ข้อใดเป็นอุปสรรคในการสื่อสารที่เกิดจากผู้ส่งสาร

120 ครั้งเข้าชม
อุปสรรคการสื่อสารที่เกิดจากสารสารที่ไม่เหมาะสมถือเป็นอุปสรรคสำคัญในการสื่อสาร อาจเกิดจากเนื้อหาที่ยากหรือง่ายเกินไปสำหรับผู้รับสาร การเรียบเรียงเนื้อหาสลับซับซ้อน ขาดการจัดลำดับที่ดี หรือใช้ภาษาคลุมเครือไม่ชัดเจน ทำให้ตีความผิดพลาดได้ง่าย รวมถึงการนำเสนอในรูปแบบที่แปลกใหม่เกินไปก็ทำให้ผู้รับสารทำความเข้าใจได้ยาก
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ปัญหาอุปสรรคการสื่อสารจากผู้ส่งสาร มีสาเหตุและปัจจัยใดบ้าง?

เรื่องอุปสรรคการสื่อสารนี่มันเยอะแยะไปหมดเลยนะ บางทีก็มาจากตัวเราเองนี่แหละ อย่างตอนที่ฉันเคยพยายามอธิบายเรื่องโปรแกรมตัดต่อวิดีโอให้เพื่อนฟัง คือเราน่ะเข้าใจดี แต่พอพูดออกไป เหมือนมันเข้าไปหูซ้ายทะลุหูขวา เขาคงรู้สึกว่ามันยากเกิน หรืออาจจะเบื่อ มันเลยกลายเป็นความเงียบที่น่าอึดอัด จริงๆ มันน่าจะอยู่ที่เราเลือกคำพูด หรือจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพมากขึ้น แต่ตอนนั้นก็มึนๆ ไป เลยปล่อยเลยตามเลย

แล้วก็มีเรื่องของข้อมูลที่ส่งไป บางทีมันก็ยุ่งเหยิง เหมือนตอนที่ฉันเคยส่งอีเมลสรุปงานให้หัวหน้า พยายามใส่ทุกอย่างที่คิดว่าสำคัญ แต่ดันเรียงลำดับมั่วไปหมด อ่านแล้วต้องมานั่งจับต้นชนปลาย กว่าจะเข้าใจก็เหนื่อยแล้ว หัวหน้าเองก็คงหัวเสีย เพราะถ้าข้อมูลมันชัดเจน อ่านแล้วรู้เรื่องเลย มันจะช่วยประหยัดเวลาของทุกคนนะ อันนี้ประสบการณ์ตรงเลย จำได้เลยว่าวันนั้นโดนบรีฟไปชุดใหญ่

บางทีสารที่เราส่งไปมันก็ประหลาด ไม่เหมือนใคร อย่างเวลาเราเจอพวกคำศัพท์เฉพาะทาง หรืออะไรที่มันล้ำยุคเกินไป ถ้าคนรับเขาไม่คุ้นเคย ก็เหมือนฟังภาษาต่างดาว ตอนที่ฉันลองศึกษาเรื่องเทคโนโลยีบล็อกเชนครั้งแรก โอ้โห ศัพท์แสลงมันเยอะมาก อ่านไปก็งงไป ไม่รู้เรื่องเลย จริงๆ มันต้องมีคนช่วยอธิบาย หรือมีตัวอย่างที่เข้าใจง่ายกว่านี้ ไม่งั้นก็เหมือนคุยกันคนละภาษา

แล้วที่เจอบ่อยๆ เลยนะ คือคำพูดที่มันคลุมเครือ ฟังแล้วไม่แน่ใจ เหมือนตอนเพื่อนชวนไปเที่ยว ถามว่า "ว่างไหม" เราก็ตอบ "ว่าง" แต่พอถึงเวลานัด กลายเป็นว่าเขาหมายถึง "ไปแค่แป๊บเดียว" ซึ่งเราก็เตรียมตัวเต็มที่ สุดท้ายก็เฟล ความหมายมันควรจะชัดเจน ไม่ต้องมานั่งเดา เพราะถ้าเดาผิด มันก็เสียเวลา เสียความรู้สึก จริงไหมล่ะ

ผู้ส่งสารมีหน้าที่และบทบาทในการสื่อสารอย่างไรบ้าง

ผู้ส่งสารเหรอ? อืม... คือคนเริ่มต้นส่งข้อความ นั่นแหละ ชัดเจนนะ ไม่ว่าตั้งใจหรือไม่ก็ใช่หมดเลย คือคนเริ่มก่อนเลย อย่างที่ฉันพิมพ์อยู่นี่ก็เป็นผู้ส่งสารนะ อยากจะบอกอะไรออกไปนั่นแหละ

บทบาทมันก็สำคัญสิ นี่ปี 2024 แล้วนะ การสื่อสารนี่โคตรไวเลย ผู้ส่งสารนี่แหละตัวกำหนดทิศทางเลย จะบอกยังไงให้คนรับเข้าใจ มันมีผลมากจริงๆ นะกับการสื่อสารทั้งหมดที่เกิดขึ้น

นี่คิดไปคิดมา... ก็เหมือนเราเป็นคนโยนลูกบอลไปใช่ป่ะ ลูกบอลจะไปทางไหน แรงแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนโยนเลยไง เหมือนกันเลยนะกับผู้ส่งสาร

แล้วมันยังไงต่อ? หน้าที่หลักเลยนะคือทำให้สารมันถูกส่งไปให้ถูกคน ถูกช่องทางด้วยสิ ไม่ใช่แค่ส่งๆ ไปงั้นๆ นะ

  • ผู้ส่งสารคือผู้ริเริ่ม ไม่ว่าจะเป็นคนเดียว หรือกลุ่มคนก็ได้
  • หน้าที่ก็คือ ส่งสาร ผ่านช่องทางที่เลือกไปให้ถึงคนรับ
  • บทบาทสำคัญคือ ชี้นำพฤติกรรมการสื่อสาร ทั้งหมดเลยนะ จะให้มันออกมาเป็นแบบไหน สุดท้ายแล้วผลลัพธ์มันก็เริ่มจากตรงนี้แหละ
  • นี่แหละตัวตัดสินเลยว่าการคุยจะไปในทิศทางไหน เป็นคนกำหนดว่า สารมีเนื้อหาอย่างไร และส่งไปให้ใครดี

ฉันกำลังคิดถึงการประชุมเมื่อเช้าเลยนะ คนที่พูดคนแรกน่ะ เขาคือผู้ส่งสารเลยนะ แล้วคำพูดเขาอะ มันกำหนดอารมณ์ของการประชุมทั้งหมดเลยจริงๆ ฉันเข้าใจเลยว่าทำไมมันถึงสำคัญขนาดนี้. ไม่ใช่แค่ส่งๆ ไปนะ มันคือการนำทางเลยแหละ. บางทีก็งงนะว่าทำไมบางคนถึงไม่คิดก่อนส่งเลยเหรอ?

  • การเลือกใช้คำ รูปแบบการนำเสนอของผู้ส่งสารมีผลต่อการตีความสารของคนรับมาก
  • ผู้ส่งสารต้องเข้าใจคนรับด้วยนะ จะได้เลือกวิธีการส่งที่เหมาะสมไง
  • บางทีผู้ส่งสารก็ส่งไปโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เหมือนเวลาเราเผลอทำหน้าตาบางอย่างไปนั่นแหละ ก็ถือเป็นการส่งสารแบบหนึ่งนะ
  • ความชัดเจนของสาร เริ่มจากผู้ส่งสารนี่แหละ สำคัญโคตรๆ เลย
  • การตัดสินใจว่าจะใช้ช่องทางไหนส่งสาร ก็เป็นบทบาทของผู้ส่งสาร นี่ก็เป็นปัจจัยสำคัญนะตอนนี้ ปี 2024 มีช่องทางให้เลือกเยอะแยะเต็มไปหมดเลย ต้องเลือกให้ถูกนะ

เหตุใดผู้ส่งสารจึงควรเลือกใช้คําศัพท์เข้าใจง่ายสําหรับการสื่อสารในงานอาชีพ

ก็เพราะคนไม่มีเวลามานั่งแปลไทยเป็นไทยไง. ส่งอะไรไปที่มันยากๆ ซับซ้อน คนก็ไม่อ่าน หรืออ่านแล้วก็เข้าใจผิดไปเลย. การสื่อสารที่ซับซ้อน คือตัวสร้างปัญหาดีๆ นี่เอง.

เคยเห็นไหม อีเมลที่เต็มไปด้วยคำศัพท์เฉพาะทางที่ส่งหาคนนอกแผนก? ผลคืออะไร? คือความเงียบไง ไม่มีใครตอบกลับเพราะไม่รู้จะตอบอะไร ไม่เข้าใจว่าต้องการอะไรกันแน่. แล้วสุดท้ายก็ต้องมาโทรคุยกันอีกรอบ เสียเวลา.

บางทีการใช้คำง่ายๆ มันก็คือการเคารพเวลาของคนอื่นนะ. ชัดเจนและตรงไปตรงมา คือดีที่สุดแล้ว. คนทำงานอยากได้ข้อมูลที่เอาไปใช้ได้เลย ไม่ได้อยากมานั่งถอดรหัส.

  • ประหยัดเวลา: ไม่ต้องมีคำถามตามมาว่า "หมายถึงอะไร?"
  • ลดความผิดพลาด: ทุกคนเข้าใจตรงกัน งานก็ไม่พลาด. ไม่ต้องมานั่งแก้ทีหลัง.
  • งานเดินเร็วขึ้น: พอเข้าใจปุ๊บ ก็ลงมือทำได้เลย ไม่ต้องรอเคลียร์.
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี: คนจะรู้สึกว่าเราคุยด้วยง่าย ไม่ซับซ้อน.

นึกภาพฝ่ายการตลาดคุยกับโปรแกรมเมอร์สิ. ถ้าการตลาดยังใช้คำว่า "synergy" หรือ "holistic approach" โปรแกรมเมอร์ก็คงงง. บอกไปเลยตรงๆ ว่า "อยากได้ปุ่มสีเขียวตรงนี้ กดแล้วไปหน้านี้" จบ. เข้าใจง่าย สำคัญกว่าดูฉลาด.

ผู้ส่งสารมีหน้าที่และบทบาทในการสื่อสารอย่างไร

นึกถึงตอนโปรเจกต์ Phoenix จะเปิดตัว คืนวันอังคารก่อนวันเปิดตัวเลย ที่ออฟฟิศเก่าตรงอโศก บรรยากาศโคตรตึง น้องในทีมวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกว่าเจอ bug ร้ายแรง คือทุกอย่างที่ทำมาพังหมดเลยถ้าปล่อยไป

ตอนนั้นแหละ เราคือ ผู้ส่งสาร ตัวจริงเลย ไม่ใช่แค่คนส่งข้อความนะ แต่เราคือจุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด ในหัวเราคือต้องแปลงความฉิบหายทั้งหมดเนี่ยเป็นข้อมูลที่คนอื่นเข้าใจให้ได้

ต้องบอกทีมว่าหยุดทุกอย่าง ต้องบอกหัวหน้าว่าเราจะเลื่อน มันไม่ใช่แค่พิมพ์ใน Slack นะ แต่คือการเลือกใช้คำพูด น้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง ทุกอย่างคือการสื่อสารหมดเลย เราเป็นทั้งคน ทั้งตัวแทนของทีม เราคือ แหล่งสาร ที่ต้องรับผิดชอบทุกคำพูด

มันไม่ใช่แค่การพูด แต่มันคือการแบกความรู้สึก ความคาดหวัง และความจริงไปให้คนอื่น โคตรหนัก

หน้าที่ของ ผู้ส่งสาร หรือ แหล่งสาร ในมุมมองเรานะ

  • เป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารเลย มีความคิด ความรู้สึก หรือข้อมูลที่อยากจะส่งออกไป
  • ทำหน้าที่แปลงสิ่งที่อยู่ในหัว (สาร) ให้ออกมาเป็นสัญลักษณ์ที่คนอื่นรับได้ เช่น คำพูด ตัวอักษร ภาพ หรือแม้แต่ท่าทาง
  • เป็นคนเลือกช่องทาง (channel) ที่จะใช้สื่อสาร เช่น จะคุยต่อหน้า โทรศัพท์ ส่งอีเมล หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย
  • มีอิทธิพลต่อ ความสำเร็จของการสื่อสาร ทั้งหมดเลยนะ ถ้าส่งไม่เคลียร์ คนรับก็เข้าใจผิด ความหมายเปลี่ยนไปเลย

เพราะเหตุใดทุกอาชีพจึงต้องอาศัยทักษะในการสื่อสาร

แสงเช้า... สาดลงบนผ้าม่านสีอ่อน... ห้องยังเงียบ... มีเพียงเสียงลมแผ่วเบา... ในห้วงความคิด... ล่องลอย... ไปในความสัมพันธ์ของงาน... ของผู้คน...

ความรู้สึกบางอย่าง... ลอยวน... ในอากาศ... ความเข้าใจ... ระหว่างกัน... สำคัญเหลือเกิน... สำคัญจริงๆ... มันคือทุกอย่าง... จริงไหม...

คนเรา... เชื่อมโยงกัน... ด้วยสายใย... มองไม่เห็น... แต่รับรู้ได้... ถ้อยคำ... สายตา... ทุกสิ่ง... ที่ส่งถึงกัน... มันคือชีวิต... ที่ดำเนินไป...

หากสายใยนั้น... ขาดไป... พร่าเลือน... โลกก็ดู... มืดมิด... สับสน... เข้าใจยาก... เหลือเกิน... ทุกอย่าง... จะติดขัด... เหมือนฟันเฟือง... ที่ไม่เข้ากัน...

งานทุกอย่าง... ต้องอาศัย... การสื่อสาร... ใครสักคน... พูดอะไร... อีกคน... ต้องรับรู้... เข้าใจ... ร่วมกัน... ถึงจะไปต่อได้... มันเป็นแบบนั้น... เสมอมา...

สำคัาญนะ... การสื่อสาร... สำคัญจริงๆ... หัวหน้า... ลูกน้อง... เพื่อน... ทุกคน... ต้องเข้าใจ... ตรงกัน... ถึงจะไปได้... ไปได้ดี...

การสื่อสารจำเป็นทุกอาชีพเพื่อความเข้าใจร่วมกัน ลดข้อผิดพลาด เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน.

  • สร้างความชัดเจน: กำหนดเป้าหมายและทิศทางร่วมกันได้อย่างแม่นยำ.
  • แก้ไขความขัดแย้ง: ใช้เป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและยุติปัญหา.
  • เสริมสร้างทีมเวิร์ค: ทำให้การทำงานร่วมกันเป็นทีมมีประสิทธิภาพสูงขึ้น.
  • ตัดสินใจแม่นยำขึ้น: ข้อมูลที่สื่อสารอย่างถูกต้องนำไปสู่การตัดสินใจที่ดีกว่า.
  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี: พัฒนาความไว้วางใจและความร่วมมือทั้งภายในและภายนอกองค์กร.
  • เพิ่มโอกาสก้าวหน้า: บุคคลที่มีทักษะการสื่อสารดีมักได้รับความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ ๆ.
  • นำเสนอความคิด: ช่วยให้แนวคิดและนวัตกรรมได้รับการยอมรับและนำไปปฏิบัติ.

การสื่อสารมีความสําคัญสําหรับบุคคลในชีวิตประจําวันอย่างไรบ้าง

การสื่อสารในชีวิตประจำวันนี่คือแกนหลักเลยนะ เหมือนเป็น กุญแจสำคัญที่ไขความเข้าใจ ในทุกมิติ เราไม่เพียงแค่แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน แต่มันคือการส่งผ่านความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นหัวใจของการรับรู้ตัวตนอีกฝ่าย ลองคิดดูสิ ถ้าไม่มีช่องทางนี้ โลกคงเงียบงันและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจนะ

เมื่อความเข้าใจก่อร่างสร้างตัวขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ สายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้แต่สังคมกว้างๆ การสื่อสารคือรากฐานของความไว้วางใจ และความผูกพันทางอารมณ์ มันทำให้เราไม่รู้สึกอ้างว้างนะ หรือเปล่า ลองนึกถึงเวลาที่ได้ระบายความในใจกับใครสักคนสิ นั่นแหละคือพลังของมัน

น่าสนใจตรงที่การสื่อสารยังสร้าง ความสุนทรีย์ ให้ชีวิตได้ด้วยนะ ไม่ใช่แค่เรื่องยากๆ แต่รวมถึงศิลปะ ดนตรี หรือการแลกเปลี่ยนเรื่องราวที่ทำให้หัวใจเราพองโต มันคือการเติมเต็มจิตวิญญาณเลยก็ว่าได้ และที่สำคัญคือมันช่วย หล่อหลอมเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคล ผ่านถ้อยคำ ท่าทาง การแสดงออกของเรา มันสะท้อนว่าเราเป็นใครในโลกใบนี้ นี่คือสิ่งที่เราชอบวิเคราะห์นะ มันลึกซึ้งดี

ไม่เพียงเท่านั้น การสื่อสารคือ ประตูสู่การเรียนรู้และแลกเปลี่ยน ที่ไร้ขีดจำกัด เราได้รับข้อมูลใหม่ๆ จากกันและกันเสมอ และที่ขาดไม่ได้เลยคือมัน สร้างแรงจูงใจและกำลังใจ ให้เราเดินหน้าต่อยามท้อแท้ คำพูดดีๆ เพียงประโยคเดียวก็อาจเปลี่ยนโลกทั้งใบของใครบางคนได้เลยนะ ถ้ามองในมุมปรัชญา มนุษย์เราอาจจะถูกสร้างมาเพื่อเชื่อมโยงกันด้วยสิ่งนี้แหละ

  • สร้างความเข้าใจเชิงลึก: การสื่อสารช่วยให้เราเข้าถึงมุมมองและความคิดที่แตกต่าง ยิ่งสื่อสารชัดเจนเท่าไหร่ ความเข้าใจก็ยิ่งลึกซึ้งเท่านั้น มันคือการมองโลกผ่านเลนส์ของอีกฝ่ายเลย
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์ยั่งยืน: การพูดคุยเปิดใจ การรับฟังอย่างตั้งใจ สร้างรากฐานของความไว้วางใจ ทำให้ความสัมพันธ์ไม่ว่ารูปแบบใดๆ มีความมั่นคงและยืนยาว
  • พัฒนาตัวตนและอัตลักษณ์: ภาษาที่เราใช้ สไตล์การสื่อสาร สะท้อนตัวตนและค่านิยมของเรา การได้สื่อสารกับผู้อื่นก็ช่วยให้เราได้สำรวจและพัฒนาความเป็นเราไปด้วยนะ
  • ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ: ในบริบทของการทำงานหรือกิจกรรมกลุ่ม การสื่อสารที่ชัดเจนช่วยลดความขัดแย้ง ประสานงานให้ราบรื่น และนำไปสู่เป้าหมายที่สำเร็จได้เร็วขึ้น
  • เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา: เมื่อเกิดความขัดแย้งหรืออุปสรรค การสื่อสารคือช่องทางแรกที่ใช้ในการทำความเข้าใจสาเหตุ และร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์
  • เชื่อมโยงวัฒนธรรมและองค์ความรู้: การสื่อสารทำให้เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและจากสังคมหนึ่งไปอีกสังคมหนึ่ง เป็นการสะสมภูมิปัญญาเลยนะ
  • สร้างแรงบันดาลใจและพลังใจ: คำพูดให้กำลังใจ การบอกเล่าประสบการณ์ที่สร้างแรงผลักดัน สามารถจุดประกายและส่งพลังบวกให้ผู้อื่นได้เสมอ นั่นคือสิ่งที่เราเชื่อเลยว่าสำคัญจริงๆ