ประเภทของการนำเสนอข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคืออะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
ประเภทของการนำเสนอข้อมูล แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่ การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน และการนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน ทั้งสองรูปแบบช่วยให้การสื่อสารข้อมูลมีความยืดหยุ่นและเป็นระเบียบตามมาตรฐานที่กำหนดไว้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ประเภทของการนำเสนอข้อมูล: แบบแผนและไม่เป็นแบบแผน

การศึกษาประเภทของการนำเสนอข้อมูลช่วยให้ผู้ใช้งานเลือกรูปแบบการสื่อสารได้อย่างเหมาะสม เรียนรู้แนวทางการจัดหมวดหมู่ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความเข้าใจที่ชัดเจนในการนำไปใช้งานต่อ

ประเภทของการนำเสนอข้อมูลแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบคืออะไรบ้าง และมีความสำคัญอย่างไร

การนำเสนอข้อมูลตามหลักสถิติและระเบียบวิธีวิจัยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก คือ การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน และ การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน การเลือกใช้รูปแบบที่ถูกต้องจะช่วยเปลี่ยนตัวเลขที่ซับซ้อนให้กลายเป็นข้อความหรือภาพที่เข้าใจง่ายในทันที

ในโลกของการทำงานจริง การสื่อสารข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพมักมีทางเลือกและมุมมองที่หลากหลายขึ้นอยู่กับบริบท เฉพาะด้านเทคโนโลยีและการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่พบว่า องค์กรระดับสากลมากกว่า 75% มักจะประสบปัญหาการสื่อสารข้อมูลผิดพลาดเนื่องจากเลือกวิธีจัดวางโครงสร้างไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย การเข้าใจแก่นแท้ของทั้งสองรูปแบบจึงเป็นทักษะที่ขาดไม่ได้เลย

1. การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน (Informal Presentation)

การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผนคือ รูปแบบการสื่อสารที่ไม่มีกฎเกณฑ์หรือโครงสร้างตายตัว มักเน้นการอธิบายด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเพื่อสร้างการรับรู้ในเบื้องต้น การนำเสนอในลักษณะนี้ช่วยให้ผู้รับสารไม่รู้สึกอึดอัดกับตัวเลขจนเกินไป

In ทางปฏิบัติ วิธีการนี้เป็นเสมือนสะพานเชื่อมตัวเลขเข้ากับชีวิตประจำวัน โดยข้อมูลจากการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคพบว่า ข้อความที่สั้นและกระชับสามารถดึงดูดความสนใจของผู้อ่านได้ดีกว่าข้อมูลดิบถึง 3 เท่า วิธีนี้จึงนิยมแบ่งย่อยออกเป็น 2 แนวทางย่อยตามความเหมาะสมของเนื้อหา ดังนี้ การนำเสนอในรูปบทความหรือข้อความเรียง (Textual Presentation): เป็นการนำตัวเลขสถิติร้อยเรียงเข้ากับประโยคบอกเล่าหรือParagraphทั่วไป เหมาะสำหรับข้อมูลจำนวนน้อยที่มีประเด็นไม่ซับซ้อน การนำเสนอในรูปบทความกึ่งตาราง (Semi-tabular Presentation): เป็นการแยกข้อมูลตัวเลขบางส่วนออกมารวมกันเป็นกลุ่มๆ เพื่อให้สะดุดตาและเปรียบเทียบค่าได้ง่ายขึ้น โดยมีข้อความอธิบายล้อมรอบ

ตอนที่ผมเริ่มเขียนรายงานวิจัยชิ้นแรก ผมเคยพยายามยัดเยียดตัวเลขเชิงลึกทั้งหมดลงในย่อหน้ายาวเหยียด ผลลัพธ์คืออาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าอ่านไม่รู้เรื่องเลย ความบกพร่องครั้งนั้นทำให้ผมตระหนักว่า หากข้อมูลมีน้อยกว่า 3 หรือ 4 ตัวแปร การเลือกเขียนเป็นข้อความสั้นๆ แล้วใช้ตัวหนาเน้นจุดสำคัญจะช่วยให้คนอ่านเข้าใจได้ดีกว่าการฝืนทำตาราง

2. การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน (Formal Presentation)

การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผนคือ รูปแบบการจัดระเบียบข้อมูลที่มีกฎเกณฑ์ มาตรฐาน และโครงสร้างที่ชัดเจนตามหลักสถิติศาสตร์ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้อย่างแม่นยำ

การสแกนข้อมูลจากแผนภาพช่วยให้สมองประมวลผลได้เร็วขึ้นอย่างมหาศาล โดยผลสำรวจจากกลุ่มนักวิเคราะห์ระบุว่า การใช้รูปแบบการนำเสนอข้อมูลทางสถิติที่ได้มาตรฐานสามารถลดเวลาในการสรุปผลเชิงธุรกิจได้มากถึง 40% เลยทีเดียว รูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากลและเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การนำเสนอในรูปตาราง (Tabular Presentation): การจัดเรียงข้อมูลดิบลงในแถวและคอลัมน์ที่มีป้ายกำกับชัดเจน นิยมใช้เมื่อต้องการความแม่นยำของตัวเลขทุกหลัก การนำเสนอในรูปกราฟหรือแผนภูมิ (Graphical Presentation): การเปลี่ยนตัวเลขให้เป็นลายเส้นหรือรูปทรงเรขาคณิต เช่น แผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม หรือกราฟเส้นโค้ง เพื่อแสดงแนวโน้มหรือสัดส่วนของข้อมูลทั้งหมด

แต่เรื่องนี้ก็มีสิ่งที่ต้องพึงระวัง หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการใส่สีสันหรือทำกราฟสามมิติ (3D) จะช่วยให้งานดูสวยงามและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม การแต่งเติมสีที่ฉูดฉาดเกินไปหรือการใช้รูปทรงสามมิติมักบิดเบือนสัดส่วนที่แท้จริงของสายตา ทำให้ผู้บริหารตัดสินใจพลาดได้ง่ายๆ หลักการที่ถูกต้องที่สุดคือความเรียบง่ายและเน้นการจัดวางตำแหน่งป้ายกำกับให้ชัดเจนโดยไม่ต้องเดาเอาเอง

เปรียบเทียบการนำเสนอข้อมูลทั้ง 2 รูปแบบ

เพื่อให้เห็นภาพความแตกต่างและนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างถูกต้อง ลองมาดูข้อเปรียบเทียบเชิงลึกในแต่ละปัจจัยสำคัญกัน

การนำเสนออย่างไม่เป็นแบบแผน

เหมาะกับข้อมูลจำนวนน้อย มีตัวแปรเปรียบเทียบไม่เกิน 3 ถึง 4 ค่า

เห็นภาพรวมค่อนข้างยาก ผู้อ่านต้องใช้เวลาไล่เรียงข้อความทีละประโยค

สร้างเรื่องราวเชื่อมโยงข้อมูลดิบเข้ากับบริบทแวดล้อมได้ดี

ประหยัดเวลามากที่สุด เพราะเขียนอธิบายในเนื้อหาได้ทันที

การนำเสนออย่างเป็นแบบแผน (แนะนำสำหรับการทำรายงาน)

เหมาะกับข้อมูลจำนวนมากที่มีความซับซ้อนและมีมิติของเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง

เห็นการเติบโต สัดส่วนเปอร์เซ็นต์ หรือการลดลงของข้อมูลได้ทันทีในพริบตา

มีความน่าเชื่อถือสูงตามหลักสากล และเอื้อต่อการนำไปคำนวณค่าทางสถิติต่อ

ใช้เวลาปานกลางถึงมาก เนื่องจากต้องคำนวณและตั้งค่าเครื่องมือสร้างกราฟ

บทสรุปในการเลือกใช้งานนั้นไม่มีรูปแบบใดที่ดีกว่ากันอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณต้องการส่งสรุปสั้นๆ ทางข้อความให้ทีมงานเลือกใช้แบบไม่เป็นแบบแผนจะตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าเป็นการประชุมแผนงานประจำปีหรือรายงานวิจัยส่งภาครัฐ การนำเสนอแบบเป็นแบบแผนคือข้อบังคับที่คุณจำเป็นต้องทำ

การเปลี่ยนผ่านระบบรายงานข้อมูลของ นกแอนิเมชัน

นกแอนิเมชัน สตูดิโอออกแบบในกรุงเทพฯ ที่มีทีมงานรวม 15 คน ประสบปัญหาการรายงานความคืบหน้าของโปรเจกต์ประจำสัปดาห์ล่าช้า ตัวเลขสถิติชั่วโมงการทำงานและการแก้ไขไฟล์งานมักถูกเขียนปะปนอยู่กับข้อความคุยงานทั่วไป ทำให้ผู้บริหารต้องใช้เวลาแกะข้อมูลนานกว่า 2 ชั่วโมงในทุกวันศุกร์

ในตอนแรก ทีมงานพยายามแก้ไขด้วยการเพิ่มการเขียนข้อความกึ่งตารางแบบสรุปสั้นๆ เข้าไปในกลุ่มแชต ผลลัพธ์กลับยิ่งแย่ลงไปอีก เพราะข้อมูลการแจ้งเตือนงานทับซ้อนกันจนระบบดูรกรุงรัง พนักงานในทีมเริ่มบ่นว่าสับสนและละเลยที่จะรายงานตัวเลขเนื่องจากระบบซับซ้อนเกินไป

หลังจากลองผิดลองถูกอยู่ 3 สัปดาห์ ผู้จัดการฝ่ายผลิตตัดสินใจเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด โดยสั่งห้ามการพิมพ์ตัวเลขลงในข้อความ แล้วย้ายระบบไปใช้การสรุปผลด้วยแแผนภูมิแท่งเปรียบเทียบแต่ละโปรเจกต์ และใช้ตารางแจกแจงความถี่แบบออนไลน์ที่กำหนดป้ายกำกับแถวและคอลัมน์อย่างเป็นระบบแทน

ผลลัพธ์คือระยะเวลาในการประชุมเพื่อตัดสินใจลดลงจากเดิม 2 ชั่วโมงเหลือเพียง 20 นาทีเท่านั้น ยอดการส่งงานเลทของทีมลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสัดส่วนความผิดพลาดในการประเมินเวลาทำงานลดลงเหลือเกือบศูนย์ในเวลาต่อมา

ส่วนข้อยกเว้น

ถ้าต้องการแสดงสัดส่วนหรือร้อยละ ควรเลือกใช้วิธีนำเสนอแบบใดดีที่สุด

การใช้แผนภูมิวงกลมภายใต้รูปแบบเป็นแบบแผนคือทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากสมองของมนุษย์สามารถตีความพื้นที่วงกลมเป็นเปอร์เซ็นต์รวมของข้อมูลทั้งหมดได้รวดเร็วและชัดเจนที่สุด

ข้อมูลเชิงคุณภาพ เช่น ความคิดเห็นของลูกค้า สามารถนำเสนอแบบเป็นแบบแผนได้หรือไม่

ทำได้โดยการจัดกลุ่มคำสำคัญแล้วนำความถี่ที่เกิดขึ้นมาสรุปเป็นตารางแจกแจงความถี่จำแนกทางเดียว หรือจัดกลุ่มจำแนกตามคุณลักษณะ เช่น อายุ หรือสัญชาติ เพื่อใช้วิเคราะห์ผลในเชิงสถิติต่อไป

การเลือกรูปแบบการนำเสนอควรพิจารณาจากปัจจัยใดเป็นหลัก

ควรพิจารณาจากปริมาณของข้อมูลและความเป็นมืออาชีพของกลุ่มผู้รับสารเป็นหลัก หากข้อมูลมีจำนวนมากหรือส่งให้ผู้บริหารระดับสูง ควรใช้แบบแผนที่จับต้องแนวโน้มได้ง่ายเป็นหลักเสมอ

หากคุณต้องการเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสมกับงาน สามารถศึกษาต่อได้ที่ ประเภทของการนำเสนอข้อมูลมีกี่ประเภทอะไรบ้าง เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด

ผลลัพธ์ที่ต้องบรรลุ

ประเมินปริมาณข้อมูลเป็นอันดับแรก

ใช้เกณฑ์ตัวแปรไม่เกิน 3 รายการเพื่อเลือกเขียนอธิบายแบบทั่วไป หากมากกว่านั้นให้เปลี่ยนไปใช้ตารางหรือกราฟมาตรฐานทันที

ลดความซับซ้อนเพื่อเพิ่มความเข้าใจ

การนำเสนอที่มีประสิทธิภาพต้องเรียบง่าย หลีกเลี่ยงรูปทรงเรขาคณิตสามมิติที่บดบังการมองเห็นข้อเท็จจริงของตัวเลข

เลือกเครื่องมือให้ตรงวัตถุประสงค์

ใช้กราฟเส้นเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลตามระยะเวลา และใช้แผนภูมิแท่งเมื่อต้องการเปรียบเทียบค่าระหว่างหมวดหมู่