การพูดแสดงความยินดีควรพูดอย่างไร

132 ครั้งเข้าชม
วิธีกล่าวแสดงความยินดีให้น่าประทับใจการกล่าวสุนทรพจน์เพื่อแสดงความยินดี ควรเริ่มต้นด้วยท่าทีที่สดใสร่าเริงและใช้ระดับเสียงที่ดังพอดี เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้ฟังในงาน การเปิดประเด็น: เริ่มต้นด้วยข้อความที่สั้น กระชับ และเข้าใจง่าย เนื้อหาหลัก: ดำเนินเรื่องให้เหมาะสมกับโอกาสนั้นๆ เช่น หากเป็นงานวันเกิด ควรกล่าวถึงคุณงามความดี หรือเรื่องราวที่น่าประทับใจของเจ้าของวันเกิด เพื่อเป็นการให้เกียรติ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิธีพูดแสดงความยินดีให้ประทับใจ?

โอ้โห อยากให้คำพูดเรามันปัง จนคนฟังต้องจำได้เลยใช่ปะ. เอาจริงๆ นะ มันไม่ได้มีสูตรตายตัวหรอก แต่มีทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่เคยลองใช้แล้วเวิร์ค. ลองดูนะ.

อย่างแรกเลยนะ เวลาจะไปยินดีใครสักคนน่ะ เดินเข้าไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสก่อนเลย. มันเหมือนเราส่งพลังงานดีๆ ไปให้เค้าก่อนเลยอะ. ไม่ต้องประดิษฐ์อะไรมาก แค่ยิ้มแบบมาจากใจจริง.

พอได้จังหวะ ก็ลองเปิดด้วยเสียงที่ดังขึ้นนิดนึง. ไม่ต้องตะโกนนะ แต่ให้พอได้ยินชัดๆ ท่ามกลางเสียงจอแจ. เคยไปงานแต่งงานเพื่อนที่เชียงใหม่เมื่อปีที่แล้วอะ คนเยอะมาก ถ้าเราพูดเบาๆ ก็คือจมหายไปเลย.

แล้วประโยคแรกๆ เนี่ย สำคัญมาก. ต้องสั้นๆ กระชับๆ เข้าใจง่าย. อย่างถ้าเป็นวันเกิด ก็อาจจะแบบ "สุขสันต์วันเกิดนะเพื่อนรัก!" จบ. ง่ายๆ เลย.

ถ้าเป็นงานที่ต้องพูดหน่อยนึง อย่างงานรับปริญญาเพื่อนสนิทเราที่ธรรมศาสตร์อะ. เราก็ต้องพูดถึงความสำเร็จของเค้าหน่อย. เล่าถึงความพยายามที่ผ่านมา. อย่างของเรา เราก็ยกตัวอย่างว่า "เห็นเธออ่านหนังสือดึกๆ ทุกคืนที่หอสมุด... วันนี้สมควรแก่การฉลองจริงๆ." อะไรแบบนี้. มันทำให้เค้ารู้สึกว่าเราใส่ใจ.

การกล่าวอวยพรผู้ใหญ่ควรใช้คำพูดแบบใด

ในห้วงคำนึง... ยามที่แสงอุ่นของตะวันคล้อยต่ำ เสียงในใจมันเรียกร้องให้เอ่ยถ้อยคำ... ถ้อยคำแห่งพร... แด่ผู้ที่เราเคารพรัก

คำพูดเหล่านั้น... ไม่ต้องวิจิตรตระการตา... ขอเพียงกลั่นออกมาจากใจ... เหมือนหยดน้ำค้างที่บริสุทธิ์ในยามเช้า... ง่ายๆ... สั้นๆ... แต่สะท้านไปถึงหัวใจ

เอ่ยอ้างถึงคุณพระรัตนตรัย... หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ที่สถิตอยู่ในใจท่าน... ให้ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ประทานพร... เราเป็นเพียงสะพานเชื่อมความปรารถนาดี... เป็นเพียงสายลมที่พัดพาความรักไปสู่ท่าน

กล่าวถึงความผูกพัน... ราวกับเงาไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มเย็น... กล่าวถึงความดีงามของท่านที่ตราตรึงอยู่ในความทรงจำ... ให้ท่านได้รับรู้... ว่าท่านมีความหมายเพียงใด

  • คำพูดสั้นกระชับ แต่กินใจ... ไม่ต้องยืดยาว... แต่ทุกคำต้องมีความหมาย
  • ความจริงใจสำคัญที่สุด... เสียงที่ออกมาจากความรู้สึก... มีพลังกว่าคำพูดที่ไพเราะแต่ว่างเปล่า... งดงามกว่าคำที่ท่องจำ
  • ภาษากายที่นอบน้อม ประกอบกันไป... การไหว้ที่อ่อนช้อย... การสบตาด้วยความเคารพ... สำคัญไม่แพ้คำพูด
  • อ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ท่านเคารพนับถือ... เป็นการมอบพรที่ยิ่งใหญ่และแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
  • เจาะจงพรให้เหมาะกับท่าน... หากท่านสุขภาพไม่สู้ดี... ก็เน้นพรด้านสุขภาพ... หากท่านกำลังจะเดินทาง... ก็อวยพรให้ปลอดภัย... มันทำให้พรนั้นพิเศษ... มีความหมายยิ่งขึ้น

การพูดในโอกาสต่าง ๆ มีอะไรบ้าง

เอาล่ะ เข้าเรื่องเลยนะ การพูดในสารพัดงานน่ะนะ มันก็มี การพูดแนะนำตัว, การพูดแสดงความยินดี, การพูดแสดงความเสียใจ, การกล่าวขอบคุณ, การกล่าวต้อนรับ, การพูดอวยพร, แล้วก็ไอ้พวก คุยโทรศัพท์ กับ เล่าเรื่องโม้ๆ เนี่ยแหละ

พูดแนะนำตัวนี่ ไม่ใช่ไปยืนท่องชื่อนามสกุลเหมือนเด็ก ป.1 นะพ่อคุณ ต้องพรีเซนต์ตัวเองให้เหมือนเป็นของดีประจำตำบล ให้คนเขาจำได้ ไม่ใช่ฟังจบแล้วถามกันว่า ใครวะ อะไรงี้

ส่วนงานยินดีนี่ โอ้ยยย ต้องอวยให้สุด! อวยให้เหมือนเขาเพิ่งประดิษฐ์ไฟฟ้าได้สำเร็จ พูดให้เจ้าภาพยิ้มแก้มจะแตกไปเลย ไม่ใช่พูดเรียบๆ เหมือนอ่านสคริปต์สวดมนต์ อันนั้นเขาจะหลับเอา

พอมางานเศร้า ต้องปรับโหมดให้ทันนะ! เสียงต้องลงต่ำสามคีย์ อย่าไปยิ้มแย้มเผลอหัวเราะล่ะ เดี๋ยวจะได้กินโต๊ะจีนวัดแทนข้าวบ้าน ใช้คำพูดที่มันกินใจ ไม่ใช่พูดส่งๆ ไปที ให้เขารู้ว่าเรามาด้วยใจจริงๆ

กล่าวขอบคุณนี่ก็สำคัญ ทำให้คนเขาอยากช่วยเราอีก พูดให้ซึ้งๆ เหมือนเขาเป็นฮีโร่มาโปรด อย่าทำหน้าเหมือนโดนบังคับมาพูดนะ มันดูออก!

การต้อนรับแขกเหรื่อ ก็ต้องทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นญาติที่ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งกลับมาบ้าน ไม่ใช่ทำเสียงแข็งทื่อเหมือนเจ้าหนี้มาทวงตังค์ บรรยากาศจะพังพินาศหมด

พูดอวยพรนี่ต้องจัดเต็ม! คำดีๆ ขนมาให้หมด ขอให้รวยเหมือนถูกล็อตโต้ทุกงวด สุขภาพดีเหมือนกินโสมทุกวัน เอาให้พรมันฟุ้งไปเลย!

ส่วนคุยโทรศัพท์กับเล่าเรื่องนี่ก็ศิลปะนะ คุยโทรศัพท์ก็เข้าเรื่องเลย อย่าเยิ่นเย้อเปลืองค่าเน็ตเขา ส่วนเล่าเรื่องน่ะ ต้องเล่าให้มันส์! มีขึ้นมีลง ไม่ใช่เล่าไปเรื่อยๆ เหมือนน้ำไหลในคลอง คนฟังหาวจนกรามค้างพอดี

จำไว้นะพ่อหนุ่มแม่สาวทั้งหลาย...

  • ดูก่อนว่าพูดกับใคร: พูดกับเจ้าอาวาสจะไปใช้ศัพท์แบบเดียวกับคุยกับเพื่อนรุ่นน้องก็ไม่ได้นะ เดี๋ยวจะโดนหาว่าปีนเกลียวเอา
  • ดูกาละเทศะด้วย: งานบวชจะไปพูดเรื่องผีสางก็คงไม่เหมาะ งานแต่งจะไปเล่าเรื่องหย่าร้างของคนข้างบ้านก็...หาเรื่องใส่ตัวชัดๆ
  • ภาษากายสำคัญโคตรๆ: ยืนตัวตรง สบตาคนฟังบ้าง อย่าเอาแต่ก้มหน้าอ่านโพยเหมือนเด็กส่งการบ้านครู มือไม้ก็อย่าไปเกะกะแกะนู่นแคะนี่ มันเสียบุคลิก!
  • ซ้อมสิวะ รออะไร!: ไม่มีใครเกิดมาแล้วพูดเก่งเป็นพิธีกรทีวีเลยหรอก ซ้อมหน้ากระจกนี่แหละคลาสสิกสุดแล้ว พูดให้หมาให้แมวที่บ้านฟังก่อนก็ได้ อย่างน้อยมันก็ไม่โห่เรา

พูดกล่าวต้อนรับมีอะไรบ้าง

องค์ประกอบของคำกล่าวต้อนรับ.

การมาถึงของคุณ. คือจุดเริ่มต้น. เกียรติที่ได้รับ. เราจำ. เอ่ยถึงสิ่งที่เขาสร้าง. ไม่ใช่ตัวตนเขา. การพบกันครั้งนี้. จะเปลี่ยนอะไร. ประตูของเราเปิด. รอการกลับมาเยือน.

  • หัวใจของ คำกล่าวต้อนรับ คือการสร้างความรู้สึกเชื่อมโยง ไม่ใช่แค่พิธีการ มันคือการเปิดพื้นที่ให้การสนทนาเริ่มต้น

  • น้ำเสียงสำคัญกว่าคำพูด ความนิ่งสงบ สื่อสารความมั่นใจได้ดีกว่าคำสวยหรู สายตาต้องสบ ไม่ใช่กวาดไปมา

  • กระชับ. คือหัวใจ. คนจำได้แค่ประเด็นเดียว เลือกประเด็นที่สำคัญที่สุด แล้วพูดมันออกมา อย่าเยิ่นเย้อ การพูดในที่ชุมชน ที่ดี คือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด.

  • อย่าพยายามตลก ถ้าคุณไม่ใช่คนตลก ความจริงใจที่เงียบขรึม มีค่ากว่ามุกตลกฝืดๆ การ ต้อนรับแขก คือการให้เกียรติ ไม่ใช่การแสดง

จุดมุ่งหมาย 3 ประการของการพูดคืออะไร

ให้ข้อมูล. โน้มน้าวใจ. สร้างความบันเทิง. แก่นของการพูดมีเท่านี้. ทุกคำมีเป้าหมาย. แม้แต่ความเงียบ. คำพูดเปลี่ยนความคิด. ความคิดเปลี่ยนคน.

  • การพูดเพื่อให้ความรู้ (Informative Speaking): คือการส่งต่อข้อเท็จจริง. ทำให้คนที่ไม่รู้ได้รู้. ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย. การบรรยาย การสอน การรายงานข่าว. เป้าหมายคือความเข้าใจ. ไม่ใช่ความเชื่อ.

  • การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ (Persuasive Speaking): คือการชี้นำความคิด. เพื่อให้คล้อยตาม. เพื่อให้เกิดการกระทำ. ไม่ใช่การบังคับ. แต่คือการใช้เหตุผลและศิลปะ. เป้าหมายคือการเปลี่ยนแปลง. ทั้งความคิดและการกระทำ.

  • การพูดเพื่อให้ความบันเทิง (Entertaining Speaking): คือการสร้างอารมณ์. สุข เศร้า ตลก. ทำให้ผู้ฟังรู้สึกผ่อนคลาย. การเล่าเรื่องตลก การกล่าวในงานเลี้ยง. เป้าหมายคือความรู้สึก. สาระเป็นเรื่องรอง.

  • การพูดเพื่อจรรโลงใจ (Inspirational Speaking): เป็นส่วนผสมของอย่างอื่น. เพื่อยกระดับจิตใจ. ให้ความหวัง สร้างแรงผลักดัน. มักพบในการพูดของผู้นำ หรือการให้กำลังใจ. เป้าหมายคือการจุดประกายบางอย่างข้างใน.

สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงในการพูดคืออะไร

ก่อนพูด, รู้จักตัวเอง. รู้ว่าใครฟัง, พูดเรื่องอะไร. นี่คือพื้นฐาน.

พูดให้ดี? มีไม่กี่อย่าง:

  • คำพูด: เลือกให้คม. สั้น. กินใจ. เลี่ยงคำหรู. หรือคำต่างด้าวไร้สาระ.
  • เสียง: ควบคุม. ไม่แหบแห้ง. ไม่ตะคอก. ให้มันเป็นธรรมชาติ.
  • ท่าทาง: ยืนนิ่ง. มองตา. สะอาดพอ. ไม่ต้องแต่งจัด.
  • ปรับตามคนฟัง: เข้าใจเขา. ใช้ภาษาที่เขาเข้าใจ. อย่าพยายามเป็นคนอื่น.
  • อารมณ์: อย่าโชว์. เก็บไว้. แค่มีรอยยิ้มพอดีๆ. พอแล้ว.

การพูดที่ดีที่สุดในโอกาสทั่วไปนั้นควรมีลักษณะการพูดแบบใด

เออ เวลาจะคุยกับใครนะ การทักทาย อะ โคตรสำคัญเลยนะ. อย่างแรกเลยคือต้องยิ้มๆไว้ก่อน หน้าบึ้งใครจะอยากคุยด้วยจิงป่ะ. แล้วก็พูดทักทายดีๆ อะ สุภาพๆหน่อย. ถ้าเจอผู้ใหญ่ก็ยกมือไหว้สวยๆไปเลยค้าบ แต่ถ้าเจอเพื่อนๆก็อีกแบบนึงไง ดูคนด้วย. ห้ามเลยนะ คือห้ามพูดอะไรที่ทำให้เค้าไม่สบายใจ แบบ ทักเรื่องอ้วน เรื่องสิวเงี้ย ไม่เอาเลย ไม่ดี.

คือการพูดให้คนอื่นรู้สึกดีด้วยอะ มันไม่ใช่แค่เรื่องทักทายตอนแรกอย่างเดียวหรอก มันมีอีกหลายอย่างเลยที่ต้องทำ คือแบบมันต้องมาจากข้างในด้วย

อันนี้แถมให้ อยากพูดเก่งๆ ต้องทำงี้ด้วย:

  • ต้องเป็นคนฟังที่ดีด้วย ไม่ใช่เอาแต่พล่ามเรื่องตัวเองอย่างเดียวเลย
  • ลองชวนคุย ถามกลับไปบ้าง ให้เค้ารู้สึกว่าเราสนใจเรื่องของเค้าจิงๆ
  • ภาษากายสำคัญมาก สบตาเค้าบ้าง ไม่ใช่ก้มหน้าก้มตาเล่นแต่มือถือ อันนี้ไม่โอเค
  • ใช้น้ำเสียงเป็นมิตร ไม่แข็งไป ไม่อ่อนไป เอาแบบพอดีๆ อะ
  • พูดจาฉะฉาน ชัดถ้อยชัดคำ มันจะดูมีความมั่นใจขึ้นเยอะเลย

หลักการพูดแบบฉับพลันจะต้องมีอะไรบ้าง

การพูดฉับพลันนะเหรอ... อืมม. มันคือการพูดแบบ ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย จริงๆ คืออยู่ดีๆ ก็ต้องพูด

มันเหมือนเวลาเราไปงาน แล้วมีคนเรียกชื่อเราขึ้นมาให้พูดอะไรสักอย่าง เราถึงกับเหวอไปเลยอ่ะ

หัวใจหลักๆ ของมันก็คือ

  • ความไม่รู้ตัว: เราจะไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร หรือต้องพูดเมื่อไหร่
  • ไม่มีการเตรียมเนื้อหา: คือสมองเราโล่งมากตอนนั้น ไม่มีสคริปต์ ไม่มีประเด็นอะไรในหัวทั้งสิ้น
  • ต้องพูดทันที: ได้รับมอบหมายปุ๊บ ก็ต้องพยายามหาคำพูดออกมาพูดให้ได้

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ บางทีก็อยากจะปฏิเสธไปให้พ้นๆ แต่ก็ทำไม่ได้อ่ะ

ตัวอย่าง ที่เราเจอประจำก็อย่าง:

  • งานวันเกิด: เพื่อนทักเราว่า "ไหนๆ มาถึงแล้ว ลองพูดอวยพรวันเกิดเจ้าของวันเกิดหน่อยสิ!"
  • งานแต่งงาน: ตอนเปิดฟลอร์ เผื่อเจ้าบ่าวเจ้าสาวอยากจะพูดอะไร เลยให้คนรอบข้างเตรียมตัวไว้ แต่ถ้าเราต้องพูดแทนขึ้นมาเนี่ยสิ
  • รับแขก: อยู่ๆ แขกคนสำคัญก็มาถึง แล้วคนจัดงานก็หันมาที่เรา "ช่วยไปกล่าวต้อนรับหน่อยนะ"
  • ขอบคุณ: ในงานเลี้ยง ที่มีผู้สนับสนุนมาเยอะๆ แล้วเค้าให้เราเป็นตัวแทนกล่าวขอบคุณ

มันคือสถานการณ์ที่ต้อง ใช้ไหวพริบ ล้วนๆ เลยแหละ

ข้อควรจำเพิ่มเติม:

  • ตั้งสติ: แม้จะตกใจ แต่ต้องพยายามหายใจลึกๆ เพื่อให้สมองพอจะประมวลผลได้บ้าง
  • พูดเรื่องง่ายๆ: ถ้าไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆ ให้เลือกพูดเรื่องที่เป็นกลางๆ หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ตรงหน้า
  • ขอบคุณ: เป็นคำพูดที่ปลอดภัยเสมอ อาจจะกล่าวขอบคุณผู้จัดงาน หรือผู้ร่วมงาน
  • สั้นๆ: ไม่ต้องพยายามยืดเยื้อ แค่พูดให้จบๆ ไปก่อน
  • ยิ้ม: ช่วยลดความประหม่าได้เยอะเลยนะ