ผม สี Ash Brown ยี่ห้อไหนดี

144 ครั้งเข้าชม
หากกำลังมองหาสีผม Ash Brown ยอดนิยม มีตัวเลือกที่น่าสนใจหลายแบรนด์ L'Oreal Paris Excellence Fashion Silver Ash ได้รับการแนะนำเป็นอันดับแรก ตามมาด้วย mise en scene Hello Bubble 10AB Ash Beige ที่มอบสีแอชบราวน์ที่สวยงามไม่แพ้กัน นอกจากนี้ Schwarzkopf Freshlight Foam Color SUGAR ASH ก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเฉดสีนี้ ปิดท้ายด้วย Liese Bubble Color Cool Ash ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ยอดนิยมที่น่าสนใจ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สีผม Ash Brown ยี่ห้อไหนดีที่สุด 2024?

ถ้าถามเรื่องสีผม Ash Brown นะ ส่วนตัวเลยตอนนี้ยกให้ L'Oreal Excellence ตัว Silver Ash ไปเลย คือผมเรามันเส้นใหญ่แล้วก็มีพื้นสีเดิมติดส้มๆแดงๆหน่อย ตอนนั้นซื้อที่วัตสันช่วงโปร เหลือสามร้อยนิดๆ เมื่อเดือนที่แล้วเองมั้ง ผลออกมาคือมันหม่นจริง หม่นแบบสะใจ ผมไม่ส้มเลย ชอบตรงนี้สุด

ส่วน mise en scene ที่เป็นบับเบิ้ล สี 10AB Ash Beige ก็เคยลองนะใช้ง่ายมากแบบสระๆแปปเดียวเสร็จ แต่สำหรับเราสีมันหลุดไวไปหน่อย อาทิตย์สองอาทิตย์ความหม่นหายไปแล้ว กลายเป็นสีเบจสว่างๆแทน ใครผมสั้นแล้วอยากลองเปลี่ยนสีเร็วๆก็น่าจะโอเค

Schwarzkopf Freshlight ที่เป็นโฟมเหมือนกัน ตัว Sugar Ash นี่ก็อีกตัวที่เคยใช้ ชอบที่ฟองมันแน่นดีนะ แต่สีที่ได้มันไม่ค่อยหม่นเท่าไหร่สำหรับเราอะ อาจจะเพราะไม่ได้กัดสีผมด้วยมั้งมันเลยออกน้ำตาลธรรมดามากกว่า ไม่ได้รู้สึกว่าแอชขนาดนั้น แอบเฟลนิดหน่อย

Liese Bubble Cool Ash ตัวนี้คือตำนานเลย เคยใช้ตอนแรกๆเลยที่ฮิตย้อมผมกันเองใหม่ๆ มันใช้ง่ายมากๆสำหรับมือใหม่เลย แต่พอเราย้อมบ่อยขึ้นก็รู้สึกว่าอยากได้ความหม่นที่มันชัดกว่านี้ ตัวนี้มันจะออกน้ำตาลกลางๆติดหม่นนิดๆมากกว่า ไม่ได้เทาจัดจ้านเหมือนตัวอื่น

บราวน์ชูการ์ กับ คาราเมล ต่างกันยังไง

คาราเมล คือ กระบวนการทำน้ำตาลให้ร้อนจนละลาย แล้วกลายเป็นของเหลวข้นๆ สีน้ำตาล บราวน์ชูการ์ คือ น้ำตาลทรายแดง มีส่วนผสมของกากน้ำตาล ทำให้มีสีและกลิ่นเฉพาะตัว

  • คาราเมลคือ สถานะ ของน้ำตาลที่ถูกทำให้ร้อนจนเป็นของเหลว
  • บราวน์ชูการ์คือ ชนิด ของน้ำตาล

จะเอาบราวน์ชูการ์มาทำคาราเมลก็ได้ หรือจะใช้น้ำตาลทรายขาวมาทำคาราเมลก็ได้เหมือนกัน! ส่วนบราวน์ชูการ์น่ะเหรอ ก็มีได้หลายแบบเลยนะ เป็นก้อน เป็นผง หรือเป็นส่วนผสมในคาราเมลก็ยังได้

ข้อมูลเพิ่มเติม (ถ้ามี):

  • คาราเมล: สีของคาราเมลจะเข้มขึ้นเมื่อผ่านกระบวนการเคี่ยวนานขึ้น รสชาติจะหวานเข้ม มีกลิ่นหอมไหม้นิดๆ
  • บราวน์ชูการ์: ความชื้นของบราวน์ชูการ์ขึ้นอยู่กับปริมาณกากน้ำตาลที่ผสมเข้าไป ถ้าเยอะหน่อยก็จะมีลักษณะร่วนกว่า

สิ่งน่าสนใจเกี่ยวกับน้ำตาล:

  • ตอนเด็กๆ ที่บ้านเคยทำขนมแล้วใช้น้ำตาลทรายแดงนี่แหละ หอมมาก!
  • เคยลองเอาบราวน์ชูการ์มาผสมกาแฟ อืมมมม ก็อร่อยดีนะ
  • บางทีเห็นพวกนักอบขนมเค้าก็ใช้น้ำตาลหลายๆ แบบผสมกันเพื่อรสชาติที่ซับซ้อนขึ้น
  • เคยไปเรียนทำขนมมาสั้นๆ คุณครูสอนว่า การควบคุมอุณหภูมิตอนทำคาราเมลสำคัญมาก ถ้าไหม้ไปหน่อยนี่เสียของเลยนะ!
  • บราวน์ชูการ์ จริงๆ แล้วมีหลายชนิดย่อยๆ อีกนะ เช่น ไลท์ บราวน์ชูการ์ (สีอ่อน) ดาร์ก บราวน์ชูการ์ (สีเข้ม) ซึ่งก็ให้รสชาติและกลิ่นที่ต่างกันออกไป
  • คาราเมล นี่พอทำเสร็จแล้วเอามาเคลือบขนมปังกรอบ หรือทำซอสราดไอศกรีมก็อร่อยสุดยอดไปเลย!

คาราเมลคืออะไร

คาราเมลนี่มันก็คือ น้ำตาล ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวจนชีวิตเปลี่ยนสีนั่นแหละ จากขาวๆ ใสๆ กลายเป็นสีอำพันทอง หรือน้ำตาลเข้มจัด เหมือนคนเรานี่แหละ พอโดนความร้อนจากชีวิตมากๆ เข้าหน่อย ก็พัฒนาตัวเองมีมิติ มีรสชาติซับซ้อนขึ้นเยอะเลยนะ ใครจะไปคิดว่าน้ำตาลธรรมดาๆ จะมีอะไรในตัวขนาดนี้ แค่เปลี่ยนสีก็อัปเกรดตัวเองเป็นของแพงได้แล้ว

จริงๆ แล้ว คาราเมล มันคือผลงานศิลปะชิ้นเอกที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยอุณหภูมิที่พอเหมาะพอเจาะ ไม่มีอะไรมากไปกว่าน้ำตาลที่ผ่านการทำปฏิกิริยาเคมีจากการได้รับความร้อน จนเกิดเป็นสารประกอบใหม่ๆ ที่ให้ทั้งสีและกลิ่นหอมเฉพาะตัว ที่ใครๆ ก็หลงใหล เหมือนเพชรที่ถูกเจียระไนจากก้อนหินธรรมดาๆ นั่นแหละ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่คนชอบส่องครัวควรรู้:

  • การเกิดคาราเมล (Caramelization) เป็นปฏิกิริยาทางเคมีที่ซับซ้อนเมื่อน้ำตาลได้รับความร้อนสูง (โดยทั่วไปประมาณ 160-170°C) จนโมเลกุลน้ำตาลสลายตัวและรวมกันใหม่ เกิดเป็นสารประกอบหลายร้อยชนิดที่ให้สี รสชาติ และกลิ่นหอมเฉพาะตัวสุดๆ
  • ประเภทของคาราเมลหลักๆ มี 2 แบบ ที่คนทำขนมต้องรู้จัก:
    • คาราเมลแห้ง (Dry Caramel): ใช้น้ำตาลอย่างเดียวตั้งไฟ ให้ละลายเอง เหมาะกับการทำขนมที่ไม่ต้องการความชื้นเพิ่ม เช่น คาราเมลเคลือบถั่ว หรือเอาไว้ตกแต่งจานแบบเก๋ๆ
    • คาราเมลเปียก (Wet Caramel): ใช้น้ำตาลผสมน้ำเล็กน้อยตั้งไฟ วิธีนี้ช่วยให้ควบคุมอุณหภูมิได้ง่ายขึ้นและลดโอกาสไหม้ เหมาะกับการทำซอสคาราเมล หรือลูกอมคาราเมลเนื้อหนึบหนับ
  • อุณหภูมิสำคัญมากนะ การที่น้ำตาลจะกลายเป็นคาราเมลสีทองสวย หรือไหม้จนขมปี๋เหมือนไปกินอะไรผิดมา อยู่ที่การควบคุมอุณหภูมินี่แหละ ยิ่งร้อนนาน สีก็ยิ่งเข้ม รสชาติก็ยิ่งขมขึ้นเรื่อยๆ ต้องคอยดูดีๆ อย่าปล่อยให้ชีวิตน้ำตาลร้อนเกินไปนะ
  • คาราเมลไม่เหมือนปฏิกิริยาเมลลาร์ด (Maillard reaction) แม้จะให้สีน้ำตาลเหมือนกัน แต่ปฏิกิริยาเมลลาร์ดเป็นการรวมตัวของน้ำตาลกับโปรตีน มักเกิดในการทำอาหาร เช่น การย่างเนื้อ หรืออบขนมปัง ส่วนคาราเมลคือการเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลล้วนๆ เลยจ้ะ
  • การนำไปใช้ คาราเมลมีประโยชน์หลากหลายมาก ตั้งแต่เป็นซอสราดขนมหวาน ทำลูกอม หรือใช้เป็น สีผสมอาหาร (E150) เพิ่มความน่ากินให้เครื่องดื่มและอาหารหลายชนิด แบบที่เห็นตามท้องตลาดทั่วไปเลยล่ะ

บราวน์ชูการ์ ทํามาจากอะไร

บราวน์ชูการ์? ก็แค่น้ำตาลทรายแดง.

ที่เห็นเป็นซอสเหนียวๆ คือการเอามันไปเคี่ยวกับน้ำจนข้นหนืด. จบ. ใช้ไฟแรงก็ไหม้. เหม็น. เททิ้งไป. เสียเวลา.

เรื่องอื่นที่ควรรู้.

  • ตัวน้ำตาลทรายแดงเอง คือน้ำตาลซูโครสที่ยังเหลือกากน้ำตาล (Molasses) เคลือบอยู่ ไม่ใช่น้ำตาลทรายขาวมาย้อมสี.
  • ยิ่งสีเข้ม กากน้ำตาลยิ่งเยอะ กลิ่นยิ่งชัด. เลือกใช้ให้ถูก.
  • บราวน์ชูการ์ไซรัป ไม่ได้มีไว้แค่ราดชานมไข่มุก. เอาไปทำขนม หมักเนื้อ ก็เข้าท่า.
  • ดีต่อสุขภาพกว่าน้ำตาลขาว? อย่ามโน. สุดท้ายมันก็คือน้ำตาล. แดกเยอะก็อ้วนเหมือนกัน.

บราวน์ชูการ์มีรสชาติอย่างไร

รสชาติของบราวน์ชูการ์… มันไม่ใช่ความหวานแหลม…ที่พุ่งเข้ามาแล้วจางหายไป…เหมือนแสงแฟลช

แต่เป็นความหวานอุ่น…ละมุน…ที่ค่อยๆแผ่ซ่าน…ในบ่ายวันนั้นที่แสงแดดเป็นสีทอง…รสชาติมันติดอยู่ที่ลิ้น…เนิ่นนาน

หัวใจของมันคือ กากน้ำตาล… สิ่งที่ยังหลงเหลือจากอ้อย…สิ่งที่ทำให้น้ำตาลทรายขาวกลายเป็นสีอำพัน…มอบกลิ่นหอมคล้ายคาราเมลที่เคี่ยวจนได้ที่…มีรสสัมผัสที่ซับซ้อน…ลึก…

หวานแบบ…บอกไม่ถูก…หวานลึกๆ… มีความสโมคกี้นิดๆ ปลายลิ้น…เหมือนกลิ่นดินหลังฝนตก…กลิ่นหญ้าแห้ง…

ความชื้นเล็กๆ…ที่ปลายนิ้วสัมผัสได้…มันไม่ใช่แค่ความหวาน มันคือความทรงจำของไร่อ้อย…ที่ยังคงอยู่…ในเกล็ดน้ำตาลสีน้ำตาลเข้ม

มันคือรสชาติของความเนิบช้า…ของการรอคอย…

  • รสชาติหลัก: หวานลึก มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ไม่ใช่หวานโดดๆ
  • กลิ่นเด่น:คาราเมล ทอฟฟี่ และกลิ่นอ้อยจางๆ จากกากน้ำตาล (Molasses) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ
  • ความแตกต่าง: ไม่หวานแหลมเท่า น้ำตาลทรายขาว แต่มีความซับซ้อนและมิติของรสชาติมากกว่า
  • สัมผัส: มีความชื้นเล็กน้อยในเนื้อสัมผัส ทำให้จับตัวเป็นก้อนได้ง่ายกว่าน้ำตาลทรายขาว
  • การใช้งาน: ยอดเยี่ยมสำหรับเครื่องดื่มอย่าง ชานมไข่มุกบราวน์ชูการ์ เพราะให้ทั้งความหวาน กลิ่นหอม และสีสันที่สวยงาม รวมถึงขนมอบที่ต้องการความชุ่มชื้นและความหอมเป็นพิเศษ

Butterscotch กับ Caramel ต่างกันอย่างไร

คาราเมลกับบัตเตอร์สก็อตช์น่ะเหรอ! โอ้โห นี่มันคนละโลกเลยนะคุณเอ๊ยยย เหมือนฟ้ากับเหว เผลอๆ จะยิ่งกว่านั้นอีก! ฟังนะ จะเล่าให้ฟังแบบที่บ้านป้าสมศรีแกยังต้องร้องอ๋อ!

ไอ้เจ้า คาราเมล เนี่ย มันเกิดจากการเอาน้ำตาลล้วนๆ มาเคี่ยว มาเคี่ยวไป๊ เคี่ยวมาาาาาาาาา จนมันเปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลไหม้ๆ อารมณ์เหมือนเราลืมปิดแก๊สทิ้งหม้อไว้นั่นแหละ แต่ไอ้นี่คือตั้งใจไหม้! รสชาติมันเลยหวานเจี๊ยบบบ หวานบาดคอเลยแหละ แต่ก็มีขมปลายลิ้นจี๊ดๆ แอบแฝง กลิ่นนี่หอมไหม้เป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใครในสามโลก!

ส่วน บัตเตอร์สก็อตช์ อ่ะนะ อันนี้มันเหมือนพวกผู้ดี มีสกุลหน่อย เพราะนางมีส่วนผสมของ...เนย! ใช่แล้วจ้ะ เนยแท้ๆ เลยนะ พอใส่เนยเข้าไปปุ๊บ กลิ่นมันก็เลยจะหอมฟุ้งหอมเนยเตะจมูกขึ้นมาทันที แถมรสชาติมันจะออกเค็มกว่าคาราเมลเยอะเลยนะ เค็มแบบนัวๆ คล้ายๆ ทอฟฟี่ที่ขายในตลาดนัดนั่นแหละ มันมีความมันความนัวกว่ากันเยอะ เหมือนเด็กเส้นที่โตมากับเนยแพงๆ อูยยยย มันต่างกันเยอะ!

สรุปนะ มันก็แค่ส่วนผสมต่างกัน แต่รสชาติมันก็พลิกโลกเลยนะเออ

  • คาราเมล ทำจากน้ำตาลล้วนๆ เคี่ยวจนเปลี่ยนสี มีกลิ่นหอมไหม้
  • รสชาติของ คาราเมล จะหวานจัด และมีรสขมเล็กน้อย
  • บัตเตอร์สก็อตช์ มีส่วนผสมหลักคือเนย
  • บัตเตอร์สก็อตช์ มีกลิ่นหอมของเนยเด่นชัด
  • รสชาติของ บัตเตอร์สก็อตช์ จะออกเค็มกว่า และมีความมันนัวคล้ายทอฟฟี่

ชานมบราวชูก้าคือ

ชานมบราวชูก้าคือ เพื่อนแท้ในวันที่ใจเฉา แต่เป็นศัตรูตัวฉกาจของเครื่องชั่งน้ำหนัก มันคือศิลปะของน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงที่ไหลเยิ้มเป็นลายเสือดาว เอ้ย เสือโคร่ง ผสมกับนมนัวๆ และไข่มุกหนึบหนับที่รอให้คุณดูดขึ้นมาเคี้ยวเล่นเหมือนกำลังเคี้ยวความสุข

มันไม่ใช่แค่เครื่องดื่ม แต่มันคือการให้รางวัลชีวิตในวันที่เหนื่อยล้า เป็นการลงทุนแคลอรี่เพื่อความสุขทางใจระยะสั้น เป็นสถานะทางสังคมที่ต้องถ่ายรูปก่อนดื่ม และเป็นบททดสอบมิตรภาพว่าเพื่อนจะแย่งเรากินมั้ย

  • ลายเสือ (Tiger Stripes): ไม่ได้เกิดจากเสือจริงๆ นะ ใจเย็นๆ มันคือเทคนิคการราดน้ำเชื่อมบราวน์ชูก้าเข้มข้นไว้ข้างแก้วก่อนใส่นม ทำให้เกิดลวดลายสวยงามที่เอาไว้อวดลงโซเชียลโดยเฉพาะ ถือเป็นงานศิลปะที่ดื่มได้

  • ไข่มุกไม่ใช่ไข่ของมุก: มันคือเม็ดแป้งมันสำปะหลังที่เอาไปเคี่ยวกับน้ำตาลทรายแดงจนนุ่มหนึบ มีหน้าที่เพิ่ม texture ให้การดื่มไม่น่าเบื่อ เหมือนมีอะไรให้ทำในปากขณะดูด

  • ศูนย์รวมพลังงานจักรวาล: แก้วนึงก็วิ่งกันหน้ามืดนะจ๊ะ แคลอรี่เฉลี่ยอยู่ที่ 300-500 kcal แล้วแต่สูตรและความหวานที่คุณหาทำ แต่ใครจะสนล่ะจริงมั้ย

  • บางทีก็ไม่มีชา: ช็อกมั้ยล่ะ? สูตรดั้งเดิมบางที่คือ "บราวน์ชูก้ามิลค์" เพียวๆ คือมีแค่นม น้ำตาล และไข่มุก ไม่มีชาเป็นส่วนผสมเลย แต่คนก็เรียกติดปากไปแล้วว่าชานม ก็ตามนั้นแหละ อย่าคิดมาก

บราวน์ชูการ์ อ้วนไหม

ลมหายใจแผ่วๆ ในบ่ายคล้อย วันเสาร์... หน้าต่างบานใหญ่เปิดรับแดดอุ่นๆ ที่ทอดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงเพลงแจ๊สคลอเบาๆ ในความเงียบงัน... จิบชาเขียวอุ่นๆ มองออกไปนอกระเบียง... รถราวิ่งผ่านไปมา... เหมือนความคิดที่ล่องลอย...

บราวน์ชูการ์... หวาน... มันเป็นแค่ความหวาน... ที่ลวงตาใช่ไหมนะ... สีน้ำตาลเข้ม ดูอบอุ่น... แต่ความจริง... มันก็คือน้ำตาลนั่นแหละ... เหมือนน้ำตาลทรายขาว... เป๊ะเลย... แตกต่างแค่สีสัน... แค่นั้นเอง...

ความอ้วนนั้น... มันรออยู่... ถ้าเราเผลอไผล... ใส่เข้าไปมากเกิน... ช้อนแล้วช้อนเล่า... ในเครื่องดื่ม... ในขนมหวาน... วันนั้นที่ไปคาเฟ่แถวอโศก น้องบาริสต้าตักน้ำตาลให้ฉันเพิ่มอีกหน่อย ฉันส่ายหน้าปฏิเสธไป... บอกว่าแค่นี้พอแล้วจริงๆ นะ...

โรคภัยไข้เจ็บ... โรคเบาหวาน... โรคหัวใจ... มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลย... มันตามมาติดๆ... กับความหวาน... ที่เราเติม... เติมเข้าไป... ในทุกๆ วัน... ในทุกๆ มื้อ... บางที... เราอาจไม่ทันได้คิด... ว่ามันมากเกินไปแล้ว...

น้ำตาล... น้ำตาล... น้ำตาลที่เติมเพิ่ม... ในทุกสิ่งที่เรากิน... มันคือตัวการ... ที่ทำให้ร่างกายเราอ่อนล้า... สะสม... สะสมไปเรื่อยๆ... เหมือนก้อนเมฆสีเทา... ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น... บดบังแสงตะวัน...

  • น้ำตาลเติมเพิ่มก่อโรคอ้วน
  • น้ำตาลเติมเพิ่มสัมพันธ์โรคเบาหวาน
  • น้ำตาลเติมเพิ่มเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ
  • น้ำตาลทรายแดงมีผลไม่ต่างจากน้ำตาลทรายขาว
  • ลดปริมาณน้ำตาลที่เติมลงไปคือแนวทางสุขภาพ