที่ต้องแลกมาด้วยความคุ้มครองชีวิตและผลประโยชน์อื่นๆ ที่จะหายวับไปกับตา เหมือนทุบกระปุกออมสินที่ยังหยอดไม่เต็มใบเพื่อเอาเงินไปใช้ก่อนนั่นแหละ

  • ตารางมูลค่าเวนคืนคือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์: ตัวเลขที่คุณจะได้คืนไม่ใช่ความลับจักรวาล มันซ่อนตัวอยู่ในเล่มกรมธรรม์ของคุณนั่นแหละ เปิดหาหน้า "ตารางมูลค่ากรมธรรม์" จะมีบอกไว้ชัดเจนเลยว่าปีไหนเวนคืนแล้วได้เงินเท่าไหร่ ไม่ต้องไปนั่งทางในเดาเอาเอง

  • ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมีค่า (แต่ก็ยังไม่เท่าทุน): มูลค่าเงินสดในกรมธรรม์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา เหมือนปลูกถั่วงอกในกระถางเล็กๆ ยิ่งจ่ายเบี้ยไปนานหลายปี มูลค่าก็จะยิ่งสูงขึ้น แต่ย้ำอีกครั้งว่า ส่วนใหญ่มักจะน้อยกว่าเบี้ยประกันที่จ่ายไปทั้งหมด โดยเฉพาะในช่วงปีแรกๆ นี่แทบไม่เหลือ

  • ระวังพี่สรรพากร: ใช่แล้ว เรื่องนี้ถึงหูสรรพากรได้นะ! หากเงินเวนคืนที่ได้รับ ดันมากกว่าเบี้ยประกันที่เคยจ่ายไปทั้งหมด ส่วนต่างนั้นถือเป็นเงินได้พึงประเมิน ที่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีด้วย ไม่ใช่ได้มาแล้วจบๆ กันไป

  • ทางเลือกอื่นก่อนกดปุ่มทำลายล้าง: ก่อนจะตัดสินใจเวนคืน ลองดูทางเลือกอื่นก่อน เช่น การกู้เงินจากกรมธรรม์ (ยืมเงินตัวเองในอนาคต) หรือ การเปลี่ยนเป็นกรมธรรม์ใช้เงินสำเร็จ (ลดความคุ้มครองลง แต่หยุดจ่ายเบี้ย) ซึ่งอาจเป็นทางออกที่ดีกว่าการยุติความคุ้มครองไปเลย

เคลมประกันกี่วันได้รับเงิน

เคลมประกันกี่วันได้รับเงิน?

บอกตรงๆ เลยนะ ตอนเคลมรอบล่าสุดที่จอดรถไว้ที่เซ็นทรัลลาดพร้าวเมื่อเดือนเมษาที่ผ่านมานี่เอง รถบุบไปนิดนึงตรงประตูหลัง ฝั่งคนขับ โห...ใจเสียเลย แต่ก็ต้องทำใจอะเนอะ

พอแจ้งเคลมไปตอนเย็นวันนั้น พนักงานก็บอกว่าให้เตรียมเอกสารไว้ เดี๋ยวจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อมา

รุ่งขึ้น เช้าวันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2567 ประมาณ 9 โมงนี่แหละ มีเจ้าหน้าที่จากบริษัทประกันโทรมาเลยค่ะ ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น แล้วก็นัดให้ช่างไปดูรถที่บ้าน บ่ายวันเสาร์ที่ 13 เมษายน (แอบดีใจที่มาเร็ว วันเสาร์ก็ยังทำงาน)

ช่างมาถึงก็ถ่ายรูป ตรวจสอบความเสียหาย แล้วก็แจ้งว่าจะประเมินราคาให้

วันจันทร์ที่ 15 เมษายน ได้รับการยืนยันอนุมัติเคลมแล้วค่ะ โห...โล่งอกไปเปลาะนึง

แล้ววันที่จะได้เงินล่ะ? อันนี้แหละที่ลุ้น

เขาบอกว่า ปกติจะอยู่ภายใน 7 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ได้รับเอกสารเคลมประกันรถถูกต้องครบถ้วน

สำหรับเคสเรา ช่างมายืนยันความเสียหายเสร็จ วันจันทร์ที่ 15 เมษายน คือวันที่เอกสารน่าจะครบสมบูรณ์

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน ประมาณบ่ายๆ นี่เอง เงินก็เข้าบัญชีแล้ว! เร็วกว่าที่คิดแฮะ

รวมๆ แล้วก็ประมาณ 3 วันทำการ หลังจากการอนุมัติ นี่คือประสบการณ์ส่วนตัวของเราเองนะ

รายละเอียดเพิ่มเติม:

  • สถานที่: บ้านพักส่วนตัว ย่านบางแค กรุงเทพฯ
  • ช่วงเวลา: เมษายน 2567
  • ประเภทความเสียหาย: บุบเล็กน้อยที่ประตูหลังรถยนต์
  • ความรู้สึกตอนนั้น: กังวลใจ เสียใจ แต่ก็พยายามตั้งสติ
  • ความรู้สึกหลังได้รับเงิน: โล่งใจมาก รู้สึกว่าการจัดการรวดเร็วและเป็นมืออาชีพ

ข้อสังเกต:

  • เอกสารต้องครบถ้วน: สำคัญมาก อันนี้คือจุดที่ทำให้ช้าหรือเร็วได้เลย
  • การสื่อสาร: พยายามสื่อสารกับบริษัทประกันให้ชัดเจน ถ้ามีอะไรไม่แน่ใจควรถามเลย
  • วันทำการ: นับวันทำการนะ วันหยุดราชการ วันเสาร์-อาทิตย์ ไม่นับ

ที่บอกว่า "แล้วแต่กรณี" คือจริงๆ แล้วมันอาจจะมีปัจจัยอื่นด้วยนะ เช่น

  • ความซับซ้อนของความเสียหาย: ถ้าอุบัติเหตุใหญ่ รถเสียหายหลายส่วน ต้องรอการประเมินจากหลายฝ่าย อาจจะนานกว่าปกติ
  • เอกสารไม่ครบ: ถ้าเราส่งเอกสารผิด หรือขาดอะไรไป เขาต้องขอเพิ่มเติม เราก็ต้องไปหามาให้ใหม่ มันก็เลยยืดเยื้อ
  • บริษัทประกัน: แต่ละบริษัทก็มีกระบวนการภายในที่อาจจะต่างกันไปบ้าง
  • วันหยุดยาว: ถ้าเคลมช่วงใกล้ๆ วันหยุดยาว เช่น สงกรานต์ หรือปีใหม่ อันนี้อาจจะต้องเผื่อเวลาเพิ่มขึ้นเยอะหน่อย เพราะทั้งคนเคลม คนอนุมัติ คนจ่ายเงิน อาจจะหยุดยาวไปด้วย

สำหรับเคสเราค่อนข้างตรงไปตรงมา ความเสียหายไม่เยอะ เอกสารก็ครบถ้วนตั้งแต่แรก เลยค่อนข้างเร็วค่ะ