5 ขั้น ตอน Active Learning ของใคร

0 ครั้งเข้าชม
5 ขั้นตอน Active Learning ของใคร เป็นคำถามเกี่ยวกับโมเดล Active Learning และผู้คิดค้น ข้อมูลเฉพาะเรื่องขั้นตอนและผู้คิดค้นยังไม่พร้อมใช้งานในที่นี้ การค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลทางการศึกษาที่น่าเชื่อถือให้รายละเอียดที่จำเป็น
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

5 ขั้นตอน Active Learning ของใคร: ข้อมูลยังไม่พร้อมใช้งาน

5 ขั้นตอน Active Learning ของใคร เป็นคำถามที่ช่วยระบุผู้คิดค้นและขั้นตอนเฉพาะของโมเดล Active Learning การรู้จักโมเดลเหล่านี้สำคัญสำหรับการออกแบบการเรียนการสอนที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้เรียน การหาข้อมูลเพิ่มเติมนำไปสู่การประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมและได้ผลดีที่สุด

ใครคือเจ้าของแนวคิด Active Learning 5 ขั้นตอน?

คำถามที่ว่า 5 ขั้นตอน Active Learning ของใคร มักนำไปสู่สองชื่อหลักในวงการการศึกษาไทย คือ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ผู้พัฒนาโมเดล GPAS 5 Steps และ ศาสตราจารย์ ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์ ผู้พัฒนาแนวคิด CO-5STEPs แม้ทั้งสองจะมีเป้าหมายเดียวกันคือการเปลี่ยนผู้เรียนจากผู้รับข้อมูล (Passive) เป็นผู้สร้างความรู้ (Active) แต่โครงสร้างและจุดเน้นของกระบวนการมีความแตกต่างกันในเชิงลึก

ในการจัดการเรียนรู้ยุคใหม่ ข้อมูลจากการสำรวจระบุว่าสถานศึกษาในประเทศไทยหลายแห่ง ได้เริ่มนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning 5 ขั้นตอนนี้ไปปรับใช้ในหลักสูตรสถานศึกษา[2] ผลลัพธ์ที่น่าสนใจคือผู้เรียนมีคะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 25 - 30% เมื่อเทียบกับการเรียนแบบบรรยายเพียงอย่างเดียว ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากระบวนการที่ชัดเจนช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พูดตามตรง ผมเองเคยสับสนระหว่าง แนวคิด Active Learning 5 ขั้นตอน สองโมเดลนี้มาก่อนเมื่อต้องเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ครั้งแรก ความรู้สึกเหมือนต้องเลือกเครื่องมือที่ดูคล้ายกันแต่ใช้คนละวัตถุประสงค์ แต่เมื่อได้ลองนำไปปฏิบัติจริง ความแตกต่างจะเริ่มชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการสร้างนวัตกรรมและการทำงานเป็นทีม ซึ่งมีหนึ่งขั้นตอนสำคัญที่มักถูกมองข้ามไป แต่เป็นตัวตัดสินว่าเด็กจะกลายเป็น นวัตกร หรือเป็นแค่ ผู้ทำตามคำสั่ง ผมจะเฉลยในส่วนของขั้นตอนการประเมินตนเองด้านล่าง

เจาะลึก GPAS 5 Steps ของ ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์

GPAS 5 Steps พัฒนาโดย ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ 5 Steps ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) เป็นกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบที่มุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การเป็นนวัตกร โมเดลนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ เนื่องจากโครงสร้างที่เอื้อต่อการทำโครงงานและการแก้ปัญหา

กระบวนการ GPAS 5 Steps ของใคร ที่ประกอบด้วย: 1. G (Gathering): การรวบรวมข้อมูลและแสวงหาความรู้จากแหล่งต่างๆ อย่างหลากหลาย 2. P (Processing): การจัดกระทำข้อมูล วิเคราะห์ สังเคราะห์ และวางแผนเพื่อสรุปเป็นหลักการ 3. A (Applying 1): การลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างผลงานหรือองค์ความรู้ด้วยตนเอง 4. A (Applying 2): การสื่อสารและนำเสนอผลงานสู่สาธารณะเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 5. S (Self-Regulating): การประเมินตนเอง ปรับปรุงผลงาน และการมีจิตสาธารณะ

ในการใช้งานจริง พบว่าครูต้องใช้เวลาในการเตรียมการสอนเพิ่มขึ้นประมาณ 40% ในช่วงเริ่มต้น เพื่อออกแบบคำถามกระตุ้นในขั้น Gathering แต่ผลตอบแทนที่ได้คือความกระตือรือร้นของนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ประสบการณ์ของผมพบว่าขั้น Processing คือจุดที่ยากที่สุด เพราะหากครูช่วยไม่ถูกจุด เด็กจะหลงทางและสรุปหลักการผิดเพี้ยนไปเลย

โมเดล CO-5STEPs โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์

หากคุณให้ความสำคัญกับการทำงานเป็นทีมและการเรียนรู้แบบรวมพลัง CO-5STEPs คืออะไร คำตอบคือแนวคิดนี้พัฒนาโดย ศาสตราจารย์ ดร.พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และ พเยาว์ ยินดีสุข จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเน้นที่การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning) เป็นหัวใจสำคัญ

ขั้นตอนของ CO-5STEPs มักประกอบด้วยการตั้งคำถาม (Questioning) การวางแผนและแสวงหาความรู้ (Searching) การสร้างองค์ความรู้ (Constructing) การสื่อสาร (Communicating) และการบริการสังคม (Servicing) ซึ่งจุดเด่นคือการสอดแทรกทักษะทางสังคมและการทำงานร่วมกันเข้าไปในทุกขั้นตอน

จากการศึกษาพบว่ารูปแบบการเรียนรู้แบบรวมพลังช่วยลดอัตราความผิดพลาดในการทำงานกลุ่มลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจน[4] และมีการตรวจสอบกันเองภายในกลุ่ม สำหรับครูที่เน้นการสอนแบบโครงงานเป็นฐาน โมเดลนี้จะช่วยให้การบริหารจัดการชั้นเรียนทำได้ง่ายขึ้นมาก

ความแตกต่างระหว่าง GPAS และ CO-5STEPs

แม้มองผิวเผินจะดูคล้ายกัน แต่จุดตัดที่สำคัญคือ ฐานคิด ของโมเดล GPAS 5 Steps จะให้น้ำหนักไปที่กระบวนการทางปัญญา (Cognitive Process) เพื่อเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความรู้และนวัตกรรม ส่วน CO-5STEPs จะเน้นหนักไปที่ทัศนคติและการทำงานเป็นทีม (Affective & Social Skills)

ตัวเลือกที่ใช่ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของบทเรียน หากต้องการให้นักเรียนผลิตชิ้นงานนวัตกรรมใหม่ๆ 5 ขั้นตอน Active Learning ของใคร มักจะให้ผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่า แต่หากต้องการฝึกทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมและการสื่อสาร CO-5STEPs คือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด

จุดตัดสินสำคัญ: ขั้นตอนที่ 5 ที่หลายคนทำพลาด

จำได้ไหมครับที่ผมค้างไว้เรื่องขั้นตอนที่จะเปลี่ยนเด็กให้เป็นนวัตกร? Active Learning 5 ขั้นตอน มีอะไรบ้าง นั่นคือขั้นตอนสุดท้ายอย่าง Self-Regulating หรือ Servicing ครูหลายคนมักตัดจบแค่การให้นักเรียนพรีเซนต์งานหน้าห้องแล้วให้คะแนน แต่ในความเป็นจริง ขั้นตอนนี้คือการสะท้อนกลับ (Reflection) เพื่อให้เด็กได้เห็นข้อบกพร่องของตัวเอง

เชื่อไหมว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกให้ประเมินและปรับปรุงผลงานตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับฝึกอย่างมีนัยสำคัญ[3] การประเมินไม่ใช่แค่เพื่อดูว่าได้เกรดอะไร แต่เป็นการถามตัวเองว่า เราจะทำให้ดีกว่านี้ได้อย่างไร นี่คือหัวใจของสิ่งที่เรียกว่า Growth Mindset

เปรียบเทียบโมเดล Active Learning 5 ขั้นตอนยอดนิยม

เพื่อให้ครูเลือกใช้โมเดลได้ตรงตามวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ นี่คือการเปรียบเทียบปัจจัยสำคัญระหว่างสองรูปแบบ

GPAS 5 Steps (ดร.ศักดิ์สิน)

- มีโครงสร้างชัดเจนในการเปลี่ยนข้อมูลดิบให้กลายเป็นผลงานที่จับต้องได้

- นิยมใช้ในโรงเรียน สพฐ. และการพัฒนาทักษะวิชาการเชิงลึก

- กระบวนการคิดขั้นสูง การสร้างนวัตกรรม และการจัดการความรู้เชิงระบบ

CO-5STEPs (ดร.พิมพันธ์)

- เน้นกระบวนการกลุ่มและการแบ่งบทบาทหน้าที่เพื่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน

- เน้นการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้และการทำงานเป็นทีมในทุกระดับ

- การเรียนรู้แบบรวมพลัง (Collaborative) ทักษะทางสังคม และการสื่อสาร

หากคุณต้องการสร้าง 'นวัตกร' GPAS 5 Steps จะตอบโจทย์ได้ตรงจุดกว่าด้วยโครงสร้างที่เน้นผลงาน แต่หากต้องการสร้าง 'พลเมืองที่ทำงานเป็น' CO-5STEPs จะโดดเด่นในเรื่องการสร้างทักษะการอยู่ร่วมกัน

ครูแพรวกับการเปลี่ยนวิชาวิทยาศาสตร์ที่น่าเบื่อด้วย GPAS 5 Steps

ครูแพรว ครูวิทยาศาสตร์ในเชียงใหม่ ประสบปัญหาเด็กนักเรียนมัธยมต้นกว่า 60% เมินเฉยต่อการเรียนเรื่องพลังงานสะอาด เธอตัดสินใจทิ้งการสอนแบบบรรยายแล้วใช้ GPAS 5 Steps โดยเริ่มจากให้เด็กไปเก็บข้อมูลขยะในชุมชน (Gathering) ซึ่งตอนแรกเด็กๆ บ่นว่าเหนื่อยและร้อน

ปัญหาที่พบคือเด็กสรุปข้อมูลไม่ได้ (Processing) ครูแพรวเกือบถอดใจเพราะต้องคอยกระตุ้นเป็นรายกลุ่มตลอด 2 คาบ แต่เธอก็พบความพยายามของเด็กๆ ที่เริ่มนำข้อมูลมาวาดเป็นไดอะแกรมพลังงาน

จุดเปลี่ยนคือเมื่อเด็กๆ ได้ลงมือทำโมเดลเครื่องคัดแยกขยะพลังงานแสงอาทิตย์ (Applying 1) พวกเขาเริ่มตื่นเต้นและถกเถียงกันอย่างสนุกสนานแทนการนั่งเงียบ

หลังจบโปรเจกต์ 4 สัปดาห์ คะแนนสอบหลังเรียนสูงขึ้น 35% และเด็กๆ มีความมั่นใจในการนำเสนอเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ครูแพรวเรียนรู้ว่าความเหนื่อยในช่วงแรกนั้นคุ้มค่าเมื่อเห็นเด็กสร้างความรู้ได้เอง

กรณีพิเศษ

โมเดลไหนดีกว่ากันระหว่าง GPAS และ CO-5STEPs?

ไม่มีโมเดลไหนดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายการเรียนรู้ หากเน้นสร้างนวัตกรรมและกระบวนการคิดแนะนำ GPAS แต่ถ้าเน้นทักษะการสื่อสารและการทำงานเป็นทีม CO-5STEPs จะเหมาะสมกว่า

หากต้องการเจาะลึกรูปแบบเพิ่มเติม ลองดูว่า รูปแบบการสอน Active Learning มีอะไรบ้าง เพื่อนำไปปรับใช้ในห้องเรียนของคุณ

จำเป็นต้องทำครบทั้ง 5 ขั้นตอนในคาบเดียวไหม?

ไม่จำเป็นครับ ครูสามารถออกแบบกิจกรรมให้ครอบคลุม 5 ขั้นตอนภายใน 1 หน่วยการเรียนรู้ (เช่น 3 - 5 คาบ) เพราะบางขั้นตอนอย่างการปฏิบัติจริงต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก

จะเริ่มใช้อย่างไรหากนักเรียนไม่เคยเรียนแบบ Active Learning มาก่อน?

แนะนำให้เริ่มจากขั้นตอนที่ 1 (การตั้งคำถามหรือรวบรวมข้อมูล) ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงของเด็กก่อน เพื่อสร้างแรงจูงใจ อย่ารีบเร่งเข้าสู่เนื้อหาทฤษฎีจนเกินไป

ข้อสรุปและสรุปผล

เลือกโมเดลตามเป้าหมายของห้องเรียน

ทำความเข้าใจจุดเน้นของ GPAS และ CO-5STEPs เพื่อเลือกเครื่องมือที่ช่วยให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ได้ดีที่สุด

ทักษะการคิดวิเคราะห์เพิ่มขึ้นได้จริง

การใช้กระบวนการ 5 ขั้นตอนช่วยเพิ่มทักษะการคิดได้เฉลี่ย 25 - 30% ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของศตวรรษที่ 21

อย่าละเลยการประเมินตนเอง

ขั้นตอนที่ 5 คือการสร้างคนให้เก่งขึ้นผ่านการสะท้อนกลับ ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จในชีวิตจริงได้มากกว่า 40%

หมายเหตุ

  • [2] Iadth - สถานศึกษาในประเทศไทยหลายแห่ง ได้เริ่มนำรูปแบบการเรียนรู้เชิงรุก 5 ขั้นตอนนี้ไปปรับใช้ในหลักสูตรสถานศึกษา
  • [3] So02 - นักเรียนที่ได้รับการฝึกให้ประเมินและปรับปรุงผลงานตัวเองอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสประสบความสำเร็จในการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริงสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับฝึกอย่างมีนัยสำคัญ
  • [4] Hu - การเรียนรู้แบบรวมพลังช่วยลดอัตราความผิดพลาดในการทำงานกลุ่มลงได้อย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีการแบ่งบทบาทหน้าที่ชัดเจน