การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง ประกอบด้วยหมวดหมู่ดังนี้ ระดับทางการ: เน้นภาษาที่เป็นพิธีการและถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ระดับกึ่งทางการ: เน้นการสื่อสารที่สุภาพแต่ลดความเป็นพิธีการลง ระดับไม่เป็นทางการ: เน้นการสนทนากับบุคคลที่มีความใกล้ชิดสนิทสนมกัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง? แบ่งตามความเหมาะสมและกาลเทศะ

การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง คือพื้นฐานสำคัญของการเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล การเข้าใจความแตกต่างของแต่ละระดับลดความเสี่ยงในการสื่อสารผิดพลาดพร้อมเสริมความน่าเชื่อถือทางสังคม การศึกษาข้อมูลนี้ส่งผลดีต่อการสนทนาที่ถูกต้องและตรงตามวัตถุประสงค์โดยไม่เกิดผลเสียต่อความสัมพันธ์ในระยะยาว

การแบ่งภาษาเป็น 3 ระดับ มีอะไรบ้าง และสำคัญอย่างไรในการสื่อสาร

การแบ่งระดับภาษาโดยทั่วไปประกอบด้วย 3 ระดับหลัก คือ ภาษาระดับทางการ ภาษาระดับกึ่งทางการ และภาษาระดับไม่เป็นทางการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ระดับภาษา 3 ระดับ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย การเลือกใช้ให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับกาลเทศะ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และวัตถุประสงค์ในการสื่อสารเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและแสดงถึงมารยาททางสังคมที่ถูกต้อง

จากการสังเกตการสื่อสารในสื่อออนไลน์ จะพบว่าผู้คนมักใช้ภาษาระดับไม่เป็นทางการเมื่อเขียนบนโซเชียลมีเดีย เนื่องจากต้องการความรวดเร็วและความเป็นกันเอง อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถปรับระดับภาษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การติดต่อสื่อสารทางธุรกิจ อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ความแตกต่างของระดับภาษา อย่างชัดเจน

ผมเคยประสบปัญหาเรื่องนี้ด้วยตัวเอง ตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ผมส่งอีเมลหาผู้บริหารระดับสูงโดยใช้คำลงท้ายแบบที่ใช้กับเพื่อนร่วมงานทั่วไป ผลคืออีเมลนั้นถูกมองว่าไม่เป็นมืออาชีพและต้องถูกตีกลับมาแก้ไข - และนี่คือบทเรียนสำคัญที่ทำให้ผมตระหนักว่า ภาษาไม่ใช่แค่เรื่องของคำศัพท์ แต่คือเรื่องของระดับความสัมพันธ์

แต่ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกรายละเอียดของแต่ละระดับ มีจุดหักมุมหนึ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับภาษาไทย โดยเฉพาะความลับของการเลือกใช้คำสรรพนามที่สามารถเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูได้ในทันที ผมจะมาเฉลยวิธีเลือกใช้ในส่วนของภาษาระดับกึ่งทางการด้านล่างนี้ เพื่อให้เข้าใจ ภาษาระดับทางการ กึ่งทางการ ไม่เป็นทางการ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

1. ภาษาระดับทางการ (Formal Language): ความถูกต้องและแบบแผน

ภาษาระดับทางการคืออะไร คำตอบคือภาษาที่เน้นความเป็นระเบียบเรียบร้อย ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และมักเป็นภาษาเขียนมากกว่าภาษาพูด มีการคัดสรรคำศัพท์ที่สุภาพและเป็นคำศัพท์ระดับสูง หลีกเลี่ยงคำภาษาปากหรือคำแสลงโดยเด็ดขาด

ในบริบททางการศึกษา นักเรียนจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาในการเขียนเรียงความด้วยภาษาระดับทางการอย่างถูกต้องครบถ้วน เพราะต้องอาศัยความเข้าใจทั้งด้านไวยากรณ์ การเลือกคำ และโครงสร้างประโยค ภาษาระดับนี้มักพบในราชกิจจานุเบกษา ตำราวิชาการ การกล่าวสุนทรพจน์ในงานพิธีการ หรือการเขียนจดหมายราชการที่ต้องใช้ถ้อยคำเหมาะสม

ทำไมเรื่องนี้ถึงยาก? เพราะภาษาระดับทางการต้องการความแม่นยำสูงมาก การใช้คำผิดเพียงคำเดียวอาจเปลี่ยนน้ำหนักของข้อความได้เลย

2. ภาษาระดับกึ่งทางการ (Semi-formal Language): ความสมดุลในการสื่อสาร

ภาษาระดับนี้คือส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเป็นทางการและความเป็นกันเอง มักใช้ในสถานการณ์ที่ต้องการความสุภาพแต่ไม่เคร่งครัดเท่าระดับแรก เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การบรรยายในชั้นเรียน การเขียนบทความในนิตยสาร หรือการรายงานข่าวทางโทรทัศน์

สถิติการใช้ภาษาในองค์กรธุรกิจแสดงให้เห็นว่า การใช้ภาษาระดับกึ่งทางการช่วยเพิ่มความเข้าใจในคำสั่งงานได้มากกว่าภาษาระดับทางการอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากลดความซับซ้อนของคำศัพท์ลง แต่ยังคงรักษาความเคารพต่อคู่สนทนาไว้ได้ รูปแบบประโยคจะมีความกระชับและสื่อความหมายได้ตรงประเด็นมากขึ้น

จำความลับเรื่องคำสรรพนามที่ผมเกริ่นไว้ได้ไหม? ในภาษาระดับกึ่งทางการ หัวใจสำคัญคือการใช้สรรพนามแทนตัวเองและคู่สนทนาที่เหมาะสม เช่น การใช้คำว่า คุณ แทน มึง หรือ นาย และใช้ ผม/ดิฉัน แทนชื่อเล่น การปรับเพียงจุดเล็กๆ นี้ช่วยลดระยะห่างแต่ยังคงรักษาพื้นที่ส่วนบุคคลไว้ได้อย่างดีเยี่ยม พร้อมเห็น ตัวอย่างภาษาระดับกึ่งทางการ ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน

3. ภาษาระดับไม่เป็นทางการ (Informal Language): ภาษาปากและอารมณ์

ระดับนี้คือภาษาที่เราใช้กันมากที่สุดในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับเพื่อน ครอบครัว หรือคนสนิท มีลักษณะเป็นภาษาพูด มีคำอุทาน คำสร้อย หรือคำแสลงตามยุคสมัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โครงสร้างประโยคไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์ตามหลักไวยากรณ์ ขอเพียงแค่สื่อสารเข้าใจกันในกลุ่มก็เพียงพอ และหลายคนก็มักสงสัยว่า ภาษาไทยแบ่งเป็นกี่ระดับ เพื่อจะได้เลือกใช้ให้ถูกต้อง

ปัจจุบันการสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันส่งข้อความนิยมใช้ภาษาระดับไม่เป็นทางการอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงคือการเผลอนำภาษาปากหรือรูปแบบการสะกดตามเสียงพูดไปใช้ในงานเขียนที่เป็นทางการ ซึ่งอาจทำให้เนื้อหาขาดความน่าเชื่อถือและเกิดข้อผิดพลาดทางภาษาได้

บางครั้งภาษาระดับนี้ก็มีเสน่ห์ในตัวเองนะครับ มันสร้างความเป็นพวกพ้องและความอบอุ่นได้ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่า ความสนิทไม่ใช่ข้อยกเว้นของมารยาท เสมอไป

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของภาษาทั้ง 3 ระดับ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เราสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างผ่านปัจจัยสำคัญที่ใช้กำหนดระดับของภาษาได้ดังนี้

ภาษาระดับทางการ

ราชาศัพท์, ศัพท์วิชาการ, คำสุภาพระดับสูง

บุคคลระดับสูง, สาธารณชน, หน่วยงานราชการ

พิธีการ, งานเขียนทางวิชาการ, ประกาศสำคัญ

ภาษาระดับกึ่งทางการ

คำสุภาพทั่วไป, ลดศัพท์วิชาการลง

เพื่อนร่วมงาน, คนรู้จัก, ผู้เข้าฟังบรรยาย

การประชุม, การสอน, ข่าว, บทความสาระ

ภาษาระดับไม่เป็นทางการ (แนะนำสำหรับการสนทนาส่วนตัว)

ภาษาปาก, คำแสลง, คำเลียนเสียง

เพื่อนสนิท, สมาชิกในครอบครัว

บ้าน, ตลาด, โซเชียลมีเดียส่วนตัว

ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดคือระดับของระเบียบแบบแผน โดยภาษาระดับทางการจะมีความเข้มงวดสูงสุด ในขณะที่ระดับไม่เป็นทางการจะยืดหยุ่นที่สุด การเข้าใจบริบทของคู่สนทนาเป็นกุญแจสำคัญในการเลือกใช้

ความผิดพลาดของสมชาย: บทเรียนจากการใช้ภาษาผิดที่ในออฟฟิศ

สมชาย พนักงานไอทีไฟแรงในกรุงเทพฯ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนร่วมงานมาก เขามักใช้ภาษาที่เป็นกันเองและคำแสลงในการพูดคุยในกลุ่มไลน์เพื่อนสนิทจนชินมือ

ในการประชุมสรุปโครงการประจำปีที่มีผู้อำนวยการเข้าร่วมด้วย สมชายเผลอใช้คำว่า 'จัดไปวัยรุ่น' และเรียกชื่อเล่นผู้อำนวยการขณะตอบข้อซักถามในที่ประชุม

บรรยากาศในห้องประชุมเงียบกริบทันที สมชายรู้สึกตัวและหน้าชาเพราะตระหนักว่าเขาใช้ภาษาระดับไม่เป็นทางการในสถานการณ์ที่ควรเป็นกึ่งทางการหรือทางการ

หลังจากนั้นเขาจึงปรับปรุงตัวโดยฝึกแยกแยะบริบทการสื่อสาร ซึ่งช่วยให้เขาได้รับคำชมเรื่องความเป็นมืออาชีพมากขึ้น และได้รับความไว้วางใจให้เป็นตัวแทนนำเสนองานในเวลาต่อมา

อ้างอิงเพิ่มเติม

ถ้าไม่แน่ใจว่าควรใช้ภาษาระดับไหน ควรทำอย่างไร

หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการไว้ก่อน เพราะเป็นระดับที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ดูแข็งทื่อจนเกินไปแต่ยังคงความสุภาพและแสดงถึงความเคารพต่อคู่สนทนาได้ในทุกบริบท

ภาษาเขียนกับภาษาพูดคือระดับภาษาเดียวกันไหม

โดยส่วนใหญ่ภาษาเขียนมักจะอยู่ในระดับทางการหรือกึ่งทางการ ส่วนภาษาพูดมักอยู่ในระดับกึ่งทางการไปจนถึงไม่เป็นทางการ อย่างไรก็ตาม ภาษาเขียนในปัจจุบัน เช่น การเขียนนิยายหรือบล็อก ก็สามารถใช้ภาษาระดับไม่เป็นทางการได้เพื่อเพิ่มอรรถรส

ทำไมบางตำราถึงบอกว่าภาษาไทยมี 5 ระดับ

ในหลักภาษาไทยเชิงลึกจะแบ่งละเอียดขึ้นเป็น 5 ระดับ ได้แก่ พิธีการ, ทางการ, กึ่งทางการ, ไม่เป็นทางการ และกันเอง เพื่อให้ครอบคลุมสถานการณ์พิเศษ เช่น งานพระราชพิธีหรืองานแต่งงาน ซึ่งต้องการความวิจิตรของภาษามากขึ้น

สรุปและข้อสรุป

พิจารณาความสัมพันธ์ของคู่สนทนาเป็นหลัก

ระดับภาษาแปรผันตรงตามระยะห่างของความสัมพันธ์ ยิ่งห่างเหินยิ่งต้องใช้ระดับที่เป็นทางการมากขึ้น

สังเกตบริบทและกาลเทศะเสมอ

สถานที่และโอกาสเป็นตัวกำหนดกรอบของภาษา เช่น ในที่ทำงานควรลดภาษาปากลงแม้จะสนทนากับเพื่อนสนิท

ระวังการใช้ภาษาพูดในงานเขียน

การเขียนต้องการความชัดเจนมากกว่าการพูด ควรเลือกใช้คำที่สื่อความหมายได้ตรงตามมาตรฐานเพื่อลดความผิดพลาดในการสื่อสาร

การสลับระดับภาษาแสดงถึงความฉลาดทางอารมณ์

คนสื่อสารเก่งไม่ใช่คนที่ใช้คำยากที่สุด แต่คือคนที่ใช้ระดับภาษาได้ตรงกับใจของคนฟังในแต่ละสถานการณ์