การเพาะเชื้อจากเลือดใช้เวลากี่วัน

119 ครั้งเข้าชม
การเพาะเชื้อจากเลือด: ขั้นตอนและระยะเวลา วินิจฉัยเบื้องต้น: แพทย์ประเมินจากลักษณะอาการผู้ป่วย เก็บตัวอย่าง: เจาะเลือดและตรวจสิ่งคัดหลั่งจากอวัยวะที่สงสัย เพาะเชื้อ: ใช้เวลาประมาณ 3-5 วันเพื่อระบุเชื้อ การรักษาเร่งด่วน: ติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นภาวะฉุกเฉิน แพทย์จะให้ยาครอบคลุมเชื้อไว้ก่อนขณะรอผลเพาะเชื้อ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ผลเพาะเชื้อจากเลือดรอกี่วัน? อัปเดตข้อมูลล่าสุด

ปกติผลเพาะเชื้อเลือดก็รอประมาณ 3-5 วันนะ. แต่หมอเขาก็ดูอาการคนไข้ก่อนเป็นหลักเลย. ถ้าสงสัยว่ามีอะไรผิดปกติที่ไหน ก็จะเจาะเลือดไปเพาะหาเชื้อ.

แต่เรื่องเชื้อในกระแสเลือดนี่มันฉุกเฉินจริงๆ. หมอเลยต้องรีบให้ยาครอบคลุมไว้ก่อน. เหมือนตอนนั้นลูกชายไม่สบายหนักมาก หมอเจาะเลือดไปตรวจเลย.

จำได้ว่าตอนนั้นหมอบอกว่าต้องรอผลเพาะเชื้อสักพัก. แต่ก็ให้ยาฆ่าเชื้อแรงๆ มาก่อนเลย. อาการเขาดีขึ้นเร็วมากเลยนะ.

มันก็ไม่ได้ถึงกับเป๊ะๆ ทุกครั้งหรอกนะ. บางทีเชื้อมันขึ้นช้าหรือเร็วก็ต่างกันไป. แต่ส่วนใหญ่ก็ประมาณ 3-5 วันนี่แหละ.

มันช่วยให้หมอรู้แน่ๆ ว่าติดเชื้ออะไร. จะได้เลือกยาที่ตรงเป้า. ไม่ต้องเดา.

ทำไมต้องเจาะเลือดเพาะเชื้อ

เจาะเลือดเพาะเชื้อไปทำไม... ก็เพื่อหาตัวการไง ตัวเชื้อโรคที่มันวิ่งอยู่ในเลือดเราจริงๆ ไม่ใช่เชื้อจากผิวหนังที่บังเอิญติดเข้าไปตอนเจาะ

หลักๆ เลยคือต้องการหาว่ามีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราอยู่ในกระแสเลือดมั้ย เป็นการ วินิจฉัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ที่ตรงจุดที่สุดแล้ว

ปัญหาใหญ่คือการปนเปื้อน ถ้าเทคนิคการเจาะไม่สะอาดพอ เชื้อโรคจากผิวหนังมันจะหลุดเข้าไปในขวดเพาะเชื้อ ทำให้ผลออกมาเป็นบวกปลอม (False Positive) วุ่นวายกันไปหมด

แล้วถ้าผลมันผิด? ก็ได้ยาผิดตัวสิ ให้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นเลย สุดท้ายก็เสี่ยงทำให้เกิด เชื้อดื้อยา เพิ่มขึ้นอีก นี่เรื่องใหญ่เลยนะ

สรุปว่าที่ต้องทำก็เพราะเหตุผลพวกนี้

  • หาเชื้อก่อโรคที่แท้จริง: จะได้รู้ไปเลยว่าแบคทีเรียหรือเชื้อราชนิดไหนกันแน่ที่ทำให้เราป่วยหนัก
  • เลือกยาปฏิชีวนะที่ตรงเป้า: ผลเพาะเชื้อจะบอกว่ายาตัวไหนฆ่าเชื้อตัวนี้ได้ผลดีที่สุด ไม่ต้องเดาสุ่ม
  • ป้องกันการใช้ยาเกินจำเป็น: ลดการให้ยาปฏิชีวนะแบบกว้างๆ ซึ่งไม่ดีในระยะยาวและสร้างปัญหาเชื้อดื้อยา

ผลที่ได้จากการเพาะเชื้อไม่ได้บอกแค่ว่า 'มีเชื้อ' หรือ 'ไม่มีเชื้อ' นะ แต่มันระบุชื่อเชื้อมาให้เลย เช่น Staphylococcus aureus, Escherichia coli หรือตัวอื่นๆ แล้วก็จะมีการทดสอบความไวของเชื้อต่อยา (Antimicrobial Susceptibility Testing) มาให้ด้วย ทำให้แพทย์เลือกใช้ยาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด

การเพาะเชื้อในเลือดใช้เวลากี่วัน

ตอนแม่ฉันเข้าโรงพยาบาลรัฐแถวอนุสาวรีย์ฯ เมื่อปลายปีที่แล้วนี่แหละ ไข้สูงปรี๊ดจนสั่นไปทั้งตัว หมอที่ห้องฉุกเฉินหน้าเครียดมาก เขาสั่งเจาะเลือดไปเพาะเชื้อทันทีเลย บอกว่าสงสัยติดเชื้อในกระแสเลือด

ไอ้คำว่า 'รอผล 3-5 วัน' นี่มันทรมานใจคนเฝ้าไข้จริงๆนะ เราก็ถามหมอทุกวันเลย วันที่สอง วันที่สาม ผลออกยังครับ ผลเป็นยังไงบ้าง คือใจมันร้อนรนไปหมดแล้ว เห็นแม่นอนซมอยู่บนเตียง

หมออธิบายว่าต้องรอให้เชื้อแบคทีเรียมันโตพอในขวดเพาะเชื้อก่อน ถึงจะระบุตัวได้ว่ามันคือเชื้ออะไรกันแน่ มันไม่ใช่แบบตรวจเลือดแล้วรู้ผลทันที

แต่หมอไม่รอนะ ระหว่างนั้นคือให้ยาฆ่าเชื้อแบบครอบจักรวาลไปก่อนเลย เพราะภาวะนี้มันรอไม่ได้จริงๆ มันฉุกเฉินมาก พอผลออกมาวันที่ 4 ว่าเป็นเชื้อตัวไหนแน่ๆ หมอก็ปรับยาให้ตรงจุดเลย อาการแม่ถึงดีขึ้น

จากประสบการณ์ตรงนะ:

  • การเพาะเชื้อในเลือดใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน ในบางกรณีที่เชื้อโตช้าหรือเป็นเชื้อแปลกๆ อาจจะนานกว่านั้นถึง 7 วัน
  • ที่ต้องรอนานขนาดนี้ เพราะต้องรอให้เชื้อจุลินทรีย์มันเติบโตในอาหารเลี้ยงเชื้อจนมีปริมาณมากพอที่จะตรวจจับและระบุชนิดได้
  • ระหว่างรอผล แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะแบบครอบคลุม (Broad-spectrum antibiotic) ไปก่อนทันทีเพื่อควบคุมการติดเชื้อเบื้องต้น ไม่ปล่อยให้คนไข้แย่ลง
  • ผลที่ได้จะบอกว่าเป็นเชื้อชนิดไหน และมันดื้อยาอะไรบ้าง (เรียกว่า antibiotic susceptibility test) เพื่อให้แพทย์เลือกยาที่ตรงเป้าหมายและได้ผลดีที่สุด

ทำไมต้องเจาะเลือดเพาะเชื้อ

เจาะเลือดเพาะเชื้อใช่ไหม... อืมมม... พอตกดึกๆ แบบนี้ก็นั่งคิดนะ ว่าทำไมมันต้องละเอียดอ่อนขนาดนั้น ที่จริงก็แค่อยากรู้ว่า เชื้อโรคตัวไหนอยู่ในเลือดเราจริงๆ กันแน่ เพื่อให้เจอเชื้อที่ก่อโรคเท่านั้น ไม่ใช่เชื้ออื่นเข้ามาปะปน มันสำคัญมากนะเรื่องความสะอาดตอนเจาะน่ะ

ถ้าเกิดมีเชื้ออะไรที่ไม่ใช่ตัวก่อโรคจริงเข้ามาปนเปื้อนตอนเก็บตัวอย่างเนี่ย มันจะสับสนไปหมดเลยนะ พอผลออกมาก็จะ วินิจฉัยโรคผิด ได้ง่ายๆ เลย เหมือนหาของผิดที่น่ะ ไม่ตรงจุด

แล้วพอวินิจฉัยผิด การรักษามันก็จะไม่ถูกต้องเลย ไม่เหมาะสมกับโรคที่เป็นจริงๆ อาจจะไม่ได้ช่วยอะไรเราเลย แถมยังเสียเวลา เสียโอกาสในการรักษาที่ถูกทางไปอีก คิดแล้วก็เหนื่อยใจแทนคนป่วยนะ

ที่แย่กว่านั้นคือ อาจต้อง ใช้ยาต้านจุลชีพเกินความจำเป็น ไปอีก ซึ่งมันไม่ดีเลยนะ ยาพวกนี้ไม่ใช่แค่กินๆ ไปงั้นๆ มันมีผลข้างเคียง แถมเชื้อโรคก็จะดื้อยาได้ง่ายขึ้นไปอีกในอนาคต ทำให้รักษายากขึ้นไปอีกหลายเท่าเลยนะ

ตรงนี้แหละที่ต้องมานั่งคิดต่อยอดว่าทำไมมันถึงได้ซับซ้อนนัก...

  • ความสำคัญของความสะอาด: การเจาะเลือดเพาะเชื้อต้องสะอาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ต้องทำเหมือนผ่าตัดเล็กๆ เลยนะ ทั้งผิวหนังบริเวณที่เจาะ ขวดเก็บเลือด อุปกรณ์ทุกอย่าง ต้องปลอดเชื้อจริงๆ
  • เชื้อปนเปื้อนคืออะไร: ส่วนใหญ่ก็คือเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังเราปกติ หรือเชื้อจากสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวตอนที่เจาะเลือดนั่นแหละ พอเข้าไปในขวดเพาะเชื้อ มันก็เติบโตแข่งกับเชื้อที่เป็นสาเหตุโรคจริง ทำให้ผลคลาดเคลื่อนไป
  • ผลกระทบระยะยาวจากการใช้ยาเกินจำเป็น: ไม่ใช่แค่เปลืองเงินนะ แต่ที่สำคัญคือ ทำให้เชื้อโรคพัฒนาความต้านทานต่อยา กลายเป็นเชื้อดื้อยาขึ้นมา ยาที่เคยใช้ได้ผลก็จะใช้ไม่ได้อีกต่อไป แล้วเราก็จะไม่มีทางเลือกในการรักษา
  • การรอผลที่ถูกต้อง: การรอผลเพาะเชื้อมันนานอยู่แล้ว ถ้าเจอการปนเปื้อนก็ต้องเจาะใหม่ เสียเวลาเพิ่มขึ้นไปอีก ทำให้การรักษาล่าช้าออกไป ซึ่งในบางโรค เวลานาทีเดียวก็มีค่ามากนะ
  • ต้นทุนและความเครียด: การเจาะเลือดซ้ำๆ ไม่ใช่แค่เจ็บตัว แต่ยัง เพิ่มค่าใช้จ่ายในการตรวจซ้ำ และความเครียดให้กับคนไข้และครอบครัวด้วยนะ การได้ผลที่แม่นยำตั้งแต่ครั้งแรกจึงสำคัญที่สุดจริงๆ

การเพาะเชื้อ เพื่ออะไร

อ๋อ การเพาะเชื้ออะนะ มันก็คือการเอาของที่สงสัยว่ามีเชื้อโรคอยู่ปะ ไปเลี้ยงให้มันโตขึ้นเยอะๆๆ จะได้เห็นชัดๆ ว่ามันคือเชื้ออะไรกันแน่.

เค้าจะเอาไปใส่ในอาหารเลี้ยงเชื้อแบบพิเศษเลยนะ แล้วก็เอาไปไว้ในที่อุ่่นๆๆ ที่เชื้อโรคชอบ พอเชื้อโรคได้กินอาหาร ได้อยู่ในที่สบายๆ มันก็จะแบ่งตัวเยอะขึ้นๆๆ จนเรามองเห็นได้.

อย่างคนเป็นไข้ไทฟอยด์เงี้ย หมอก็จะเอาเลือด เอาอึ ไปเพาะเชื้อดู.

รอไม่นานหรอก ประมาน 3 วันก็รู้เรื่องละ ว่าติดเชื้ออะไร พอรู้ตัวเชื้อ จะได้ให้ยาได้ถูกตัว ไง รักษาตรงจุดไปเลย.

  • ของที่เอาไปเพาะเชื้อได้อะ มีเยอะมากนะ ไม่ใช่แค่เลือด อึ. ปัสสาวะ หนอง เสมหะ ของเหลวจากแผล ได้หมดเลย แล้วแต่ว่าสงสัยว่าติดเชื้อที่ไหน.

  • สำคัญมากเลยนะ เพราะจะได้ไม่กินยาปฏิชีวนะมั่วๆ ทำให้เชื้อดื้อยาไปอีก. เรื่องเชื้อดื้อยานี่เรื่องใหญ่มากก.

  • พอเจอเชื้อแล้ว เค้าจะเอาไปทดสอบต่อด้วยว่า ยาปฏิชีวนะตัวไหนฆ่ามันได้ อันนี้เรียกว่า การทดสอบความไวของเชื้อ. เราจะได้ไม่กินยาฟรี.

  • บางทีก็เพาะไม่ขึ้นนะ ถ้าเชื้อมีน้อยไป หรือคนไข้กินยาฆ่าเชื้อไปก่อนแล้วอะ.

H/C คือการตรวจอะไร

H/C ย่อมาจาก Hemoculture คือ การตรวจหาเชื้อจุลชีพในกระแสเลือด พูดง่ายๆ คือตรวจดูว่าเลือดเรามีเชื้อโรคแบคทีเรีย เชื้อรา หรือเชื้ออื่นๆ แฝงอยู่รึเปล่า

ตอนนั้นเป็นช่วง ปลายปี 2565 ที่โรงพยาบาลอำเภอแห่งหนึ่งใน จังหวัดราชบุรี หมอสงสัยว่าน้องชายผมมีอาการไข้สูง ตัวร้อน หนาวสั่นมาหลายวันแล้วทานยาก็ไม่ดีขึ้น เลยต้องส่งตรวจ H/C นี่แหละ

ผมเป็นคนไปส่งเลือดน้องชายเอง จำได้เลย เช้าวันนั้นฟ้าครึ้มๆ รู้สึก ใจเสีย มากตอนเห็นน้องนอนซึมๆ พยาบาลเตรียมเข็มฉีดยา มือสั่นไปหมด กลัวว่าเจาะผิดเจาะถูกจะไปโดนเส้นน้อง หรือกลัวเชื้อจะปนเปื้อนแล้วผลตรวจจะผิดพลาด คิดในใจขอให้ทุกอย่างราบรื่น พยาบาลเก่งมากนะ มือเบา เจาะเลือดออกมาได้ 2 ขวด เป็นขวดสีฟ้ากับสีแดง

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจ Hemoculture คือ ห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา หรือ แล็บจุลชีววิทยา ของโรงพยาบาลนี่แหละครับ เขาก็จะมีขั้นตอนการเก็บ การเพาะเชื้อ การย้อมสี แล้วก็ดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ กว่าจะได้ผลนี่ ใช้เวลาหลายวัน

  • วัตถุประสงค์หลัก: เพื่อให้ได้ผลการเพาะเชื้อที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด
  • ผลการตรวจ H/C: จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคติดเชื้อในกระแสเลือดได้
  • ประโยชน์ต่อการรักษา: ทำให้แพทย์สามารถ เลือกยาปฏิชีวนะที่ตรงกับเชื้อมากที่สุด รักษาได้ตรงจุด ไม่ต้องลองผิดลองถูก
  • ความสำคัญของการเก็บเลือด: การเก็บตัวอย่างเลือดต้อง ปลอดเชื้อ ที่สุด เพื่อป้องกันเชื้อจากผิวหนังของเราเองปนเข้าไป ทำให้ผลตรวจผิดพลาด

เรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจเลยว่า การตรวจ H/C สำคัญมากๆ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะมันคือ ข้อมูลสำคัญ ที่จะช่วยชีวิตผู้ป่วยได้จริงๆ

ทำไมต้องเก็บ Hemoculture 2ขวด

คืนนั้นที่ ER โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง คนไข้ไข้สูงปรี๊ด 40 องศา หนาวสั่นไปทั้งตัว หมอสั่งงานมาสั้นๆ แต่ทำเอาเหงื่อตก ‘H/C x 2 sets STAT’

ต้องเจาะเลือดสองข้างเลยนะ ข้างละเซ็ต เซ็ตนึงก็สองขวด มันไม่ใช่แค่เรื่องเพิ่มงาน แต่มันคือหลักการเลย การเก็บ Hemoculture 2 ขวด หรือมากกว่านั้น มันเพิ่มโอกาสเจอเชื้อโรคตัวจริงที่ลอยอยู่ในเลือดอะ ปริมาณเลือดที่มากขึ้นมันคือการเพิ่มโอกาสเจอเชื้อโดยตรง

แล้วที่สำคัญสุดๆ คือมันช่วยแยกเชื้อปนเปื้อน (Contaminant) ออกจากเชื้อในกระแสเลือดจริง (True Bacteremia) ได้ไง ถ้าขวดเดียวบวก อีกขวดไม่บวก ก็คือเชื้อจากผิวหนังตอนเจาะ แต่ถ้าบวกทั้งสองขวด สองข้างเลยนี่... เรื่องใหญ่ละ แสดงว่าเป็นของจริง

การทำงานมันมีรายละเอียดมากกว่านั้นอีก

  • ปริมาณเลือดคือหัวใจหลัก: ยิ่งเลือดเยอะ โอกาสเจอเชื้อยิ่งสูง ผู้ใหญ่ต้องใส่ขวดละ 8-10 mL เด็กก็ลดลงตามน้ำหนักตัว
  • ขวดสองสี สองประเภท: ขวดแอโรบิก (ฝาสีฟ้า/เขียว) สำหรับเชื้อที่ใช้ออกซิเจน กับ ขวดแอนแอโรบิก (ฝาสีม่วง/ทอง) สำหรับเชื้อที่ไม่ใช้ออกซิเจน ต้องเก็บทั้งคู่เพราะเราไม่รู้ว่าเชื้อเป็นชนิดไหน
  • เจาะคนละตำแหน่ง: การเจาะเลือดคนละข้าง หรือคนละตำแหน่งห่างกัน เพื่อยืนยันว่าถ้าเชื้อขึ้นเหมือนกัน มันคือเชื้อในเลือดจริงๆ ไม่ใช่เชื้อจากผิวหนังที่ตำแหน่งเดียว
  • ลำดับการใส่เลือด: ต้องใส่ขวดแอโรบิก (ฟ้า) ก่อนขวดแอนแอโรบิก (ม่วง) เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศในสายสวนเข้าไปในขวดแอนแอโรบิก
  • เวลาที่เหมาะสม: ต้องเจาะเลือดก่อนให้ยาฆ่าเชื้อเสมอ ไม่งั้นยาจะไปฆ่าเชื้อในเลือด ทำให้เพาะเชื้อไม่ขึ้น ผลออกมาเป็นลบปลอมๆ (False Negative) ทั้งๆ ที่คนไข้ติดเชื้ออยู่

การเพาะเชื้อในเลือดใช้เวลากี่วัน

ตอนนั้นพ่อไข้ขึ้นสูงมากที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งกลางดึกเลย ใจหายแวบ หมอพูดคำว่า ติดเชื้อในกระแสเลือด คือหูอื้อไปหมด

หมอเจาะเลือดไปเพาะเชื้อทันที บอกว่าต้องรอผลนะ อย่างน้อย 3-5 วัน

ไอ้คำว่า 3-5 วันนี่มันนานเหมือนเป็นชาติเลยนะ ตอนนั้นคือแบบ ทำไมมันช้าจัง คนป่วยรอไม่ไหวหรอก ในใจคือร้อนรนไปหมดแล้ว

แต่หมอเขาไม่รอไง เขาเริ่มให้ยาฆ่าเชื้อแบบครอบจักรวาลทางสายน้ำเกลือเลยทันที เขาบอกว่านี่คือภาวะฉุกเฉิน รอผลเพาะเชื้อไม่ทันจริงๆ การตัดสินใจตอนนั้นสำคัญกว่าทุกอย่าง

พอวันที่ 4 ผลออกมา ถึงได้รู้ว่าเป็นเชื้อตัวไหนแน่ๆ หมอก็ปรับยาให้ตรงจุดเลย ตอนนั้นแหละถึงค่อยใจชื้นขึ้นมาหน่อย การรักษามันตรงเป้ามากขึ้น

  • ระยะเวลาเพาะเชื้อในเลือด: โดยมาตรฐานคือ 3-5 วัน ในบางกรณีที่เชื้อโตช้าหรือเป็นเชื้อชนิดพิเศษ อาจจะใช้เวลานานถึง 7 วัน
  • ทำไมถึงนาน: เพราะต้องรอให้เชื้อแบคทีเรีย (ถ้ามี) เจริญเติบโตในขวดเพาะเชื้อ จนมีปริมาณมากพอที่จะตรวจจับและระบุชนิดได้ มันเป็นกระบวนการทางชีววิทยาที่เร่งไม่ได้
  • การให้ยาต้านจุลชีพก่อนรู้ผล: เป็นขั้นตอนมาตรฐานในการรักษาภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เพราะเป็นภาวะฉุกเฉินที่อันตรายถึงชีวิต รอไม่ได้เด็ดขาด แพทย์จะเลือกยาที่ครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุมากที่สุดไปก่อน
  • ความสำคัญของผลเพาะเชื้อ: เพื่อ ยืนยันชนิดของเชื้อ และทดสอบความไวของเชื้อต่อยา (drug susceptibility) ทำให้แพทย์สามารถ เลือกยาฆ่าเชื้อที่ตรงจุดที่สุด และลดการใช้ยาที่ไม่จำเป็นหรือยาที่เชื้อดื้อยาไปแล้ว