ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง

166 ครั้งเข้าชม
ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง คำตอบหนึ่งคือโรคไฟโบรมัยอัลเจีย ทำให้ปวดกระจายทั่วร่างกายและมีจุดกดเจ็บหลายแห่ง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 7 เท่าโดยตรวจไม่พบความผิดปกติจากการเอกซเรย์
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง? สัญญาณไฟโบรมัยอัลเจีย

เมื่อมีอาการ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง เป็นคำถามที่สร้างความกังวลใจให้หลายคนอย่างมาก การปล่อยอาการปวดเรื้อรังไว้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตโดยรวมได้ การทำความเข้าใจสาเหตุที่แท้จริงช่วยให้คุณได้รับการดูแลที่ถูกต้องและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง? สัญญาณที่บอกว่าคุณอาจไม่ได้แค่เหนื่อย

อาการปวดเมื่อยตามตัวสามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ทั้งพฤติกรรมในชีวิตประจำวันไปจนถึงความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่าเป็นโรคร้ายแรง โดยทั่วไปอาจเป็นเพียงออฟฟิศซินโดรมหรือกล้ามเนื้ออักเสบธรรมดา แต่หากมีไข้ร่วมด้วย หรือปวดเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของโรคไฟโบรมัยอัลเจีย ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคติดเชื้อ ซึ่งต้องอาศัยการวินิจฉัยจากแพทย์เฉพาะทางเพิ่มเติม

เอาจริงๆ นะ หลายคนพอเริ่มปวดเมื่อยหนักๆ ก็มักจะค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต แล้วก็ไปเจอว่าตัวเองอาจเป็นมะเร็งกระดูกหรือโรคพุ่มพวง (SLE) ความวิตกกังวลนี้ผมเข้าใจดี เพราะผมเองก็เคยปวดหลังร้าวลงขากลางดึกจนคิดว่าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทแน่ๆ กว่าจะรู้ตัวว่าเป็นแค่กล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ก็เสียสุขภาพจิตไปหลายวัน การวินิจฉัยโรคจากอินเทอร์เน็ต - แม้จะช่วยให้เราตื่นตัว - มักจะทำให้เรากลัวเกินจริงเสมอ

อาการปวดเมื่อยทั่วไป vs สัญญาณอันตราย (Red Flags)

คนวัยทำงานกว่า 80% เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากความเครียดและพฤติกรรมการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม[1] อาการเหล่านี้มักจะดีขึ้นเมื่อได้พักผ่อน ยืดเหยียด หรือนวดผ่อนคลาย

แต่มีบางสัญญาณที่คุณไม่ควรเพิกเฉย. เด็ดขาด. หากคุณมีอาการปวดเมื่อยร่วมกับสัญญาณอันตรายต่อไปนี้ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที:

ปวดจนตื่นกลางดึกหรือรบกวนการนอนหลับอย่างรุนแรง น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วโดยไม่มีสาเหตุ มีไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียสร่วมกับปวดตามข้อ อาการปวดแย่ลงเรื่อยๆ และไม่ดีขึ้นเลยหลังจากการพักผ่อน 2 สัปดาห์ มีอาการชาหรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงร่วมด้วย

ข้อควรระวัง: หากคุณมีประวัติเป็นโรคมะเร็ง หรือมีอาการปวดที่รุนแรงเฉียบพลันแบบไม่เคยเป็นมาก่อน ควรรีบเข้าห้องฉุกเฉินหรือพบแพทย์โดยเร็วที่สุด เพื่อคัดกรองภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์

5 โรคยอดฮิตที่ซ่อนอยู่หลังอาการ "ปวดเนื้อปวดตัว"

เมื่อตัดเรื่องความเหนื่อยล้าปกติออกไป นี่คือกลุ่มโรคที่พบได้บ่อยที่สุดเมื่อผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นโรคอะไรได้บ้าง:

1. กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome)

นี่คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่พบในคลินิกกระดูกและข้อ มักเกิดจากการเกร็งกล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ จนเกิดเป็นจุดกดเจ็บ (Trigger Point) ซ่อนอยู่ในมัดกล้ามเนื้อ อาการนี้พบได้มากในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ จนหลายคนเรียกเหมารวมว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม การรักษาหลักๆ คือการทำกายภาพบำบัด ฝังเข็ม และการปรับการยศาสตร์ (Ergonomics) ในการทำงาน

2. โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia)

โรคนี้มักทำให้ผู้ป่วยหงุดหงิดที่สุด เพราะ ปวดเมื่อยตามร่างกายไม่มีสาเหตุ กระจายไปทั่วตัว แต่เวลาไปตรวจเลือดหรือเอกซเรย์กลับไม่พบความผิดปกติใดๆ โรคไฟโบรมัยอัลเจียพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายถึง 7 เท่า ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง นอนไม่หลับ และมีจุดกดเจ็บทั่วร่างกาย ผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 30-40% มักมีภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลร่วมด้วย [3] เนื่องจากการถูกมองว่า คิดไปเอง หรือ สำออย

3. โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)

แตกต่างจากกล้ามเนื้ออักเสบ รูมาตอยด์เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันทำลายข้อต่อของตัวเอง ผู้ป่วยจะ อาการปวดเมื่อยตามข้อและกล้ามเนื้อ เล็กๆ เช่น ข้อมือ โคนนิ้วมือ นิ้วเท้า โดยมักปวดทั้งสองข้างซ้ายขวาพร้อมกัน อาการเด่นคือภาวะข้อฝืดตึงในตอนเช้าหลังตื่นนอน ซึ่งมักเป็นนานกว่า 1 ชั่วโมง หากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษาด้วยยาปรับภูมิคุ้มกัน ข้ออาจผิดรูปอย่างถาวรได้

4. โรคติดเชื้อไวรัส

หากคุณมีอาการ ปวดเมื่อยตามตัวและมีไข้ เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก หรือโควิด-19 ไวรัสเหล่านี้กระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบ (Cytokines) ออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค ซึ่งสารเหล่านี้เองที่ทำให้เราปวดเมื่อยไปทั้งตัว อาการมักจะหายไปเองเมื่อร่างกายกำจัดเชื้อไวรัสได้หมดในเวลา 1-2 สัปดาห์

5. ภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ

หลายคนคิดว่าต้องแบกของหนักหรือวิ่งมาราธอนเท่านั้นถึงจะปวดตัว แต่ในความเป็นจริง ความเครียดทางจิตใจส่งผลโดยตรงต่อ สาเหตุอาการปวดเมื่อยตามตัว เมื่อเราเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ทำให้กล้ามเนื้อคอ บ่า ไหล่ หดเกร็งโดยไม่รู้ตัว ยิ่งพักผ่อนไม่พอ ร่างกายก็ไม่มีเวลาซ่อมแซมกล้ามเนื้อที่สึกหรอ กลายเป็นวงจรความเจ็บปวดที่ไม่รู้จบ

ปวดแบบไหน ควรไปหาหมอแผนกอะไร?

โรงพยาบาลมีแผนกเฉพาะทางมากมายจนน่าสับสน การเลือกแผนกให้ถูกตั้งแต่แรกช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายได้มาก:

1. ปวดหลัง ร้าวลงขา ชาปลายมือปลายเท้า: ควรพบแพทย์เฉพาะทางศัลยกรรมกระดูกและข้อ (Orthopedist) 2. ปวดตามข้อเล็กๆ นิ้วบวม มีไข้ต่ำๆ รอยผื่น: ควรพบแพทย์อายุรกรรมโรคข้อและรูมาติซั่ม (Rheumatologist) 3. ปวดกล้ามเนื้อเป็นก้อน กดเจ็บ ไม่ร้าวลงขา: สามารถพบแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู (Physiatrist) เพื่อทำกายภาพบำบัด 4. ปวดเมื่อยเฉียบพลัน มีไข้สูง อ่อนเพลียมาก: ควรพบแพทย์อายุรกรรมทั่วไป (General Internist)

หากคุณมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย เกิดจากอะไร ได้ที่นี่

เปรียบเทียบลักษณะอาการปวดที่พบบ่อย

การสังเกตลักษณะการปวด เวลาที่ปวด และอาการร่วม จะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำขึ้นอย่างมาก

กล้ามเนื้ออักเสบ (Myofascial Pain)

ปวดร้าวบริเวณใกล้เคียงเมื่อถูกกด ไม่มีไข้

ปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานกล้ามเนื้อมัดนั้นซ้ำๆ หรืออยู่ในท่าเดิมนานๆ

ปวดตื้อๆ ลึกๆ บริเวณกล้ามเนื้อมัดใหญ่ มีก้อนแข็ง (Trigger Point) กดแล้วเจ็บ

ข้ออักเสบรูมาตอยด์

อ่อนเพลีย อาจมีไข้ต่ำๆ ร่วมด้วยในบางราย

ช่วงเช้าหลังตื่นนอน มักมีอาการข้อยึดตึงนานกว่า 1 ชั่วโมง

ปวดบริเวณข้อต่อเล็กๆ มีอาการบวม แดง ร้อนบริเวณข้อ ปวดแบบสมมาตร (เป็นทั้งสองข้าง)

ไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia)

นอนไม่หลับเรื้อรัง อ่อนเพลียมาก สมองล้า (Brain fog)

ปวดตลอดเวลา อาจแย่ลงเมื่อมีความเครียดหรืออากาศเปลี่ยน

ปวดกระจายทั่วร่างกายทั้งซีกซ้ายขวา บนและล่าง มีจุดกดเจ็บหลายจุด

หากคุณมีอาการปวดกล้ามเนื้อเฉพาะจุดที่สัมพันธ์กับการทำงาน การปรับเปลี่ยนท่าทางมักช่วยได้ แต่หากมีอาการข้อบวมแดง หรือปวดกระจายทั่วร่างกายพร้อมอาการนอนไม่หลับ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการประเมินอย่างละเอียด

ความสับสนของพลอย: เมื่อกูเกิลบอกว่าเป็นโรคร้าย

พลอย กราฟิกดีไซเนอร์วัย 35 ปีในกรุงเทพฯ มีอาการปวดเมื่อยตามตัวบ่อยๆ ไม่มีสาเหตุ และอ่อนเพลียเรื้อรัง เธอค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตและกังวลหนักมากว่าตัวเองอาจเป็นโรคพุ่มพวง (SLE) เพราะมีอาการปวดข้อร่วมด้วยนิดหน่อย ความเครียดทำให้เธอนอนไม่หลับและปวดตัวหนักขึ้น

พลอยตัดสินใจซื้อยาแก้ปวดแก้อักเสบตระกูล NSAIDs มากินเองต่อเนื่องเกือบเดือน ผลลัพธ์คืออาการปวดไม่หายขาด แถมยังมีอาการแสบร้อนกลางอกและปวดท้องรุนแรงเพิ่มขึ้นมาจากการระคายเคืองกระเพาะอาหาร เธอต้องหยุดงานกลางคัน

จุดเปลี่ยนคือเธอตัดสินใจไปพบแพทย์อายุรกรรมเฉพาะทางโรคข้อ แพทย์ซักประวัติอย่างละเอียดและเจาะเลือด ผลออกมาว่าเธอไม่ได้เป็น SLE - แต่มีภาวะขาดวิตามินดีขั้นรุนแรง (พบมากในคนทำงานออฟฟิศที่ไม่โดนแดด) ร่วมกับภาวะกล้ามเนื้ออักเสบจากความเครียดสะสม

หลังจากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการรับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า เสริมวิตามินดีตามแพทย์สั่ง และปรับความสูงของหน้าจอคอมพิวเตอร์ อาการปวดเนื้อปวดตัวลดลงอย่างเห็นได้ชัดภายใน 2 เดือน พลอยเรียนรู้ว่าการวินิจฉัยตัวเองจากอินเทอร์เน็ตสร้างความเครียดเกินจริงไปมาก และยาแก้ปวดไม่ใช่คำตอบเสมอไป

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

ปวดเมื่อยตามตัวและมีไข้ เป็นโควิดหรือไข้หวัดใหญ่?

ทั้งสองโรคทำให้เกิดอาการปวดเมื่อยตามตัวและมีไข้สูงได้เหมือนกัน โควิดมักมีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส หรือเจ็บคอร่วมด้วยอย่างชัดเจน ส่วนไข้หวัดใหญ่มักปวดกล้ามเนื้อรุนแรงกว่า ทางที่ดีที่สุดคือการตรวจ ATK หรือพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อให้แน่ชัด

ปวดเมื่อยตามตัวบ่อยๆ ควรกินยาแก้ปวดทุกวันไหม?

ไม่ควรอย่างยิ่ง การกินยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs ต่อเนื่องยาวนานเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารและไตวายเรื้อรัง หากคุณจำเป็นต้องกินยาแก้ปวดเกิน 2 สัปดาห์ แสดงว่ามีความผิดปกติที่ต้นเหตุซึ่งต้องได้รับการแก้ไขโดยแพทย์

ออกกำลังกายตอนที่กำลังปวดเมื่อยตามตัว ทำได้ไหม?

ขึ้นอยู่กับสาเหตุ หากปวดจากการออกกำลังกายหนัก (DOMS) หรือออฟฟิศซินโดรม การยืดเหยียดเบาๆ หรือโยคะจะช่วยให้เลือดไหลเวียนและหายเร็วขึ้น แต่หากปวดจากข้ออักเสบเฉียบพลันหรือมีไข้ ควรหยุดพักอย่างเด็ดขาดจนกว่าจะหายดี

ข้อความหลัก

อย่าตื่นตระหนกกับข้อมูลในอินเทอร์เน็ต

อาการปวดเมื่อยส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมและความเครียด การวินิจฉัยตัวเองมักนำไปสู่ความกังวลที่ไม่จำเป็น ควรให้แพทย์เป็นผู้ตัดสิน

สังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flags)

อาการปวดรุนแรงจนตื่นกลางดึก น้ำหนักลด มีไข้สูง หรือมีอาการชาอ่อนแรง เป็นสัญญาณที่ต้องไปห้องฉุกเฉินหรือพบแพทย์เฉพาะทางทันที

ระวังการใช้ยาแก้ปวดพร่ำเพรื่อ

ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาอาการชั่วคราว แต่การใช้ต่อเนื่องยาวนานโดยไม่แก้ที่ต้นเหตุ อาจนำไปสู่ผลข้างเคียงร้ายแรงต่อกระเพาะอาหารและไต

ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้เท่านั้น และไม่สามารถใช้แทนการให้คำปรึกษา การวินิจฉัย หรือการรักษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ ภาวะสุขภาพของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน หากคุณมีอาการเจ็บปวดรุนแรง มีไข้สูง หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพก่อนตัดสินใจรับประทานยาหรือเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใดๆ

แหล่งข้อมูลที่อ้างถึง

  • [1] Pmc - คนวัยทำงานกว่า 80% เคยมีอาการปวดกล้ามเนื้อที่เกิดจากความเครียดและพฤติกรรมการนั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม
  • [3] Pmc - ผู้ป่วยโรคไฟโบรมัยอัลเจียประมาณ 30-40% มักมีภาวะซึมเศร้าหรือโรควิตกกังวลร่วมด้วย