เจาะเลือด เพาะเชื้อ กี่ วัน
เจาะเลือดเพาะเชื้อ: ปริมาณเลือด 8-10 มล. ต่อขวดสำคัญอย่างไร
การ เจาะเลือดเพาะเชื้อกี่วัน ต้องให้ความสำคัญกับความแม่นยำของผล การเจาะเลือดตามมาตรฐานช่วยลดผลลบปลอมและผลบวกปลอมที่ทำให้ได้รับการรักษาเกินจำเป็นและนอนโรงพยาบาลนานขึ้น เรียนรู้ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลตรวจเพื่อความมั่นใจ
สรุปชัดเจน: เจาะเลือดเพาะเชื้อต้องรอกี่วันถึงจะรู้ผล?
ขั้นตอนการเจาะเลือดเพาะเชื้อ (Blood Culture) โดยปกติแล้วจะใช้เวลาประมาณ 3 - 5 วันสำหรับการทราบผลที่ค่อนข้างแน่นอนในกรณีของแบคทีเรียทั่วไป อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจเห็นสัญญาณการเติบโตของเชื้อได้เร็วสุดภายใน 24 - 48 ชั่วโมงแรกผ่านระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติของห้องปฏิบัติการ หากเป็นเชื้อที่เติบโตช้าหรือเชื้อราบางชนิด ระยะเวลาอาจยืดออกไปได้ตั้งแต่ 7 วันจนถึง 21 วันเพื่อให้มั่นใจในผลลัพธ์สูงสุด
จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ประมาณ 94% ของแบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญจะแสดงสัญญาณการเจริญเติบโตให้ตรวจพบได้ภายใน 2 วันแรกของการบ่มเชื้อ[1] - แต่ที่ต้องรอจนครบ 5 วันก็เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีเชื้อที่โตช้าหลงเหลืออยู่จริงๆ ผมเคยเห็นหลายครอบครัวนั่งเฝ้าหน้าห้องไอซียูด้วยความกระวนกระวายใจเพราะรู้สึกว่า เจาะเลือดเพาะเชื้อกี่วัน นั้นช้าเหลือเกิน แต่ในความเป็นจริง เรากำลังรอให้ธรรมชาติทำงาน คือรอให้เชื้อที่มีเพียงน้อยนิดในกระแสเลือดแบ่งตัวจนมากพอที่เครื่องมือจะตรวจจับได้นั่นเอง แต่มีปัจจัยหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มองข้าม ซึ่งอาจทำให้ผลตรวจกลายเป็น บวกปลอม จนต้องเจ็บตัวฟรีและเสียเงินค่ายาเพิ่ม - ผมจะเฉลยในส่วนของข้อผิดพลาดที่พบบ่อยด้านล่างครับ
ทำไมการเพาะเชื้อในเลือดถึงใช้เวลานานกว่าการตรวจเลือดปกติ?
ความแตกต่างอยู่ที่ กระบวนการ ครับ การตรวจเลือดทั่วไปอย่างความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เป็นการนับจำนวนสิ่งที่มีอยู่แล้วในเลือด แต่การเพาะเชื้อคือการ เพาะปลูก คุณต้องนำเลือดไปใส่ในขวดอาหารเลี้ยงเชื้อที่มีสารอาหารจำเพาะ แล้วนำไปบ่มในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่ 35 - 37 องศาเซลเซียส เพื่อจำลองสภาพร่างกายมนุษย์
เชื้อโรคในเลือดบางครั้งมีปริมาณน้อยมาก อาจมีเพียง 1 - 10 ตัวต่อเลือด 1 มิลลิลิตรเท่านั้น (ลองนึกภาพการงมเข็มในมหาสมุทรดูครับ) ห้องปฏิบัติการจึงต้องรอให้เชื้อแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมหาศาลจนเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในขวด ซึ่งเครื่องเซนเซอร์จะตรวจจับการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วส่งสัญญาณเตือน (Flag Positive) หลังจากนั้นนักเทคนิคการแพทย์ยังต้องนำเชื้อที่พบไปส่องกล้องจุลทรรศน์และทดสอบ ความไวต่อยา (Sensitivity) อีกรอบเพื่อให้รู้ว่าควรใช้ยาปฏิชีวนะตัวไหนถึงจะฆ่าเชื้อตัวนี้ได้อยู่หมัด ทำไมผลเพาะเชื้อเลือดรอนาน ขั้นตอนนี้เองที่กินเวลาเพิ่มอีก 24 ชั่วโมง
ลำดับเวลาโดยประมาณในห้องปฏิบัติการ
ขั้นตอนมักจะเป็นไปตามลำดับดังนี้: ชั่วโมงที่ 0 - 24: การบ่มเชื้อขั้นต้น เชื้อที่มีความรุนแรงมักแสดงตัวในระยะนี้ ชั่วโมงที่ 24 - 48: รายงานผลเบื้องต้น (Preliminary Report) ระบุได้ว่าเป็นแบคทีเรียกลุ่มไหน (เช่น กรัมบวก หรือ กรัมลบ) วันที่ 3 - 5: ระบุชื่อชนิดของเชื้อ (Identification) และผลความไวต่อยาต้านจุลชีพ วันที่ 7 - 14: สำหรับกรณีที่สงสัยการติดเชื้อราหรือแบคทีเรียชนิดพิเศษที่เติบโตช้ามาก
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเร็วและความแม่นยำของผลตรวจ
ไม่ได้มีแค่ชนิดของเชื้อเท่านั้นที่เป็นตัวกำหนดเวลา แต่ปัจจัยภายนอกก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง หลายครั้งที่ผลตรวจออกมาช้าหรือ หาเชื้อไม่เจอ ทั้งที่มีอาการหนัก อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้
การใช้ยาปฏิชีวนะก่อนเจาะเลือด
นี่คืออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด หากผู้ป่วยได้รับยาปฏิชีวนะไปก่อนการเจาะเลือด ตัวยาจะไปยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อในขวดเพาะ ทำให้เชื้อโตช้าลงหรืออาจไม่โตเลยแม้ว่าจะยังมีเชื้ออยู่ในร่างกายจริงก็ตาม ในทางการแพทย์มักพบว่าอัตราการตรวจพบเชื้อจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญหากเจาะเลือดหลังจากได้รับยาไปแล้ว ดังนั้นหากเป็นไปได้ แพทย์จะพยายาม เจาะเลือดเพาะเชื้อกี่วัน ให้เสร็จสิ้นก่อนเริ่มยาตัวแรกเสมอ
ปริมาณเลือดที่เจาะ
ปริมาณเลือดที่เหมาะสมคือหัวใจสำคัญ สำหรับผู้ใหญ่ควรได้เลือดประมาณ 8 - 10 มิลลิลิตรต่อหนึ่งขวดเพาะเชื้อ การเจาะเลือดน้อยเกินไปจะเพิ่มโอกาสที่ผลจะเป็นลบปลอม (False Negative) อย่างมาก ในขณะที่การเจาะหลายตำแหน่ง (Sets) จะช่วยเพิ่มความแม่นยำ โดยปกติแพทย์จะเจาะอย่างน้อย 2 ตำแหน่งเพื่อเปรียบเทียบผล [3]
การปนเปื้อนเชื้อจากผิวหนัง: เฉลยเรื่องผลบวกปลอม
นี่คือสิ่งที่ผมเกริ่นไว้ตอนต้นครับ มาตรฐานสากล[2] ระบุว่าอัตราการปนเปื้อนเชื้อ (Contamination Rate) ในห้องปฏิบัติการควรต่ำกว่า 3% หากผู้ที่ทำการเจาะเลือดทำความสะอาดผิวหนังไม่ดีพอ เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นที่อยู่บนผิวหนังอาจติดเข้าไปในขวดเพาะเชื้อได้ ผลที่ตามมาคือเครื่องจะรายงานว่าเป็น บวก ทั้งที่ผู้ป่วยไม่ได้ติดเชื้อในกระแสเลือดจริงๆ ติดเชื้อในกระแสเลือดกี่วันรู้ผล สิ่งนี้ทำให้แพทย์สับสน ต้องให้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น และผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลนานขึ้นโดยไม่จำเป็น
ผมเคยเห็นเคสหนึ่งที่ผลเพาะเชื้อขึ้นว่าเป็นเชื้อบนผิวหนังเพียงขวดเดียวจากทั้งหมด 4 ขวด แพทย์ต้องใช้การวินิจฉัยอย่างหนักเพื่อแยกว่านี่คือการติดเชื้อจริงหรือแค่การปนเปื้อน การรอผลซ้ำจึงกินเวลานานขึ้นไปอีก
เปรียบเทียบระยะเวลาการเพาะเชื้อตามชนิดของเชื้อโรค
ชนิดของเชื้อโรคที่สงสัยเป็นปัจจัยหลักในการกำหนดว่าห้องปฏิบัติการจะเก็บบ่มเลือดของคุณไว้นานแค่ไหนก่อนจะสรุปผลแบคทีเรียทั่วไป (Aerobic/Anaerobic Bacteria)
ต่ำ - ปานกลาง ใช้เครื่องอัตโนมัติตรวจจับได้ดี
24 - 48 ชั่วโมง (ส่วนใหญ่พบเชื้อในระยะนี้)
5 วัน (หากไม่มีการแจ้งเตือนจะสรุปว่าไม่พบเชื้อ)
เชื้อรา (Fungi/Yeast)
สูง ต้องใช้ขวดอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดพิเศษ
3 - 7 วัน (มักใช้เวลานานกว่าแบคทีเรียมาก)
14 - 21 วัน (ต้องบ่มนานเพื่อให้แน่ใจ)
เชื้อโตช้า (เช่น เชื้อวัณโรคในเลือด)
สูงมาก มักส่งตรวจในศูนย์วิจัยเฉพาะทาง
10 - 14 วัน
นานถึง 42 วัน (6 สัปดาห์)
โดยรวมแล้ว หากเป็นการเจ็บป่วยเฉียบพลันมักหวังผลได้ภายใน 2 - 3 วัน แต่หากอาการป่วยมีลักษณะเรื้อรังหรือสงสัยเชื้อรา แพทย์จำเป็นต้องแจ้งห้องแล็บให้บ่มเชื้อนานกว่าปกติเป็นกรณีพิเศษกรณีศึกษาคุณวิชัย: การรอคอยที่คุ้มค่าในหอผู้ป่วยวิกฤต
คุณวิชัย ชายวัย 65 ปีในกรุงเทพฯ ถูกนำส่งโรงพยาบาลด้วยอาการไข้สูงหนาวสั่นและสับสน ญาติมีความกังวลมากเมื่อแพทย์แจ้งว่าต้อง 'เพาะเชื้อในเลือด' และอาจใช้เวลาหลายวันกว่าจะรู้สาเหตุที่แท้จริง
ในคืนแรก แพทย์เริ่มให้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุมกว้างๆ (Empiric Therapy) ไปก่อน ผลเพาะเชื้อใน 24 ชั่วโมงแรกยังเงียบสนิท ทำให้ญาติเริ่มไม่มั่นใจและอยากเปลี่ยนยาเพราะกลัวจะไม่ทันการ
บ่ายวันที่สอง ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติพบเชื้อแบคทีเรียกรัมลบ แพทย์จึงรอผลระบุชื่อเชื้อและความไวต่อยาต่ออีกเพียง 24 ชั่วโมง จนพบว่าเป็นเชื้อดื้อยาบางชนิดที่ยาตัวเดิมรักษาไม่ได้
หลังจากเปลี่ยนยาตามผลเพาะเชื้อในวันที่ 3 อาการคุณวิชัยดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ไข้ลดลงภายใน 12 ชั่วโมง ผลลัพธ์นี้พิสูจน์ว่าการรอผลที่แม่นยำช่วยให้รักษาได้ตรงจุดและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของยาที่ไม่จำเป็น
คำถามเสริม
ถ้าผลเพาะเชื้อเป็นลบ (Negative) หมายความว่าเราไม่ติดเชื้อใช่ไหม?
ไม่เสมอไปครับ ผลเป็นลบอาจหมายถึงไม่มีเชื้อในเลือดจริงๆ หรือปริมาณเชื้อน้อยเกินกว่าจะตรวจพบ หรือถูกยาปฏิชีวนะยับยั้งไว้ แพทย์จะพิจารณาจากอาการทางคลินิกและผลการตรวจอื่นๆ ประกอบกันเสมอ
เจาะเลือดเพาะเชื้อตอนไข้สูงจะเจอง่ายกว่าไหม?
ใช่ครับ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเจาะเลือดเพาะเชื้อคือช่วงที่มีไข้สูงหรือหนาวสั่น เพราะเป็นช่วงที่เชื้อโรคมักจะหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดในปริมาณมากที่สุด
ทำไมต้องเจาะเลือดตั้ง 2-3 ครั้งในเวลาไล่เลี่ยกัน?
เพื่อแยกแยะระหว่างการติดเชื้อจริงกับการปนเปื้อนครับ หากพบเชื้อชนิดเดียวกันในเลือดที่เจาะคนละตำแหน่ง จะช่วยยืนยันได้เกือบ 100% ว่านั่นคือเชื้อที่ก่อโรคจริงๆ ไม่ใช่เชื้อที่ติดมาจากผิวหนัง
การประเมินสุดท้าย
ระยะเวลามาตรฐานคือ 3 - 5 วันสำหรับการวินิจฉัยแบคทีเรียส่วนใหญ่ ผลเบื้องต้นมักมาใน 48 ชั่วโมง แต่ผลสมบูรณ์ต้องรอให้ครบกำหนด
ความแม่นยำลดลงหากได้รับยาก่อนเจาะควรแจ้งแพทย์หากมีการรับประทานยาปฏิชีวนะมาก่อน เพื่อการแปลผลที่ถูกต้อง
การรอผลช่วยลดความเสี่ยงเชื้อดื้อยาผลความไวต่อยา (Sensitivity) จะบอกใบสั่งยาที่แม่นยำที่สุดให้กับร่างกายคุณ
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำทางการแพทย์จากบุคลากรวิชาชีพได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการสงสัยติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น ไข้สูง หนาวสั่น หายใจเร็ว หรือสับสน ควรรีบพบแพทย์โดยด่วนที่สุด
แหล่งข้อมูลข่าวสาร
- [1] Journals - จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ประมาณ 94% ของแบคทีเรียก่อโรคที่สำคัญจะแสดงสัญญาณการเจริญเติบโตให้ตรวจพบได้ภายใน 2 วันแรกของการบ่มเชื้อ
- [2] So06 - อัตราการปนเปื้อนเชื้อ (Contamination Rate) ในห้องปฏิบัติการควรต่ำกว่า 3% ตามมาตรฐานสากล
- [3] Si - ปริมาณเลือดที่เหมาะสมสำหรับผู้ใหญ่คือประมาณ 8 - 10 มิลลิลิตรต่อหนึ่งขวดเพาะเชื้อเพื่อลดโอกาสผลลบปลอม
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต