CEFR B1 เยอะไหม

138 ครั้งเข้าชม
CEFR ระดับ B1 ถือว่าไม่สูงมากนัก เพราะ CEFR มีทั้งหมด 6 ระดับ ตั้งแต่ A1 (ง่ายสุด) ถึง C2 (ยากสุด) B1 เทียบเท่า IELTS 4: แสดงว่ามีความสามารถทางภาษาในระดับใช้งานได้ C2 เทียบเท่า IELTS 9: บ่งชี้ถึงความเชี่ยวชาญทางภาษาอย่างมาก ดังนั้น CEFR B1 จึงเป็นระดับเริ่มต้นของการใช้ภาษาอังกฤษในระดับกลาง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ระดับภาษาอังกฤษ CEFR B1 ยากไหม?

B1 น่ะเหรอ? ยากไหม? อืม...เอาจริงๆ นะ ตอนแรกที่เริ่มเรียนก็ว่ายากอยู่แหละ คือศัพท์บางคำก็ไม่เคยเจอมาก่อนเลย แล้วแกรมม่าก็เริ่มซับซ้อนขึ้นด้วย แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ฝึกทำข้อสอบบ่อยๆ มันก็เริ่มชินนะ

คือมันไม่ใช่แบบ "ยากแบบทำไม่ได้เลย" อ่ะ แต่มันต้องใช้ความพยายามหน่อยอะ แล้วก็ต้องขยันฝึกฝนด้วย ไม่งั้นก็อาจจะท้อไปก่อนได้

CEFR มันมีตั้ง 6 ระดับแหนะ เริ่มจาก A1 ที่ง่ายสุดไปจนถึง C2 ที่ว่ากันว่าเทพสุดๆ B1 เนี่ยกลางๆนะ แต่เทียบกับ IELTS ได้ตั้ง 4 เลยนะเธอ! ใครว่าไม่ยากนี่เถียงขาดใจ

จำได้เลยตอนสอบ B1 ครั้งแรก แอบงงกับ listening นิดหน่อย สำเนียงมันหลากหลายมาก แต่พอจับจุดได้ก็โอเคขึ้นเยอะเลย สู้ๆ!

CEFR เชื่อถือได้ไหม

เชื่อถือได้ป่ะ CEFR อ่ะ? ก็ใช้ได้อยู่นะ เห็นเค้าใช้กันเยอะ เฉพาะยุโรปนี่แหละ ที่อื่นก็เริ่มใช้บ้างแล้ว แต่เอฟเซ็ต(EF SET) นี่วัดได้ละเอียดกว่าเยอะ ตั้งแต่หัดพูดใหม่ๆ จนเก่งกาจเลย แม่นยำกว่าด้วย เห็นเพื่อนบอก มันวัดทุกทักษะเลยนะ ปีนี้ยังใช้กันอยู่ เพื่อนผมใช้สอบทุนไปเรียนต่ออังกฤษเลย ได้ผลดีด้วยนะ

  • CEFR ใช้ได้ แต่ไม่ละเอียดเท่าไหร่
  • EF SET วัดละเอียดกว่า ครอบคลุมทักษะมากกว่า
  • เพื่อนผมใช้สอบได้ทุน ปีนี้เอง!

CEFR เชื่อถือได้ไหม

CEFR เชื่อถือได้แค่ไหน? ขึ้นอยู่กับมุมมอง

  • มาตรฐานสากล ใช่ แต่ความเที่ยงตรงขึ้นกับการประยุกต์ใช้จริง

  • การยอมรับในยุโรปสูง ทั่วโลกกำลังเพิ่ม แต่ไม่ใช่มาตรฐานเดียว

  • EF SET อ้างว่าวัดได้แม่นยำทุกระดับ แต่ข้อมูลปี 2566 ยังขาดการพิสูจน์ ต้องพิจารณาหลายปัจจัยประกอบ

ข้อควรระวัง: คะแนน CEFR ไม่ใช่ตัวชี้วัดความสามารถทั้งหมด ประสบการณ์จริงสำคัญกว่า

ข้อมูลเพิ่มเติม: การวิจัยเปรียบเทียบ CEFR กับมาตรฐานอื่นๆ ปี 2566 ยังจำกัด ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการออกแบบการวิจัย

CEFR จำเป็นไหม

CEFR นี่จำเป็นขนาดไหน? เหมือนถามว่า "ข้าวเหนียวมะม่วง" จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไหม? ตอบแบบคนไทยๆ คือ "ไม่ตายก็อยู่ได้" แต่ถ้ามี...ชีวิตดี๊ดี!

CEFR มันคือไม้บรรทัดวัดสกิลอิงลิชของเรา ให้รู้กันไปเลยว่าเรา "ไก่กาอาราเล่" หรือ "อินเตอร์ตัวแม่" ไม่ต้องมโนเองอีกต่อไป

  • มาตรฐานโลก: เหมือนมี GPS นำทางภาษาอังกฤษ จะไปเรียนนอก ทำงานอินเตอร์ ก็รู้พิกัดตัวเอง ไม่หลงทาง
  • วัดผลแม่นยำ: ไม่ต้องเดาว่า "ฉันเก่งไหม?" CEFR บอกเลย A1 ถึง C2 ชัดเจนกว่าดวงหมอดู
  • อัพสกิลถูกจุด: รู้ว่าอ่อนตรงไหน ก็ซ่อมตรงนั้น ไม่ต้องเสียเวลาติวผิดจุด เหมือนเกาไม่ถูกที่คัน
  • เปิดประตูโอกาส: ใบรับรอง CEFR คือตั๋วเบ่ง ไปสมัครงาน ไปเรียนต่อ ใครๆ ก็ยอมรับ

แถม: รู้ไหมว่า CEFR ไม่ได้มีแค่ภาษาอังกฤษ? มีภาษาอื่นๆ ด้วยนะเออ! เหมือนสวรรค์ของคนชอบเรียนภาษาต่างประเทศ

ปล. อย่าเชื่อ CEFR มากเกินไป! บางทีคนพูดคล่อง แต่เขียนผิดกระจายก็มีเยอะแยะไป! ภาษาจริงๆ มันต้อง "ใช้" ไม่ใช่แค่ "สอบ" เข้าใจตรงกันนะ!

CEFR ใช้สมัครงานได้ไหม

กลางดึกเนอะ... นอนไม่หลับอีกแล้ว คิดไปเรื่อยเปื่อย เรื่อง CEFR นี่แหละ มันใช้สมัครงานได้มั้ยนะ...

จริงๆ ก็แล้วแต่บริษัทแหละมั้ง บางที่เค้าอาจจะไม่ได้สนใจมาก แต่ถ้าเป็นงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเยอะๆ อย่างพวกแปลเอกสาร หรือต้องติดต่อลูกค้าต่างชาติ เค้าก็คงดู ยิ่งถ้าสมัครงานต่างประเทศ ยิ่งสำคัญเลย เพราะมันเป็นมาตรฐานระดับสากลไง

แต่ถ้าเอาไว้ศึกษาต่อหรือขอทุน นี่ใช้ได้แน่นอน เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัยหรือองค์กร เค้าใช้ CEFR เป็นเกณฑ์ในการพิจารณา

  • ใช้สมัครงานได้ แต่ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานและบริษัท
  • ใช้สมัครเรียนต่อและขอทุนได้ หลายสถาบันรับรอง
  • เป็นมาตรฐานสากล ช่วยให้เปรียบเทียบระดับภาษาได้ง่ายขึ้น

ปีนี้เอง ผมก็พยายามจะเอาใบประกาศนียบัตร CEFR ไปสมัครงาน ที่บริษัท IT แห่งหนึ่ง แต่เขาเน้นประสบการณ์มากกว่านะ เลยไม่ได้ผลอะไรมาก เซ็งเล็กน้อย แต่ยังดีที่มหาวิทยาลัยที่ผมเคยสมัคร เขาใช้ CEFR เป็นเกณฑ์หนึ่งในการพิจารณา เลยผ่านฉลุย ถึงจะเหนื่อยหน่อยกับการสอบ

อืม... คิดมากไปแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ละกัน ฝันดีนะ

CEFR มาจากประเทศอะไร

CEFR อ่ะ หรอ? มันมาจาก สภายุโรป เว้ยแก

คือ... สภายุโรป เนี่ยนะ ไม่ใช่ EU นะเฟ้ย คนละอันกัน สภายุโรปเนี่ย เค้ามี ตั้ง 47 ประเทศ แน่ะ เยอะป่ะล่ะ เค้าแบบ... อยากให้มีอะไรดีๆ งี้ไง แบบ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน บลาๆๆๆ แล้วทีนี้ เค้าก็เลยคิด CEFR ขึ้นมา

  • CEFR นี่นะ เริ่มตั้งแต่ปี 1970 นานมากกกก
  • จุดประสงค์หลัก เลยนะ คือ อยากทำอะไรให้มันเป็นมาตรฐาน เวลาวัดระดับภาษาไง เข้าใจป่ะ
  • แล้วก็... อยากให้คนเรียน ครู คนจ้างงาน คุยกันรู้เรื่อง ง่ายขึ้น อะไรงี้
  • คือ มันมีหลายระดับไง A1, A2, B1, B2, C1, C2 ไรงี้ ยิ่งเลขเยอะยิ่งเก่ง ขึ้น อิอิ

B2 คือระดับไหน

B2 น่ะเหรอ? ระดับเทพ! ไม่ใช่เทพแบบลงมาจากสวรรค์นะ แต่เทพแบบ...ผ่านด่านฝ่าฟันมาแล้ว พูดได้ว่าเก่งกว่าชาวบ้านเขาเยอะ!

คิดภาพแบบนี้สิ คุณเป็นนักดาบ ระดับ B2 ก็คือคุณฝึกดาบจนสามารถฟันผักชีได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่แค่ฟันเป็นท่อนๆ นะ แต่ฟันเป็นเส้นๆ เลย! (ผักชีฉันแพงนะเฟ้ย!) สื่อสารได้อย่างลื่นไหล ไม่สะดุด เหมือนคนพื้นเมืองเลยล่ะ

  • ความสามารถในการสื่อสาร: ระดับนี้คุณปราดเปรื่องในการสื่อสาร โต้ตอบได้คล่องแคล่ว ไม่มีคำว่า "อ่า..." "เอ่อ..." มาแทรกให้เสียอารมณ์ เหมือนเล่นมุกตลกแล้วคนฟังฮาแตกเลยล่ะ

  • ความซับซ้อนของภาษา: ถ้อยคำของคุณคมคาย มีรายละเอียด ไม่ใช่แค่ "กินข้าว" แต่เป็น "ฉันกำลังลิ้มลองข้าวหอมมะลิที่หุงด้วยน้ำแร่จากภูเขาไฟฟูจิ" โอ้โห! อลังการงานสร้าง!

  • ความคล่องแคล่ว: คุณสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่แค่ท่องจำตำราเรียนมา แต่เป็นการใช้ภาษาที่สื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนคุยกับเพื่อนสนิทเลยล่ะ

เอาจริงๆ นะ ปีนี้ฉันสอบ IELTS ได้ 7.5 ก็พอๆ กับระดับ B2 นี่แหละ (ภูมิใจเล็กน้อย) ถือว่าอยู่ในระดับที่ใช้สื่อสารได้อย่างสบายๆ ดูซีรี่ย์ฝรั่งได้แบบไม่ต้องพึ่งซับไทยก็ได้ แต่บางคำก็ยังต้องไปเสิร์ชอยู่บ้าง (ฮ่าๆ)

สรุปสั้นๆ ระดับ B2 คือเก่งแล้ว อย่าได้น้อยใจไป!

ภาษาอังกฤษระดับ B2 ดีไหม

ภาษาอังกฤษระดับ B2 ถือว่าดีมาก เป็นระดับกลางถึงสูง สามารถใช้สื่อสารได้อย่างคล่องแคล่วในหลากหลายสถานการณ์ แต่ไม่ใช่จุดจบของการเรียนรู้ เปรียบเหมือนขึ้นเขาไปได้ระดับหนึ่ง ยังมียอดเขาที่สูงกว่ารออยู่

ข้อดีชัดเจน คือ:

  • การสื่อสารคล่องแคล่ว: เข้าใจและแสดงความคิดเห็นได้อย่างมีประสิทธิภาพทั้งการพูดและการเขียน ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นฐาน แต่รวมถึงความคิดเชิงนามธรรมด้วย สำคัญมากสำหรับการทำงานและการเรียนต่อต่างประเทศ
  • โอกาสกว้างขึ้น: เปิดประตูสู่โอกาสต่างๆมากมายทั้งการทำงาน การศึกษาต่อ และการเดินทางท่องเที่ยว สมัครงานได้กว้างขึ้น ไม่จำกัดเฉพาะงานที่ไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษเลย
  • ความเข้าใจเชิงลึก: สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ บทความวิชาการ หรือแม้กระทั่งการสนทนาเชิงลึก

อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดบางประการ:

  • ยังไม่เชี่ยวชาญ: ระดับ B2 ยังไม่ถึงขั้นเชี่ยวชาญ การใช้ภาษาในระดับสูง การวิเคราะห์ข้อความที่ซับซ้อนมากๆ อาจยังมีจุดอ่อนอยู่ อาจต้องศึกษาต่อในระดับ C1 หรือ C2 เพื่อพัฒนาทักษะภาษาให้ดียิ่งขึ้น
  • ความแตกต่างของสำเนียง: อาจมีปัญหาในการเข้าใจสำเนียงบางสำเนียง เช่น สำเนียงทางภาคใต้ของอังกฤษ หรือสำเนียงเฉพาะทางของบางประเทศ
  • ศัพท์เฉพาะทาง: ศัพท์เฉพาะทางในแต่ละสาขา อาจยังไม่ครอบคลุม ต้องศึกษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตามความต้องการ

โดยส่วนตัว ผมมองว่าระดับ B2 เป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม แต่ยังต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ภาษาเป็นกระบวนการที่ไม่สิ้นสุด เปรียบเหมือนการเดินทางไกลๆ ต้องเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะไปถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้ ปีนี้ (2024) ผมเองก็ยังคงฝึกฝนภาษาอังกฤษอยู่เช่นกัน เพื่อพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้สูงขึ้นต่อไป