ขั้นตอน ก่อนทำ CPR มีอะไรบ้าง
ขั้นตอนก่อนทำ CPR: 5 ลำดับการช่วยชีวิตเบื้องต้นที่ถูกต้องและปลอดภัย
ก่อนเริ่มปั๊มหัวใจ (CPR) ต้องทำตาม 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การประเมินความปลอดภัยของสถานที่, การปลุกเรียกผู้ป่วย, การโทรแจ้งสายด่วน 1669 พร้อมขอเครื่อง AED, การประเมินการหายใจภายใน 10 วินาที และการจัดท่านอนหงายบนพื้นแข็ง เพื่อให้การช่วยเหลือเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุด
ขั้นตอนก่อนทำ CPR มีอะไรบ้าง? เริ่มต้นถูกวิธี ช่วยชีวิตได้จริง
คำตอบสั้น ๆ แต่อาจหมายถึงความต่างระหว่างชีวิตและความตาย: ก่อนจะลงมือปั๊มหัวใจผู้ป่วย (CPR) คุณต้องทำตามลำดับ 5 ป. ให้ครบถ้วนเสมอ - 1) ประเมินความปลอดภัย 2) ปลุกเรียกผู้ป่วย 3) ป่าวประกาศขอความช่วยเหลือ (โทร 1669) 4) ประเมินการหายใจภายใน 10 วินาที และ 5) จัดท่าเตรียมปั๊มหัวใจทันที หากผู้ป่วยไม่หายใจหรือหายใจเฮือก สิ่งที่หลายคนลืมคือขั้นตอนแรกสุด - ความปลอดภัยของตัวคุณเอง หากคุณได้รับอันตรายไปด้วย การช่วยเหลือก็หยุดชะงักทันที
ทำไม 5 ขั้นตอนนี้ถึงสำคัญนัก?
เมื่อหัวใจหยุดเต้น สมองจะเริ่มได้รับความเสียหายจากการขาดออกซิเจนภายในเวลาเพียง 4-6 นาที การทำ CPR ที่มีคุณภาพทันทีสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้เป็นสองถึงสี่เท่า [2] แต่การกระโดดลงไปกดหน้าอกโดยไม่ประเมินอะไรเลยคือความผิดพลาดใหญ่ คุณอาจกำลังพยายามช่วยผู้ป่วยที่แค่เป็นลมหรือหมดสติชั่วคราวซึ่งยังหายใจได้ปกติอยู่ หรือที่แย่กว่านั้นคือทำให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายโดยใช่เหตุ
ฉันเคยเห็นคลิปหนึ่งที่ผู้ช่วยเหลือรีบร้อนเกินไปจนลืมตรวจสอบบริเวณรอบตัว ปรากฏว่ามีสายไฟขาดอยู่ใกล้ๆ โชคดีที่มีคนตะโกนเตือนทัน การช่วยชีวิตไม่ใช่การแสดงความเป็นวีรบุรุษที่บ้าบิ่น แต่มันคือกระบวนการที่มีตรรกะเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดโดยมีความเสี่ยงต่ำที่สุด
ลำดับที่ 1 : ประเมิน (Safety) - ปลอดภัยก่อนเสมอ
หยุดก้าวต่อไปอีกก้าว มองรอบตัวคุณก่อนเข้าหาผู้ป่วยเสมอ ถามตัวเองสามคำถามเร็วๆ: สถานที่นี้ปลอดภัยสำหรับฉันไหม? มีอันตรายที่เห็นได้ชัด เช่น ไฟไหม้ ควันหนาแน่น สารเคมีหก สายไฟฟ้าขาด หรือการจราจรที่ยังเคลื่อนตัวอยู่หรือไม่? หากมีอันตรายใดๆ คุณต้องจัดการหรือกำจัดอันตรายนั้นก่อน หรือโทรเรียกผู้เชี่ยวชาญ (เช่น ดับเพลิง 191) มาเข้าช่วยเหลือ ฟังดูเรียบง่าย แต่ในสถานการณ์ตึงเครียด สัญชาตญาณแรกของเราคือการพุ่งไปช่วย ต้องฝืนใจให้หยุดสักสองสามวินาทีเพื่อคิดให้ออก จำไว้ว่าผู้ช่วยเหลือที่ปลอดภัยคือผู้ช่วยเหลือที่มีประสิทธิภาพ
ลำดับที่ 2 : ปลุก (Responsive) - ตรวจสอบว่า ‘รู้สึกตัว’ หรือ ‘หมดสติ’
ขั้นตอนนี้ตัดสินใจว่าจะต้องลงมือช่วยชีวิตขั้นสูง (CPR) หรือไม่ วิธีการที่ถูกต้องมีดังนี้: 1. เรียกเสียงดังๆ และชัดเจน: เช่น สวัสดีครับ/คะ! ได้ยินไหมครับ/คะ! เรียกชื่อหากรู้ชื่อ 2. ตบบริเวณไหล่ทั้งสองข้างเบาๆ: เพื่อกระตุ้นทางกายภาพ อย่าเขย่าตัวผู้ป่วยแรงๆ โดยเฉพาะหากสงสัยว่ามีการบาดเจ็บที่คอหรือหลัง 3. สังเกตปฏิกิริยา: ผู้ป่วยขยับตัว คราง หรือลืมตาไหม? หากผู้ป่วยตอบสนองในทางใดทางหนึ่ง (เช่น คราง บอกให้หยุดตาเขม็ง) แสดงว่าเขายังมีสติและหายใจได้เอง จัดท่านอนตะแคงพักฟื้น (Recovery Position) และโทรหา 1669 เพื่อปรึกษาและรอความช่วยเหลือต่อไป อย่าทำ CPR โดยเด็ดขาด
ลำดับที่ 3 : ป่าวประกาศ (Call) - ขยายกำลังและเรียกอุปกรณ์ช่วยชีวิต
หากผู้ป่วยไม่ตอบสนองใดๆ เลย คุณไม่ใช่ซุปเปอร์แมนที่จะทำทุกอย่างคนเดียว กลยุทธ์มีสองแบบ: ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วย: ชี้ตัวและสั่งการชัดเจน เช่น คุณในเสื้อสีแดง โทร 1669 แล้วกลับมาบอกผม และ คุณคนนั้น ไปหาเครื่อง AED (ไฟฟ้าช็อตหัวใจ) มาด้วย ถ้าอยู่คนเดียว (ส่วนใหญ่เป็นกรณีนี้): เปิดลำโพงมือถือ (Speaker) โทร 1669 ทันที วางโทรศัพท์ไว้ใกล้ตัว จากนั้นทำขั้นตอนต่อไป (ประเมินหายใจ) ไปพร้อมๆ กับที่พนักงานบนสายกำลังสอบถามข้อมูล พวกเขาจะเป็นคู่คิดและจับเวลากดหน้าอกให้คุณผ่านโทรศัพท์ สายด่วน 1669 ไม่ใช่แค่รถพยาบาล พวกเขาคือผู้ประสานงานช่วยชีวิตที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของคุณในขณะนั้น
ลำดับที่ 4 : ประเมินหายใจ (Breathing) - 10 วินาทีทองตัดสินใจ
นี่คือจุดตัดสินใจว่าจะเริ่มกดหน้าอกหรือไม่ วางมือหนึ่งบนหน้าผากผู้ป่วย ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางของอีกมือจับคางลากขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อเปิดทางเดินหายใจ (Head Tilt-Chin Lift) จากนั้นเอียงแก้มมาใกล้ปากและจมูกผู้ป่วย พร้อมกับมองลงมาที่หน้าอก ใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีทำสามสิ่ง: 1. ดู: หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้นลงหรือไม่ 2. ฟัง: มีเสียงลมหายใจเข้าออกหรือไม่ 3. รู้สึก: มีลมหายใจมาปะทะแก้มคุณไหม หากผู้ป่วย หายใจปกติ: จัดท่านอนตะแคงพักฟื้น คอยสังเกตอาการจนรถพยาบาลมา หากผู้ป่วย ไม่หายใจเลย หรือ หายใจเฮือก (Agonal Breathing): นี่คือภาวะหยุดหายใจ จัดเป็นหัวใจหยุดเต้น ต้องเริ่ม CPR ทันที หายใจเฮือกเป็นอาการที่น่ากลัว - เป็นการหายใจแบบสะบักสะบอม ตื้นๆ และไม่สม่ำเสมอคล้ายปลาติดเบ็ด อย่าตกใจและอย่าคิดว่าผู้ป่วยกำลังฟื้นตัว นี่คือสัญญาณฉุกเฉินให้เริ่มกดหน้าอก
ลำดับที่ 5 : จัดท่า (Positioning) - เตรียมพร้อมสำหรับการปั๊มที่มีประสิทธิภาพ
ก่อนเริ่มกดหน้าอก ขั้นสุดท้ายคือการจัดท่าผู้ป่วยและตัวคุณเองให้พร้อม: ผู้ป่วย: นอนหงายบนพื้นผิวที่แข็งและเรียบ สลัดสิ่งกีดขวางออกจากบริเวณหน้าอก ถอดหรือดันเสื้อผ้าออกให้เห็นหน้าอกชัดเจน ผู้ช่วยเหลือ: คุกเข่าข้างลำตัวผู้ป่วย แขนทั้งสองข้างเหยียดตรง ล็อคข้อศอก วางส้นมือหนึ่งข้างกึ่งกลางกระดูกหน้าอก (ระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง) วางมืออีกข้างประสานบนหลังมือ พอดี 5 ขั้นตอน ทุกขั้นตอนใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่ละวินาทีนั้นมีค่า เมื่อคุณเริ่มกดหน้าอกครั้งแรก มันควรจะเริ่มต้นภายในไม่เกินหนึ่งนาทีหลังจากที่คุณพบผู้ป่วย
ปรับขั้นตอนก่อนทำ CPR ในสถานการณ์เสี่ยงพิเศษ
สถานการณ์จริงไม่เคยเหมือนในห้องเรียนเสมอไป นี่คือการปรับขั้นตอน 5 ป. ในสถานการณ์เฉพาะ:
กรณีผู้ป่วยตกน้ำ หรือสำลักน้ำ
ความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง: อย่ากระโดดลงไปช่วยหากว่ายน้ำไม่แข็งหรือไม่มีอุปกรณ์ ยึดหลัก รอก่อนโยน ยิงก่อนว่าย คือส่งห่วงยางหรือเชือกให้ผู้ป่วยจับก่อน หากต้องลงไปช่วย ให้เข้าทางด้านหลังเพื่อป้องกันการกอดรัดที่อาจทำให้จมน้ำกันทั้งคู่ เมื่อนำผู้ป่วยขึ้นมาบนพื้นแห้งได้แล้ว ให้เริ่มขั้นตอน ปลุก-เรียกช่วย-ประเมินหายใจ ตามปกติ แต่หากสงสัยว่าหัวใจหยุดเต้นจากการขาดอากาศ (ซึ่งพบบ่อย) อาจต้องเริ่ม CPR ได้เร็วขึ้นแม้จะยังอยู่ในน้ำตื้นๆ
กรณีผู้ป่วยถูกไฟฟ้าช็อต
ตัดไฟฟ้าก่อนเสมอ: อย่าแตะต้องตัวผู้ป่วยด้วยมือเปล่าโดยเด็ดขาด ถ้าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ให้ถอดปลั๊กหรือสับสวิทช์หลักที่เมนเบรกเกอร์ก่อน หากเป็นสายไฟฟ้าแรงสูงที่หักขาด อยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 18 เมตร และโทรเรียกการไฟฟ้าฯ (1129) และ 1669 ทันที จนกว่าจะมีผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว คุณคืองานของคนอื่น ไม่ใช่ของคุณ
กรณีเกิดเหตุในที่สาธารณะแออัด
ประโยชน์ของที่สาธารณะคือมักมีคนมากและอาจมีเครื่อง AED อยู่ในระยะที่หาได้ หลังจากประเมินความปลอดภัยและพบผู้ป่วยไม่ตอบสนอง คุณควรตะโกนขอความช่วยเหลือดังๆ และชี้ตัวสั่งการบุคคลที่อยู่ใกล้เคียงอย่างเฉพาะเจาะจงทันที เพื่อให้มีคนโทรหา 1669 และวิ่งหาเครื่อง AED พร้อมกันได้ การทำงานเป็นทีมตั้งแต่แรกจะเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้มหาศาล
ย้ำอีกครั้ง: ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดก่อนเริ่มกดหน้าอก
ความกดดันทำให้เราพลาดได้ง่ายๆ นี่คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง: ข้ามการประเมินความปลอดภัย: คุณคือความหวังเดียวของผู้ป่วย อย่าทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ป่วยรายที่สอง ใช้เวลาประเมินการหายใจนานเกิน 10 วินาที: เวลาเป็นศัตรูของสมองที่ขาดออกซิเจน ตัดสินใจให้เร็ว เข้าใจผิดว่าหายใจเฮือกเป็นการหายใจปกติ: หายใจเฮือกไม่ใช่สัญญาณที่ดี มันคือเสียงร้องขอความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายของร่างกาย ลังเลที่จะโทร 1669 เพราะกลัวทำ CPR ไม่เป็น: พนักงานบนสาย 1669 ฝึกมาเพื่อสอน CPR ผ่านโทรศัพท์โดยเฉพาะ การโทรหาพวกเขาคือการได้ผู้ช่วยมืออาชีพมาอยู่ข้างคุณทันที
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการช่วยชีวิตที่ต้องเลิกเชื่อ
สื่อและความเชื่อเก่าๆ สร้างภาพที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการทำ CPR อยู่เสมอ มาทำความเข้าใจกันใหม่: การตรวจชีพจรที่ข้อมือเป็นสิ่งจำเป็นก่อนทำ CPR นี่คือแนวทางเก่าที่เลิกใช้แล้ว เนื่องจากในภาวะตื่นเต้น ผู้ช่วยเหลือทั่วไป (รวมถึงบางบุคลากรทางการแพทย์) มักตรวจพบชีพจรผิดพลาดหรือใช้เวลานานเกินไป แนวทางปัจจุบันเน้นที่การประเมินการตอบสนองและการหายใจเป็นหลัก หากหมดสติและไม่หายใจปกติ ให้เริ่ม CPR ได้เลย ต้องเป่าปากช่วยหายใจเสมอ หากคุณไม่ได้รับการฝึกฝนหรือไม่มั่นใจ หรือไม่มีการใช้อุปกรณ์กั้นระหว่างปาก (Face Shield) ให้ทำเพียง Hands-Only CPR หรือการกดหน้าอกอย่างเดียวต่อเนื่องก็ได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกันสำหรับผู้ใหญ่ที่หัวใจหยุดเต้นกะทันหัน จุดสำคัญคือการกดหน้าอกที่เร็วและแรงพอ เพื่อให้เลือดที่มีออกซิเจนเหลืออยู่ไหลเวียนไปเลี้ยงสมองและหัวใจ
เปรียบเทียบลำดับการปฏิบัติในสถานการณ์ฉุกเฉินต่างกัน
แม้หลักการพื้นฐาน 5 ป. จะเหมือนกัน แต่การให้ความสำคัญกับบางขั้นตอนอาจแตกต่างกันไปตามสถานการณ์สถานการณ์ทั่วไป (ล้มหมดสติในบ้าน/ที่ทำงาน)
- มีแนวโน้มที่จะมีผู้อื่นอยู่ด้วยหรือโทรศัพท์อยู่ในระยะใกล้ เรียกคนช่วยได้ทันที
- ตรวจสอบเบื้องต้นง่ายๆ เช่น ของมีคม สารเคมีในบ้าน พื้นไม่ลื่น
- ทำตามลำดับ 5 ป. ให้ครบ รวดเร็ว แต่ตั้งสติให้ดี เพราะมักไม่มีอันตรายซ่อนเร้น
สถานการณ์เสี่ยงอันตรายทางกายภาพ (ไฟฟ้าช็อต, อุบัติเหตุจราจร, ไฟไหม้)
- ต้องแจ้งประเภทเหตุการณ์ที่ชัดเจนต่อ 1669 เพื่อให้ส่งทีมและอุปกรณ์ที่เหมาะสม เช่น ไฟไหม้ส่งรถดับเพลิงมาด้วย
- สำคัญที่สุดเป็นลำดับแรก อาจต้องใช้เวลาและวิธีจัดการเฉพาะ (เช่น ตัด电源, จราจรอ้อม) ก่อนเข้าถึงตัวผู้ป่วย
- ความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือต้องมาก่อน หากไม่สามารถทำให้ปลอดภัยได้ ให้อยู่ห่างและรอทีมกู้ภัยมืออาชีพ
สถานการณ์ผู้ป่วยเด็ก หรือ สงสัยหายใจลำบาก/สำลัก
- หากอยู่คนเดียวกับเด็กที่หมดสติ ให้ทำ CPR เป็นเวลา 2 นาที (ประมาณ 5 รอบ) ก่อนออกไปโทรขอความช่วยเหลือ
- ต้องสังเกตอาการขาดอากาศอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น ริมฝีปากเขียว ตัวซีด หากสำลักและยังไอได้ ให้สนับสนุนให้ไอต่อ
- หากสาเหตุมาจากการอุดกั้นทางเดินหายใจ การจัดการกับการอุดกั้น (เช่น ตบหลัง กระแทกหน้าอกสำหรับเด็ก) อาจมาก่อนการเริ่มกดหน้าอกแบบเต็มรูปแบบ
ใจความสำคัญคือ 5 ป. เป็นกรอบความคิด ไม่ใช่สูตรตายตัว คุณต้องใช้วิจารณญาณปรับใช้ตามสถานการณ์ โดยให้ความปลอดภัยของคุณเป็นเข็มทิศนำทางเสมอ การช่วยชีวิตที่ได้ผลคือการช่วยชีวิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนสำหรับทุกฝ่ายประสบการณ์จริงของมิก: จากความกลัวสู่การลงมือช่วยชีวิตเพื่อนร่วมงาน
มิกทำงานเป็นวิศวกรในออฟฟิศใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันหนึ่งขณะประชุมเสร็จ เพื่อนร่วมงานวัย 50 ปีชื่อดนัยล้มคว่ำลงกับพื้นอย่างกะทันหัน หน้าซีด เงียบกริบ ห้องประชุมแตกตื่นกันหมด มิกตัวแข็งไปชั่วขณะ ความกลัวเกี่ยวกับขั้นตอนและความรับผิดชอบถาโถมเข้ามา
เสียงพนักงานฝึกอบรมความปลอดภัยดังขึ้นในหัว: "ปลอดภัยก่อน" มิกกวาดตาดูรอบห้อง ไม่มีอันตรายชัดเจน เข้าก้าวไปทางดนัยแต่ก็หยุด และหันไปตะโกนสั่งการอย่างมั่นใจ: "คุณเป้ โทร 1669 ตอนนี้! คุณอ้อม ไปที่ตู้สีเขียวตรงบันไดหยิบเครื่อง AED มาด่วน!"
หลังจากมีคนรับผิดชอบงานโทรและหาอุปกรณ์แล้ว มิกถึงคุกเข่าตรงข้างตัวดนัย เขาสั่นเล็กน้อยแต่พยายามพูดเสียงดังฟังชัด: "ดนัย! ดนัย! ได้ยินไหม!" ไม่มีการตอบสนอง เขาจับคางดนัยยกขึ้น เอียงแก้มไปใกล้จมูก สายตาจ้องที่หน้าอกเป็นเวลา 8 วินาที... หน้าอกไม่ขยับ ไม่มีลมหายใจมาแตะต้องแก้มเลย
มิกเริ่มกดหน้าอกทันที โดยมีเพื่อนอีกคนผลัดเปลี่ยนกันกด เครื่อง AED มาถึงในอีกสามนาทีต่อมาและวิเคราะห์ว่าต้องช็อตไฟฟ้า หลังทีมรถพยาบาลมา接手 และนำดนัยส่งโรงพยาบาล ผลคือดนัยรอดชีวิตและฟื้นตัวได้ดี โดยหมอยืนยันว่าการประเมินอย่างรวดเร็วและเริ่ม CPR ที่ถูกต้องตั้งแต่แรกคือปัจจัยสำคัญ
จดจำอย่างรวดเร็ว
จำให้ขึ้นใจ: 5 ป. ก่อน CPR สำคัญกว่าการปั๊มลำดับ 5 ป. (ประเมิน, ปลุก, ป่าวประกาศ, ประเมินหายใจ, จัดท่า) คือแผนที่ปลอดภัยที่ป้องกันไม่ให้คุณทำผิดพลาดร้ายแรง อย่าข้ามแม้แต่ขั้นตอนเดียว โดยเฉพาะขั้น 'ประเมินความปลอดภัย'
1669 คือผู้ช่วยมืออาชีพของคุณในสายโทรศัพท์เมื่ออยู่คนเดียวหรือสับสน ให้โทร 1669 ก่อนเสมอ แล้วทำตามคำแนะนำทีละขั้นตอน พวกเขาจะเป็นผู้จับเวลา บอกจังหวะกดหน้าอก และให้กำลังใจคุณตลอดกระบวนการ
ไม่หายใจปกติ หรือหายใจเฮือก = เริ่มกดหน้าอกทันทีใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาทีประเมินการหายใจ หากไม่แน่ใจ ให้ถือว่าไม่หายใจปกติและเริ่ม CPR ได้เลย ในภาวะหัวใจหยุดเต้น การลงมือทำ (แม้ไม่สมบูรณ์แบบ) ดีกว่าการรอคอยอย่างไม่ทำอะไรเลย
ความปลอดภัยของคุณคือความปลอดภัยของผู้ป่วยคุณไม่สามารถช่วยใครได้ถ้าตัวเองกลายเป็นผู้ประสบเหตุรายที่สอง ใช้สองสามวินาทีแรกมองหาอันตรายรอบตัวเสมอ มันคุ้มค่าเสมอ
ถาม & ตอบด่วน
ถ้าผู้ป่วยไม่ตอบสนอง แต่ยังหายใจปกติอยู่ ต้องทำ CPR ไหม?
ห้ามทำ CPR โดยเด็ดขาด การทำ CPR แก่ผู้ป่วยที่หัวใจยังเต้นและหายใจได้เองอาจก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ ให้จัดท่านอนตะแคงพักฟื้น (Recovery Position) เพื่อเปิดทางเดินหายใจ คอยสังเกตอาการ และโทรหา 1669 เพื่อรับคำแนะนำต่อไป ผู้ป่วยอาจมีเพียงภาวะหมดสติชั่วคราวหรือเป็นลม
กลัวทำผิดขั้นตอนในเวลากดดัน ทำอย่างไรดี?
ข้อดีคือคุณไม่ต้องจำทุกขั้นตอนให้ได้หมด เมื่อคุณโทรหา 1669 พนักงานบนสายจะคอยถามและบอกขั้นตอนคุณไปทีละขั้นตอนตลอดทาง ตั้งใจฟังและทำตามที่พวกเขาบอก นั่นคือวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับผู้ช่วยเหลือทั่วไป
ต้องเป่าปากช่วยหายใจหรือไม่ ถ้ากลัวติดเชื้อ?
หากไม่มั่นใจหรือไม่มีการใช้อุปกรณ์ปิดกั้น (Face Shield) สามารถทำเฉพาะการกดหน้าอก (Hands-Only CPR) อย่างต่อเนื่องก็เพียงพอแล้วสำหรับผู้ใหญ่ จุดสำคัญคือให้กดหน้าอกลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร ด้วยความเร็ว 100-120 ครั้งต่อนาที อย่างไม่หยุดพักจนกว่ารถพยาบาลหรือเครื่อง AED จะมาถึง
ประเมินการหายใจ 10 วินาทีนานแค่ไหนในความรู้สึก?
ให้พูดในใจว่า "หนึ่งพันหนึ่ง, หนึ่งพันสอง, ... หนึ่งพันสิบ" แบบไม่รีบร้อน นั่นคือเวลาประมาณ 10 วินาทีพอดี อย่านับแบบปกติเพราะคุณจะนับเร็วไปในภาวะตื่นเต้น
ถ้าเคลื่อนตัวผู้ป่วยไม่ได้เพราะสงสัยกระดูกหัก ต้องทำอย่างไร?
หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจ และคุณไม่สามารถเคลื่อนย้ายเขาไปยังพื้นผิวที่แข็งได้เนื่องจากกังวลเรื่องการบาดเจ็บที่คอหรือหลัง ให้เริ่มทำ CPR ในท่าที่เขาอยู่ทันที การช่วยชีวิตสำคัญกว่าการป้องกันกระดูกหักในขณะนั้น แต่อย่าพยายามจัดท่าหรือเคลื่อนศีรษะผู้ป่วยหากไม่จำเป็น
การระบุแหล่งที่มา
- [2] Si - การทำ CPR ที่มีคุณภาพทันทีสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้เป็นสองถึงสี่เท่า
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต