โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง คือข้อใด
กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด: โครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมาคืออะไร
เมื่อ โรคทางพันธุกรรมโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมาคือโรคอะไร ปรากฏขึ้น พ่อแม่ควรทำความเข้าใจถึงความเสี่ยงและผลกระทบทางสุขภาพที่รุนแรงต่อทารก. การตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสมช่วยให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ. การวางแผนดูแลทางการแพทย์ล่วงหน้าเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์และหลังคลอด.
โรคทางพันธุกรรมที่เกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่ง คือโรคอะไร?
อาการโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 แท่งจากปกติที่มีเพียง 2 แท่ง เรียกว่า กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด หรือที่คุ้นเคยในชื่อ Trisomy 18 ภาวะนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการของทารกทั้งในครรภ์และหลังคลอด ข้อมูลต่อไปนี้เป็นไปเพื่อการศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนการวินิจฉัยจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้
ภาวะนี้พบได้ประมาณ 1 ใน 5,000 ของทารกแรกเกิดที่มีชีวิต ซึ่งพบในทารกเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 [1] เนื่องจากทารกเพศชายมักมีความอ่อนแอและเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์มากกว่า การที่มีสารพันธุกรรมส่วนเกินนี้จะเข้าไปรบกวนการสร้างอวัยวะสำคัญเกือบทุกระบบในร่างกายทารก
แต่มีสิ่งหนึ่งเกี่ยวกับผลตรวจคัดกรองภาวะนี้ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ร้อยละ 90 มักเข้าใจผิดอย่างมหันต์ - ผมจะเปิดเผยเรื่องนี้ในส่วนของการตรวจคัดกรองด้านล่าง
สาเหตุกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด เกิดจากอะไร?
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าโรคทางพันธุกรรมต้องมาจากกรรมพันธุ์ของพ่อแม่ แต่ในประสบการณ์ของผม ความผิดปกตินี้เกือบทั้งหมดไม่ได้เกิดจากการถ่ายทอดทางครอบครัว มันเป็นเพียงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นแบบสุ่มในระหว่างการแบ่งเซลล์ของไข่หรืออสุจิ
บอกตามตรง ผมเคยเห็นคุณแม่หลายคนร้องไห้และโทษตัวเองว่ากินอาหารไม่ดีหรือพักผ่อนไม่พอจนลูกป่วย ความเป็นจริงคือคุณป้องกันเรื่องนี้ไม่ได้เลย ความผิดพลาดระดับเซลล์นี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราโดยสิ้นเชิง ปัจจัยเดียวที่มีความเชื่อมโยงคืออายุของคุณแม่ที่มากขึ้นจะเพิ่มความเสี่ยงเล็กน้อย แต่คุณแม่ที่อายุน้อยก็มีโอกาสพบได้เช่นกัน
Edwards Syndrome อาการ และผลกระทบต่อทารก
เมื่อทารกมีโครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา ร่างกายจะไม่สามารถพัฒนาตามปกติได้ อาการที่แสดงออกจะมีความรุนแรงและซับซ้อนมาก
ความผิดปกติของอวัยวะภายใน
ทารกที่ป่วยร้อยละ 90 จะมีความผิดปกติที่หัวใจแต่กำเนิดร่วมด้วย[2] ซึ่งมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกเสียชีวิต นอกจากนี้ยังพบปัญหาที่ไต ลำไส้ และความบกพร่องของระบบประสาทส่วนกลางอย่างรุนแรง ทารกมักมีภาวะปัญญาอ่อนและไม่สามารถพัฒนาทักษะการกลืนหรือการหายใจได้ด้วยตัวเอง
ลักษณะภายนอกที่สังเกตได้
แพทย์สามารถสังเกตความผิดปกติผ่านอัลตราซาวนด์ได้ตั้งแต่ในครรภ์ ทารกมักมีศีรษะเล็ก รูปหน้าผิดปกติ คางเล็ก หูอยู่ในตำแหน่งต่ำกว่าปกติ และมีลักษณะเฉพาะคือการกำมือแน่นโดยที่นิ้วชี้และนิ้วก้อยเกยทับนิ้วอื่นๆ ข้อควรระวัง - หากผลอัลตราซาวนด์ของคุณมีความผิดปกติ โปรดปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์เสมอ อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนเกินไป
การพยากรณ์โรคและโอกาสรอดชีวิต
การพยายามทำความเข้าใจศัพท์ทางการแพทย์ที่ซับซ้อนในขณะที่หัวใจคุณกำลังแตกสลายจากผลตรวจนั้น เป็นเรื่องที่เกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะรับไหวจริงๆ พักก่อน หายใจลึกๆ คุณไม่ได้เดินสู้เรื่องนี้เพียงลำพัง
สถิติทางการแพทย์ค่อนข้างโหดร้ายสำหรับภาวะนี้ มีทารกเพียงร้อยละ 5-10 เท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตผ่านปีแรกไปได้ อายุขัยเฉลี่ยของทารกที่รอดชีวิตหลังคลอดมักจะอยู่ที่ประมาณ 5-15 วันหากไม่มีการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ซับซ้อน [4] ทารกส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ทว่าในกรณีที่อาการไม่รุนแรงมาก หรือเป็นเพียงความผิดปกติแบบโมเสก ทารกบางรายอาจมีชีวิตอยู่ได้นานกว่านั้น แต่จะต้องพึ่งพาการดูแลทางการแพทย์ตลอดเวลา
การตรวจคัดกรองโครโมโซม: สิ่งที่คุณแม่ต้องรู้
นี่คือความเข้าใจผิดที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้: ผลตรวจเลือดที่ขึ้นว่าความเสี่ยงสูงไม่ได้แปลว่าทารกป่วยแน่นอน การตรวจเลือดแม่เป็นเพียงการคัดกรอง ไม่ใช่การวินิจฉัยชี้ขาด
การตรวจ NIPT มีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 97-98 ในการคัดกรองกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด [5] แต่ก็ยังมีโอกาสเกิดผลบวกปลวงได้เสมอ ดังนั้นหากคัดกรองพบความเสี่ยง แพทย์จะต้องแนะนำให้เจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจโครโมโซมของทารกโดยตรงเพื่อยืนยันผลเสมอ
เปรียบเทียบการตรวจคัดกรองและการตรวจวินิจฉัย
เมื่อพูดถึงการตรวจความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 18 คุณแม่จะมีทางเลือกหลักสองแบบ ซึ่งแต่ละแบบมีจุดประสงค์แตกต่างกันอย่างชัดเจนการตรวจเลือดแม่ (NIPT)
• ใช้สำหรับคัดกรองความเสี่ยงเบื้องต้นเท่านั้น
• หากพบความเสี่ยงสูง ต้องเจาะน้ำคร่ำซ้ำเพื่อยืนยันผล ไม่สามารถใช้ตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ได้ทันที
• ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์สำหรับทารกในครรภ์ เพราะเป็นการเจาะเลือดจากแขนคุณแม่
การเจาะน้ำคร่ำ (Amniocentesis)
• ใช้เพื่อการวินิจฉัยยืนยันผลอย่างเป็นทางการ
• ต้องทำเมื่ออายุครรภ์ 16 สัปดาห์ขึ้นไป ทำให้คุณแม่ต้องรอคอยด้วยความเครียด
• มีความเสี่ยงทำให้แท้งบุตรได้เล็กน้อย ประมาณ 1 ใน 300 ถึง 1 ใน 500
ในทางปฏิบัติ การตรวจ NIPT เหมาะสำหรับการเริ่มต้นเพราะปลอดภัยและให้ผลแม่นยำสูงพอสมควร แต่หากผลออกมามีความเสี่ยง การเจาะน้ำคร่ำคือขั้นตอนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพื่อยืนยันความจริงการรับมือกับผลตรวจของแพรว: เมื่อความคาดหวังพังทลาย
แพรว พนักงานบริษัทวัย 34 ปีในกรุงเทพฯ กำลังตั้งครรภ์ลูกคนแรก เธอตื่นเต้นมากและตัดสินใจเจาะเลือดตรวจ NIPT ตอนอายุครรภ์ 11 สัปดาห์ สองสัปดาห์ต่อมา คลินิกโทรมาแจ้งผลว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็น Trisomy 18 แพรวช็อก มือสั่น และคิดว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว
เธอเริ่มค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตอย่างบ้าคลั่ง อ่านเจอบทความมากมายที่บอกว่าเด็กจะเสียชีวิตแน่นอน ความกลัวทำให้เธอไม่อยากกินข้าวและเกือบจะตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์ทันทีโดยไม่รอการตรวจยืนยัน เพราะทนรับความเครียดไม่ไหว
หลังจากปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ เธอเพิ่งเข้าใจว่า NIPT เป็นแค่การคัดกรอง เธอตัดสินใจรอเจาะน้ำคร่ำตอน 16 สัปดาห์ แม้การรอคอยเกือบเดือนนั้นจะยาวนานเหมือนตกนรก แต่เธอเลือกที่จะเปลี่ยนความตื่นตระหนกเป็นการเตรียมพร้อมรับมือ
ผลน้ำคร่ำยืนยันว่าทารกเป็นกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดจริง แพรวและสามีตัดสินใจใช้เวลาที่เหลือในการตั้งครรภ์เพื่อดูแลครรภ์อย่างดีที่สุดแบบประคับประคอง แม้ทารกจะจากไปอย่างสงบหลังคลอดได้ไม่นาน แต่แพรวบอกว่าเธอได้เรียนรู้ความหมายของการเป็นแม่ และไม่เสียใจที่เลือกเผชิญหน้ากับความจริงอย่างมีสติ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด รักษาได้ไหม?
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาภาวะนี้ให้หายขาดได้ การแพทย์ในปัจจุบันทำได้เพียงการดูแลประคับประคองตามอาการ เช่น การผ่าตัดหัวใจ หรือการใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อให้ทารกสบายตัวที่สุดเท่าที่จะทำได้
ท้องถัดไปมีความเสี่ยงที่จะเป็นอีกไหม?
ความเสี่ยงที่จะเกิดซ้ำในครรภ์ถัดไปมีน้อยมาก ประมาณร้อยละ 1 เท่านั้น เนื่องจากภาวะนี้มักเกิดจากความผิดพลาดแบบสุ่มในการแบ่งเซลล์ ไม่ใช่โรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
ถ้าผล NIPT ความเสี่ยงต่ำ แปลว่าปลอดภัย 100% ใช่ไหม?
ไม่เสมอไป การตรวจความเสี่ยงต่ำหมายถึงโอกาสเกิดโรคนี้มีน้อยมากๆ แต่ไม่ใช่การการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ คุณแม่ยังคงต้องไปตรวจอัลตราซาวนด์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามพัฒนาการของทารก
คู่มือการปฏิบัติ
ความผิดปกติไม่ได้มาจากความบกพร่องของพ่อแม่กลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ดเกิดจากการแบ่งเซลล์ที่ผิดพลาดแบบสุ่ม คุณแม่ไม่ควรโทษตัวเองว่าดูแลครรภ์ไม่ดี
ผลความเสี่ยงสูงต้องได้รับการยืนยันด้วยการเจาะน้ำคร่ำเสมอ อย่าตัดสินใจทางการแพทย์ใดๆ โดยอิงจากผลเลือดเพียงอย่างเดียว
การพยากรณ์โรคค่อนข้างรุนแรงทารกส่วนใหญ่มีอายุขัยสั้นมาก การเตรียมพร้อมจิตใจและการปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลแบบประคับประคองคือสิ่งสำคัญที่สุด
ข้อมูลในบทความนี้เป็นไปเพื่อการศึกษาและทำความเข้าใจเบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือคำแนะนำจากแพทย์ได้ ภาวะความผิดปกติของโครโมโซมมีความซับซ้อนและแตกต่างกันในแต่ละบุคคล หากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลตรวจหรือการตั้งครรภ์ โปรดปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์โดยตรง
ข้อมูลสำหรับอ้างอิง
- [1] Bangkokgenomics - ภาวะนี้พบได้ประมาณ 1 ใน 5,000 ของทารกแรกเกิดที่มีชีวิต ซึ่งพบในทารกเพศหญิงมากกว่าเพศชายในอัตราส่วน 3 ต่อ 1
- [2] Nggthailand - ทารกที่ป่วยร้อยละ 90 จะมีความผิดปกติที่หัวใจแต่กำเนิดร่วมด้วย
- [4] Bangkokgenomics - อายุขัยเฉลี่ยของทารกที่รอดชีวิตหลังคลอดมักจะอยู่ที่ประมาณ 5-15 วันหากไม่มีการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ซับซ้อน
- [5] Nggthailand - การตรวจ NIPT มีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 97-98 ในการคัดกรองกลุ่มอาการเอ็ดเวิร์ด
- ผ่าตัดต้อกระจก กี่วันนอนตะแคงได้
- เบรกเกอร์ 30 แอมป์ใช้อะไรได้บ้าง
- Web page คืออะไร จงอธิบายและยกตัวอย่างประกอบ
- สื่อโฆษณามีกี่ประเภทและประเภทมีอะไรบ้าง
- การ search มีกี่แบบ
- สื่อโฆษณาออนไลน์ มีกี่ประเภท
- พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดคืออะไร
- ¿Qué laxante es inmediato?
- Make up class คืออะไร
- พยาบาลห้องผ่าตัด ทําอะไรบ้าง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต