อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด

153 ครั้งเข้าชม
อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด พิจารณาตามการแบ่งหมวดหมู่เพื่อเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุด กลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทั่วโลก โรคซึมเศร้าส่งผลกระทบต่อประชากรโลกเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์หรือประมาณ 280 ล้านคน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด: โรคซึมเศร้ากระทบ 5%

การทำความเข้าใจ อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ถูกต้องและตรงจุด. การทราบความแตกต่างของแต่ละกลุ่มโรคส่งผลดีต่อการวางแผนดูแลสุขภาพในระยะยาวและลดความเสี่ยงในการใช้ชีวิต. การเรียนรู้กลไกของโรคจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้คนในสังคมรับมือได้อย่างเหมาะสม.

อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด: เข้าใจกลุ่มโรคทางจิตเวชเบื้องต้น

อาการป่วยทางจิตอาจดูเหมือนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและน่ากลัวสำหรับใครหลายคน แต่ในทางการแพทย์นั้น อาการเหล่านี้มีคำอธิบายที่ชัดเจนและสามารถแบ่งกลุ่มเพื่อการรักษาที่ถูกต้องได้ การทำความเข้าใจว่า อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด ไม่ใช่แค่เรื่องของการติดป้ายกำกับ แต่คือการเปิดประตูสู่การรักษาที่มีประสิทธิภาพ เพราะอาการทางจิตแต่ละแบบต้องการการดูแลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ตามมาตรฐานสากล อาการป่วยทางจิตสามารถจำแนกออกเป็น ประเภทของโรคจิตเวช ตามลักษณะความผิดปกติที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความคิด อารมณ์ หรือพฤติกรรม แต่ละกลุ่มมีสัญญาณเตือนที่แตกต่างกันไป ดังนี้: 1. โรคทางจิตเวช 5 กลุ่ม (Psychotic Disorders): เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) ผู้ป่วยมักสูญเสียการติดต่อกับความเป็นจริง มีอาการหลงผิด ประสาทหลอน หรือหูแว่ว 2. กลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติ (Mood Disorders): ครอบคลุมถึงโรคซึมเศร้าและโรคไบโพลาร์ ซึ่งส่งผลต่อระดับพลังงานและความรู้สึกอย่างรุนแรง 3. กลุ่มโรควิตกกังวล (Anxiety Disorders): เช่น โรคแพนิก หรือโรคย้ำคิดย้ำทำ ที่ทำให้ผู้ป่วยกังวลเกินกว่าเหตุจนกระทบการใช้ชีวิต 4. กลุ่มโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด (Substance-induced Disorders): อาการทางจิตที่ถูกกระตุ้นจากการใช้แอลกอฮอล์หรือยาเสพติด 5. กลุ่มความผิดปกติทางจิตจากโรคทางกาย (Organic Mental Disorders): เช่น อาการสับสนจากโรคสมองเสื่อม หรือความผิดปกติที่เกิดจากการบาดเจ็บที่สมอง

เจาะลึก 5 กลุ่มโรคทางจิตเวชที่พบได้บ่อยที่สุด

การแบ่งประเภทเหล่านี้ช่วยให้จิตแพทย์สามารถเลือกใช้วิธีรักษาที่เหมาะสมที่สุดได้ ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อประชากรโลกเกือบ 5% หรือประมาณ 280 ล้านคน[1] การเข้าใจกลไกของแต่ละกลุ่มโรคจึงเป็นเรื่องสำคัญ

กลุ่มโรคจิตเภท: เมื่อความคิดแยกจากความจริง

กลุ่มโรคนี้มักสร้างความสับสนให้กับคนรอบข้างมากที่สุด เนื่องจากผู้ป่วยมักมีอาการประสาทหลอน (Hallucination) เช่น ได้ยินเสียงคนพูดด้วยทั้งที่ไม่มีใครอยู่ หรือมีอาการหลงผิด (Delusion) เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงอย่างฝังใจ การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Intervention) มีความสำคัญมาก เพราะการรู้ว่า อาการทางจิตมีอะไรบ้าง จะช่วยให้การฟื้นตัวมีโอกาสดีขึ้น เมื่อเทียบกับการปล่อยให้มีอาการเรื้อรังนานกว่า 2 ปี [2]

กลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติ: กราฟอารมณ์ที่พุ่งสูงและดิ่งลึก

โรคซึมเศร้าและไบโพลาร์ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก เสียใจ หรือ อารมณ์แปรปรวน แบบทั่วไป แต่คือความผิดปกติของสารเคมีในสมองที่ควบคุมอารมณ์ การศึกษาว่า อาการป่วยทางจิตแบ่งออกเป็นกี่ชนิด จะช่วยให้เข้าใจว่าในกรณีของไบโพลาร์ ผู้ป่วยจะพบกับช่วง Mania (คึกคักผิดปกติ) สลับกับช่วง Depressive (เศร้าดิ่ง) ซึ่งช่วงเวลาเหล่านี้อาจกินเวลานานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน การใช้ยาร่วมกับจิตบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ดีขึ้น [3]

ความแตกต่างระหว่างโรคทางจิตเวชแต่ละประเภท

หลายคนมักสับสนว่าอาการที่เป็นอยู่นั้นคือความเครียดปกติ หรือเป็น สัญญาณเตือนโรคจิตเวช กันแน่ ความจริงแล้วขอบเขตของมันอยู่ที่ ความสามารถในการใช้ชีวิต หากอาการเหล่านั้นเริ่มทำให้คุณทำงานไม่ได้ ความสัมพันธ์พังทลาย หรือดูแลตัวเองไม่ได้ นั่นคือเวลาที่ ใครควรไปพบจิตแพทย์ เพื่อรับคำปรึกษาและเริ่ม เช็กอาการป่วยทางจิต เบื้องต้นอย่างถูกวิธี แต่ละกลุ่มโรคมีลักษณะเฉพาะที่สามารถเปรียบเทียบให้เห็นภาพได้ชัดเจนดังนี้

เปรียบเทียบลักษณะเด่นของกลุ่มโรคทางจิตเวชหลัก

ตารางด้านล่างนี้สรุปความแตกต่างของ 3 กลุ่มโรคที่คนทั่วไปมักสับสนกันบ่อยที่สุด เพื่อช่วยในการสังเกตอาการเบื้องต้น

โรควิตกกังวล

  1. ยังอยู่ในโลกความจริง รับรู้ทุกอย่างปกติแต่กังวลมาก
  2. ความทุกข์ใจทรมานและพฤติกรรมการหลีกเลี่ยง
  3. ใจสั่น มือสั่น กังวลเรื่องอนาคตเกินจริง หรือตกใจง่าย

โรคอารมณ์ผิดปกติ (ซึมเศร้า/ไบโพลาร์)

  1. ปกติเป็นส่วนใหญ่ แต่อาจมีมุมมองต่อโลกที่บิดเบือนไปตามอารมณ์
  2. การสูญเสียแรงจูงใจและสมรรถภาพในการทำงาน
  3. เศร้าดิ่ง นอนไม่หลับ หรือคึกคักนอนน้อยแต่พลังงานเยอะ

โรคจิตเภท

  1. สูญเสียการแยกแยะระหว่างความจริงกับจินตนาการ
  2. สูญเสียการสื่อสารและการใช้ชีวิตในสังคมอย่างรุนแรง
  3. หูแว่ว ประสาทหลอน พูดจาไม่รู้เรื่อง แยกตัวจากสังคม
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือระดับการรับรู้ความจริง ในขณะที่โรควิตกกังวลและซึมเศร้ายังรับรู้ความเป็นจริงได้ดี แต่โรคจิตเภทจะมีความบิดเบือนของระบบความคิดและประสาทสัมผัสอย่างเห็นได้ชัด

กิตติกับอาการ 'คิดไปเอง' ที่เกือบทำลายชีวิต

กิตติ วิศวกรหนุ่มในกรุงเทพฯ เริ่มรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานนินทาเขาผ่านทางสายไฟในออฟฟิศ เขาเชื่ออย่างฝังใจว่าบริษัทติดกล้องแอบดูเขาแม้ในห้องน้ำ อาการนี้ทำให้เขาเริ่มหวาดระแวงและไม่ยอมมาทำงาน

กิตติพยายามแก้ปัญหาด้วยการลาพักร้อน แต่ความเชื่อเรื่องการถูกสะกดรอยตามกลับรุนแรงขึ้น เขาเริ่มได้ยินเสียงสั่งให้เขาทำลายโทรศัพท์ทิ้งเพราะเชื่อว่าโดนแฮ็ก ความทรมานนี้ทำให้เขาไม่ได้นอนติดต่อกัน 3 วัน

จุดเปลี่ยนคือเมื่อภรรยาพาเขาไปพบจิตแพทย์ กิตติเรียนรู้ว่าสิ่งที่เขาเจอคืออาการประสาทหลอนและหลงผิดจากโรคจิตเภทระยะแรก ไม่ใช่แผนการสมคบคิดอย่างที่เขาเชื่อ เขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการปรับตัวเข้ากับยาบำบัด

หลังจากรักษาต่อเนื่อง 6 เดือน อาการหูแว่วหายไปเกือบทั้งหมด กิตติสามารถกลับไปทำงานได้และรู้เท่าทันความคิดของตัวเอง ความล่าช้าในการรักษาช่วงแรกเสียเวลาไปกว่า 4 เดือน แต่การรักษาที่ถูกจุดช่วยให้เขากลับมาใช้ชีวิตปกติได้ 90%

เมย์กับการแยกแยะความเครียดออกจากโรคซึมเศร้า

เมย์ พนักงานออฟฟิศวัย 30 ปี เริ่มมีอาการเบื่ออาหารและนอนไม่หลับนานกว่า 1 เดือน เธอคิดว่าแค่เครียดเรื่องงานจึงพยายามไปเที่ยวพักผ่อน แต่ความรู้สึกดิ่งลึกกลับไม่หายไปแม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศที่ดี

เธอเริ่มมีความคิดว่าโลกนี้ไม่มีที่สำหรับเธอ และเริ่มทำพลาดในงานที่ไม่เคยพลาดมาก่อน เพื่อนร่วมงานเริ่มสังเกตเห็นว่าเมย์ไม่ค่อยพูดจาและเหม่อลอยบ่อยครั้ง จนถูกหัวหน้างานเรียกไปตักเตือน

เมย์ตัดสินใจเข้ารับการประเมินสุขภาพจิตออนไลน์เบื้องต้นและพบว่าคะแนนความซึมเศร้าอยู่ในระดับสูง เธอจึงกล้าเข้าไปปรึกษาจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแถวบ้านเป็นครั้งแรก

หลังจากใช้ยาต้านเศร้าร่วมกับพฤติกรรมบำบัดเป็นเวลา 3 เดือน เมย์รู้สึกเหมือนได้ชีวิตใหม่ พลังงานในการทำงานเพิ่มขึ้น 40% และเธอยังเข้าใจวิธีจัดการความเศร้าที่ไม่ให้กลายเป็นโรคเรื้อรังในอนาคต

หากคุณกังวลเกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิตของตนเองหรือคนใกล้ชิด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ว่า อาการป่วยทางจิต มีอะไรบ้าง เพื่อเตรียมตัวรับมืออย่างถูกต้อง

ขั้นตอนถัดไป

โรคจิตเวชแบ่งเป็น 5 กลุ่มหลัก

การจำแนกประเภทช่วยให้วางแผนการรักษาได้ถูกต้อง ทั้งการใช้ยาและจิตบำบัด

การรักษาแต่เนิ่นๆ ช่วยเพิ่มโอกาสหาย

ผู้ป่วยโรคจิตเภทที่ได้รับการรักษาภายใน 6 เดือนแรกมีโอกาสฟื้นตัวสูงกว่าผู้ที่ปล่อยทิ้งไว้นานเกิน 2 ปี

ความเศร้าไม่ใช่โรคซึมเศร้าเสมอไป

หากอารมณ์เศร้าคงอยู่เกิน 2 สัปดาห์และกระทบการใช้ชีวิต นั่นคือสัญญาณที่ต้องไปพบแพทย์

สารเสพติดเป็นปัจจัยกระตุ้นที่รุนแรง

อาการทางจิตที่เกิดจากสารเสพติดอาจกลายเป็นโรคจิตเรื้อรังได้หากไม่หยุดใช้สารนั้นทันที

คำตอบด่วน

อาการป่วยทางจิตกับโรคประสาทต่างกันอย่างไร?

โรคประสาทส่วนใหญ่ผู้ป่วยยังรับรู้ความจริงได้ดีแต่มีความทุกข์ทางใจสูง เช่น วิตกกังวล ส่วนโรคจิตจะมีการรับรู้ที่บิดเบือนไปจากความจริง เช่น หูแว่วหรือหลงผิด ซึ่งรุนแรงกว่าและต้องการการรักษาด้วยยาเป็นหลัก

เครียดบ่อยๆ จะกลายเป็นโรคจิตเวชไหม?

ความเครียดเป็นตัวกระตุ้นสำคัญ หากสะสมนานเกินไปโดยไม่มีวิธีจัดการที่เหมาะสม อาจนำไปสู่โรควิตกกังวลหรือโรคซึมเศร้าได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เครียดจะต้องเป็นโรคจิตเวชเสมอไป

ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปพบจิตแพทย์ครั้งแรก?

จดบันทึกอาการที่เกิดขึ้น ระยะเวลา และสิ่งที่กระตุ้นให้อาการแย่ลง ไม่ต้องกังวลเรื่องการเรียบเรียงคำพูด จิตแพทย์ถูกฝึกมาเพื่อรับฟังและตั้งคำถามเพื่อช่วยให้คุณเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุด

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นความรู้เบื้องต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองหรือมีอาการทางจิตที่รุนแรง โปรดติดต่อสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือเข้ารับการตรวจที่สถานพยาบาลทันที

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [1] Who - ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโรคซึมเศร้าที่คาดว่าส่งผลกระทบต่อประชากรโลกเกือบ 5% หรือประมาณ 280 ล้านคน
  • [2] Who - การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น (Early Intervention) มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้การฟื้นตัวมีโอกาสสูงขึ้น
  • [3] Pmc - การใช้ยาร่วมกับจิตบำบัดช่วยให้ผู้ป่วยกลุ่มโรคอารมณ์ผิดปกติสามารถกลับไปทำงานและใช้ชีวิตได้ตามปกติ