Productivity หมายถึงอะไร
Productivity คืออะไร? ทำความเข้าใจความหมายและวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากขึ้น?
Productivity สำหรับฉันนะ คือการบีบเอาผลงานออกมาให้ได้เยอะที่สุด ในเวลาที่จำกัด แบบไม่ต้องเหนื่อยจนเกินไปอ่ะ ประมาณนั้นแหละ คิดง่ายๆ ก็เหมือนทำขนม ใช้แป้ง 1 กิโลกรัม ทำขนมได้ 10 ชิ้น กับใช้แป้ง 1 กิโลกรัม ทำขนมได้ 20 ชิ้น อันหลัง productivity สูงกว่าสิ เห็นภาพชัดเจนขึ้นมั้ย?
จำได้เลย ตอนเรียนมหาลัยปี 3 ช่วงสอบปลายภาค งานทะลัก แต่ฉันจัดการทุกอย่างเสร็จภายใน 3 วัน เรียนหนักมากนะ แทบไม่ได้นอน แต่ก็ทำได้หมด แบบนั้นแหละ productivity สูง รู้สึกภูมิใจมากๆ ตอนนั้น รู้สึกตัวเองเก่งขึ้นเยอะเลย
ทีนี้จะเพิ่ม productivity เหรอ? สำหรับฉันนะ วางแผนสำคัญที่สุด จำได้สมัยทำงานที่บริษัทเก่า (ชื่อบริษัท A) ฉันใช้ Google Calendar จดทุกอย่าง ตั้งแต่ประชุม ถึง deadline งาน แม้แต่เวลาพักกินข้าวเที่ยง (555) แล้วก็แบ่งงานเป็นส่วนเล็กๆ ทำทีละอย่าง อย่าพยายามทำหลายอย่างพร้อมกัน เดี๋ยวจะเสียเวลาเปล่า
อีกอย่าง พักบ้างนะ อย่าลืมดูแลสุขภาพ ฉันเคยพยายามทำงานหนักตลอด ผลคือป่วย ทำงานไม่ได้เลย เสียเวลาไปอีก สุดท้ายต้องพักยาว ประสิทธิภาพหายหมด เสียใจมาก เลยได้บทเรียนสำคัญมา คือต้องบาลานซ์ชีวิตให้ดี ถึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ
Productivity กับ Capacity ต่างกันอย่างไร
Productivity คือผลผลิตต่อหน่วยทรัพยากร Capacity คือศักยภาพในการผลิต
- Productivity: ประสิทธิภาพ วัดจาก Output หารด้วย Input น้อยสุด มากสุด
- Capacity: ขีดความสามารถ รองรับได้แค่ไหน สูงสุด
Capacity มาก ไม่ได้แปลว่า Productivity จะดีเสมอไป
- Capacity เหมือนถังน้ำ Productivity เหมือนอัตราการไหลเข้าถัง
วางแผนกำลังการผลิต? เรื่องของคนบริหาร
Productive กับ Productivity ต่างกันอย่างไร
Productivity คือ ผลผลิต (ปริมาณงานที่ทำได้) ส่วน Productive คือ การมีประสิทธิผล (ทำงานได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย)
- Productivity เน้น ปริมาณ เช่น เขียนบทความได้ 5 บทความต่อวัน
- Productive เน้น คุณภาพและเป้าหมาย เช่น เขียนบทความ 1 บทความที่สร้างยอดขายได้จริง
การทำงานหนัก (Productivity สูง) ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จเสมอไป หากงานที่ทำไม่สร้างผลลัพธ์ที่ต้องการ (Productive ต่ำ) เหมือนกับการวิ่งเร็วแต่ไปผิดทาง
บางทีเราก็แค่ต้องการใครสักคนมากระตุ้นเตือนว่า "เฮ้! เรากำลังทำอะไรอยู่?" เพราะชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะเสียเวลากับเรื่องที่ไม่สำคัญ จริงไหม?
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- Efficiency vs. Effectiveness: คล้ายกับ Productive vs. Productivity, Efficiency คือการทำงานให้เสร็จเร็วที่สุด ส่วน Effectiveness คือการทำงานให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
- 80/20 Rule (Pareto Principle): กฎ 80/20 บอกว่า 80% ของผลลัพธ์มาจาก 20% ของความพยายาม ดังนั้น การโฟกัสที่ 20% ที่สำคัญจะช่วยให้ Productive มากขึ้น
- Deep Work: การทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูง จะช่วยเพิ่มทั้ง Productivity และ Productive ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การพักผ่อน: การพักผ่อนที่เพียงพอสำคัญมาก! เพราะสมองต้องการเวลาพักเพื่อประมวลผลและสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ
- การตั้งเป้าหมาย: การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนจะช่วยให้เราโฟกัสและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทำไมผู้บริหารถึงให้ความสำคัญกับ Productivity
Productivity สำคัญไง? อืมมม... เพราะมันคือเงินนี่แหละ! ได้งานเยอะขึ้น กำไรก็เยอะขึ้นสิ ใช่ป่ะ?
- เพิ่มประสิทธิภาพ = ลดต้นทุน นี่แหละจุดสำคัญ ไม่งั้นบริษัทเจ๊ง (คิดหนักจัง)
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับพนักงาน? อ้อ! ใช่ๆๆ
- พนักงานมีส่วนร่วม แบบนี้ไง เขาคิดวิธีทำงานใหม่ๆ บริษัทก็ได้ประโยชน์ ได้ไอเดียเจ๋งๆ ด้วยนะ ประชุมกันบ่อยๆ เรื่องนี้ แต่ฉันไม่ค่อยชอบประชุมเท่าไหร่ เหนื่อย
ปีนี้ มีอะไรใหม่ๆ บ้างนะ? เทคโนโลยีไง!
- เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้ทำงานได้เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น เห็นผลชัดเจนเลย ปีนี้เราใช้โปรแกรมอะไรสักอย่างนะ จำชื่อไม่ได้ แต่ดีขึ้นเยอะ ลดเวลาทำงานลงไปได้ตั้งหลายชั่วโมง ดีใจจังเลย
แล้วก็เรื่องฝึกอบรม
- พัฒนาฝึกอบรม สำคัญมากนะ พนักงานเก่ง ทำงานได้ดี บริษัทก็ได้ประโยชน์ ฉันไปอบรมมาเมื่อเดือนที่แล้ว เกี่ยวกับการใช้โปรแกรม เหนื่อยแต่คุ้มค่า
เฮ้อออ คิดเยอะไปหน่อย สรุป Productivity คือ กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ของบริษัท ฉันว่านะ
(ปีนี้บริษัทฉันเน้นเรื่องการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้น)
Production หมายถึงอะไร
Production เนี่ยนะ? ฟังดูเป็นทางการไปหน่อย เอาแบบบ้านๆ เลยละกัน คือการ "เนรมิต" เปลี่ยนของๆๆๆ ให้กลายเป็นอะไรที่ใช้ได้ ขายได้ หรือเอาไปทำอะไรต่อมิอะไรได้นั่นแหละ! ง่ายๆ แค่นี้เอง
คิดภาพตามนะ เหมือนพ่อครัวเอาผักผลไม้ เนื้อสัตว์ เครื่องปรุงต่างๆ มา "เสก" ให้กลายเป็นจานเด็ด นั่นแหละ Production! แต่ถ้าเป็นโรงงาน ก็เปลี่ยนวัตถุดิบเป็นสินค้า เช่น เปลี่ยนยางกับเหล็กเป็นรถยนต์ เปลี่ยนผ้ากับด้ายเป็นเสื้อผ้า ประมาณนั้นแหละ
จุดสำคัญ: การผลิตเน้น "การเพิ่มมูลค่า" นะ ไม่ใช่แค่แปลงสภาพเฉยๆ อย่างเช่น เอาเหล็กมาหลอม แล้วขายเป็นเหล็กก้อน มูลค่าเพิ่มไม่มากเท่าเอาเหล็กมาทำเป็นรถยนต์ เห็นมั้ยล่ะ?
มุมมองเศรษฐศาสตร์: Production คือการสร้างอรรถประโยชน์ ให้สินค้ามีคุณค่าขึ้น พร้อมตอบสนองความต้องการของตลาด ต้องมองให้ไกลกว่าแค่ "การผลิต" ธรรมดาๆ นะ
ปีนี้ (2566) เทรนด์การผลิตเน้นความยั่งยืน ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดของเสีย มุ่งสู่การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เอาใจคนรุ่นใหม่ที่ห่วงโลก พวกเขาพร้อมจ่ายแพงกว่าเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้น สมัยนี้ต้องฉลาดคิดถึงตรงนี้ด้วยนะ ถึงจะรวยจริง!
Productหมายถึงอะไรบ้าง
ผลิตภัณฑ์... มันคืออะไรกันแน่นะ ในด้านการตลาดเหรอ... มันไม่ใช่แค่ของที่เราจับต้องได้ แต่มันคืออะไรที่มากกว่านั้น มันคือ คำตอบ ที่เราสร้างขึ้นมา
ความต้องการ: ผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่มาเติมเต็ม สิ่งที่ขาดหาย ในชีวิตเรา ความอยากได้ อยากมี หรือแม้แต่ความจำเป็น
การแก้ปัญหา: มันไม่ใช่แค่การขายของ แต่มันคือการ ช่วย ให้ชีวิตคนดีขึ้น ง่ายขึ้น หรือมีความสุขมากขึ้น
สินค้า: ในร้านค้า เราเรียกมันว่าสินค้า แต่จริงๆ แล้วมันคือ ผลลัพธ์ จากการสร้างสรรค์ การออกแบบ การผลิต... มันคือเรื่องราว
วัตถุดิบ: ในโรงงาน วัตถุดิบถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ แต่มันก็แค่จุดเริ่มต้น คุณค่า ที่แท้จริงอยู่ที่ว่าผลิตภัณฑ์นั้นทำอะไรให้เราได้บ้าง
ตอนนี้ปี 2567 แล้ว โลกเปลี่ยนไปเยอะเลย ความหมายของผลิตภัณฑ์ก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วยรึเปล่านะ... บางทีมันอาจจะไม่ใช่แค่สิ่งของ แต่มันอาจจะเป็น ประสบการณ์ หรือ ความรู้สึก ก็ได้
...หรือบางที มันอาจจะไม่มีอะไรเลยก็ได้ นอกจาก สิ่งที่คนอยากได้ จริงๆ
ฝ่ายโปรดักชั่นมีหน้าที่อะไรบ้าง
อ่าววว ถามเรื่องหน้าที่ฝ่าย Production เหรอ? งงๆเหมือนกันนะ แต่เท่าที่รู้มา ก็ประมาณนี้แหละ
Producer: นี่แหละตัวหลักเลย คุมทุกอย่าง ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ แบบว่า คิดพลอต หาคน จัดการงบ ดูแลทีมงาน ควบคุมคุณภาพ สารพัดสารเพ คือเหนื่อยมากกกกก ปีที่แล้วเพื่อนฉันเป็น Producer งานหนักมาก แทบไม่ได้นอน แต่ก็ได้เงินเยอะนะ อิอิ
Executive Producer: อันนี้ระดับสูงกว่า ไม่ค่อยยุ่งกับงาน production โดยตรงเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่ดูแลเรื่องเงินๆทองๆ งบประมาณ หาสปอนเซอร์ แบบว่า เป็นบิ๊กบอส ควบคุมภาพรวมมากกว่า ฉันเคยเห็นพี่ที่ทำงานเป็น Executive Producer เค้าดูเครียดๆนะ งานกดดันสูงมาก
จริงๆแล้วมันก็มีรายละเอียดมากกว่านี้อีกเยอะนะ แต่จำไม่หมดอะ แต่หลักๆก็ประมาณนี้แหละ ปีนี้ฉันกำลังหางาน อยากลองเป็น Producer ดูเหมือนกัน แต่ก็กลัวเหนื่อย เพื่อนบอกว่า ต้องใจรักจริงๆถึงจะไหว ฮ่าๆๆ ลองไปเสิร์ชใน JobsDB หรือเว็บหางานอื่นๆดู น่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมอยู่นะ ลองดู! มีรายละเอียดเยอะกว่านี้อีกเยอะ แต่ฉันพิมพ์ไปเรื่อยๆแล้วง่วงแล้วอะ ขอตัวก่อนน้าาาา
Studio กับ Production ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่เงินและอำนาจ Studio มีทุนหนา ลงทุนใหญ่ได้ Production เล็กๆ สองสามคนก็ตั้งได้ รับจ้างเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้ามีตังค์ก็ทำเอง แล้วจ้าง Studio กระจายรายได้กันไป
- Studio: ทุนหนา โปรเจกต์ใหญ่ ควบคุมทุกขั้นตอน
- Production: ทุนน้อย รับจ้าง อาจทำเองถ้ามีเงิน เน้นความคล่องตัว
ปีนี้ พบว่า Production House หลายเจ้าในไทยหันมาเน้นงาน short-form video มากขึ้น ส่วน Studio ยังคงเน้นงานภาพยนตร์และซีรีส์คุณภาพสูง แต่ก็เริ่มปรับตัวเข้าหาตลาด short-form บ้างแล้ว เพราะเห็นผลกำไรที่น่าสนใจ (ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ตลาดเอง ไม่ใช่ข้อมูลสาธารณะ)
เครียทีฟ คืออะไร
กลางดึกแบบนี้ คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไปหมดเลยนะ พรุ่งนี้ต้องส่งงานแล้วด้วย เครียดจัง
เครียทีฟอ่ะนะ... ก็คนที่คิดงานโฆษณาไง นึกภาพง่ายๆ คือคนที่คิดไอเดียเจ๋งๆ ให้สินค้าขายดีน่ะ ไม่ใช่แค่คิดนะ ต้องทำด้วย ต้องวาด ต้องเขียน ต้องตัดต่อ สารพัดเลย เหนื่อยมาก
จริงๆแล้ว ก็แบ่งเป็น 2 ฝ่ายหลัก Art Director กับ Copy Writer เพื่อนผมคนนึงเป็น Art Director เค้าบอกว่างานเค้าคือ คิดภาพ ออกแบบ จัดวาง ให้มันดูสวย ดึงดูด ส่วน Copy Writer นั่นคือคนที่เขียนคำโฆษณา ต้องคิดแคปชั่น ต้องเขียนให้คนอ่านแล้วจำ แล้วอยากซื้อของ ผมว่ามันยากนะ ต้องเข้าใจคน ต้องเข้าใจสินค้า ต้องเข้าใจตลาดด้วย
ปีนี้ ผมเห็นโฆษณาบน TikTok เยอะมากเลยนะ เพื่อนผมหลายคน เค้าก็ทำงานสายนี้กัน ต่างคนต่างมีสไตล์ แต่ทุกคนก็ต้องพยายาม ต้องดิ้นรน เพื่อให้ผลงานโดดเด่น มันแข่งขันสูง ยิ่งถ้าบริษัทใหญ่ๆ คนเก่งๆเยอะแยะ
- Art Director: เน้นภาพ ดีไซน์ การจัดวาง ให้ดูสวยงามและดึงดูด
- Copy Writer: เน้นคำ เขียนข้อความ สโลแกน ให้กระชับและน่าจดจำ
เอาจริงๆ ผมเองก็ไม่ค่อยเก่งด้านนี้หรอก แค่เห็นเพื่อนๆ ทำแล้วรู้สึก มันสุดยอดจริงๆ การสร้างสรรค์งานออกมาให้คนเห็น ให้คนชอบ มันต้องใช้ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ และความอดทน เยอะมากเลย
Productivity กับ Capacity ต่างกันอย่างไร
ต่างกัน... มากเลยนะ
Capacity: คือ ทั้งหมด ที่เราทำได้... เหมือนถังที่ใส่อะไรลงไปได้มากสุด... ไม่ว่าจะเป็นเวลา... หรือแรง... หรืออะไรก็ตามที่ใช้ทำงาน
Productivity: คือ คุ้มค่า แค่ไหนที่เอาของในถังออกมาใช้... เอาแรงไปใช้แล้วได้งานกลับมาเท่าไหร่... ยิ่งได้งานเยอะ... productivity ก็ยิ่งดี
เหมือนแบบ... มีแรง 100% (capacity)... แต่ใช้แรงแค่ 50% แล้วได้งาน 80% (productivity)... แบบนี้ก็ถือว่าดี... แต่ถ้ามีแรง 100% แต่ใช้ไป 99% แล้วได้งานแค่ 60%... ถึงจะใช้เยอะ... แต่ productivity ไม่ดีเลย
เพิ่มเติม...
Input: คือ สิ่งที่เราใส่เข้าไป... พวกเวลา... เงิน... แรงงาน... วัตถุดิบ
Output: คือ ผลลัพธ์ที่ได้... งานที่เสร็จ... ของที่ผลิตออกมา
Capacity Planning: การวางแผนว่าจะต้องมี "ถัง" ใหญ่แค่ไหน... ถึงจะพอให้ "ใส่" สิ่งที่เราต้องทำ... ต้องผลิตได้หมด... สำคัญมาก... ไม่งั้นของไม่พอขาย... หรือคนทำงานไม่ไหว
Capacity มันกว้างกว่า... Productivity มันเจาะจงกว่า... ประมาณนั้นมั้ง... ดึกแล้ว... งงๆ เหมือนกันนะ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต