พนักงานใหม่ต้องอบรมความปลอดภัยกี่ชั่วโมง

91 ครั้งเข้าชม
การอบรมความปลอดภัยพนักงานใหม่:พนักงานใหม่และลูกจ้างทั่วไปต้องเข้ารับการอบรมความปลอดภัย 6 ชั่วโมง โดยมีหัวข้อหลักคือ: ความรู้เบื้องต้นด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (1 ชั่วโมง 30 นาที) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (1 ชั่วโมง 30 นาที) การอบรมนี้มุ่งเน้นให้พนักงานมีความรู้พื้นฐานด้านความปลอดภัยและเข้าใจกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันอุบัติเหตุในการทำงาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

พนักงานใหม่ต้องอบรมความปลอดภัยกี่ชั่วโมง? จำเป็นต้องอบรมอะไรบ้าง?

อืมม...เรื่องอบรมความปลอดภัยนี่นะ ที่ทำงานเก่าฉันจำได้ว่า พนักงานใหม่ต้องอบรม 6 ชั่วโมงเต็มๆ เลย จำได้แม่นเลย วันที่ 15 มีนาคม 2565 ตอนนั้นฉันยังมือใหม่หัดขับ รถติดมากกก แทบไปไม่ทันเลย เสียดายกาแฟเย็นที่ซื้อมาด้วย หมดอายุไปแล้ว ฮือออ

ส่วนเนื้อหาการอบรม ก็มีสองส่วนหลักๆ ครึ่งแรกเน้นความรู้พื้นฐาน เกี่ยวกับความปลอดภัย อาชีวอนามัย อะไรพวกนี้อ่ะ ประมาณชั่วโมงครึ่ง ส่วนอีกครึ่ง ก็เป็นเรื่องกฎหมาย เกี่ยวกับความปลอดภัยในที่ทำงาน จำได้ว่าอาจารย์ผู้สอน พูดเร็วมากกกก ต้องจดแทบไม่ทัน เหนื่อยเหมือนกันนะ แต่จำได้คร่าวๆ ว่าสำคัญมาก ไม่งั้นโดนปรับแน่ๆ

จริงๆแล้ว ที่เขาอบรมนานขนาดนั้น ก็เพื่อความปลอดภัยของเราทุกคนนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้พูดตามตรง บางส่วนมันก็ซ้ำซ้อนไปหน่อย รู้สึกเหมือนฟังเรื่องเดิมๆอยู่หลายรอบ ถ้ากระชับกว่านี้สักนิดก็ดีนะ แต่ก็เข้าใจแหละว่า เรื่องพวกนี้สำคัญ พลาดไม่ได้จริงๆ

ทำไมต้องอบรมความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน

อบรมความปลอดภัยก่อนเริ่มงานนะเหรอ? อ้อ ก็เพราะชีวิตมันไม่ใช่เกมไงเล่า! (ฮา) แต่เอาจริง ๆ คือ...

  • กันพลาดดีกว่าแก้: เหมือนซื้อประกันชีวิตให้ตัวเองและเพื่อนร่วมงานนั่นแหละ ลงทุนหน่อย ดีกว่าต้องเสียใจทีหลัง (และเสียเงินเยียวยาอีกบานตะไท)
  • รู้ไว้ ใช่ว่า: ความรู้เรื่องความปลอดภัยนี่แหละ คือ "ยันต์กันผี" ในโลกของการทำงาน ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งรอดเยอะ (ผีในที่นี้คืออุบัติเหตุน่ะนะ)
  • สร้างทีมเวิร์ค: อบรมไปด้วยกัน ช่วยเหลือกัน เหมือนเข้าค่ายลูกเสือยังไงยังงั้น (แต่ค่ายนี้เน้นรอดชีวิตจริง ๆ)
  • กฎหมายบังคับ: อันนี้ไม่ต้องคิดมาก ทำตามที่เค้าบอกไปเถอะ ไม่งั้นโดนปรับหัวบาน (เข้าใจตรงกันนะ!)
  • บริษัทดูดี: อบรมความปลอดภัยครบถ้วน แสดงว่าบริษัทใส่ใจพนักงาน (และภาพลักษณ์) จบนะ!

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ:

  • เคยเจอเพื่อนร่วมงานคนนึง ไม่เคยฟังอบรมเลย สุดท้ายพลาดท่า โดนเครื่องจักรหนีบนิ้ว (สมน้ำหน้า...ล้อเล่น!)
  • อย่าคิดว่าตัวเองเก่งกาจ ลองทำพลาดขึ้นมา ชีวิตเปลี่ยนเลยนะ
  • จำไว้ว่า "ความประมาทเป็นบ่อเกิดแห่งความตาย" (คำคมประจำตัวผมเอง!)

ปล. อบรมความปลอดภัย ไม่ได้มีไว้ให้ง่วงนอนนะจ๊ะ ตั้งใจฟังหน่อย! ????

พนักงานใหม่ก่อนเริ่มปฎิบัติงานต้องผ่านขั้นตอนใดบ้าง

พนักงานใหม่ก่อนเริ่มงานต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง? HR ต้องทำอะไรบ้าง?

  • การตรวจสอบเอกสารและข้อมูลส่วนบุคคล: ต้องตรวจสอบเอกสารอย่างละเอียด เช่น สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, วุฒิการศึกษา, และเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องตามที่บริษัทกำหนด (ปี 2566 บริษัทผมเน้นตรวจสอบข้อมูลประวัติการทำงานอย่างเข้มงวดมากขึ้น) การตรวจสอบนี้สำคัญมาก เพื่อความถูกต้องและป้องกันความเสี่ยงในอนาคต ความรอบคอบคือหัวใจสำคัญในการบริหารทรัพยากรบุคคล

  • การทำสัญญาจ้างงาน: จัดทำสัญญาจ้างงานให้ถูกต้องตามกฎหมายและข้อกำหนดของบริษัท ระบุหน้าที่ความรับผิดชอบ เงินเดือน สวัสดิการ และเงื่อนไขการทำงานอย่างชัดเจน ผมเคยเจอเคสสัญญาไม่ชัดเจน ทำให้เกิดปัญหาเรื่องค่าตอบแทนภายหลัง จึงต้องเน้นความชัดเจนให้มากที่สุด

  • การปฐมนิเทศ: จัดให้มีการปฐมนิเทศเพื่อแนะนำองค์กร วัฒนธรรมองค์กร นโยบายต่างๆ รวมถึงการแนะนำเพื่อนร่วมงาน การปฐมนิเทศที่ดีจะช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวได้เร็วขึ้นและเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนเองได้ดีขึ้น ปีนี้บริษัทผมเพิ่มการปฐมนิเทศแบบ interactive เพื่อให้พนักงานมีส่วนร่วมมากขึ้น นวัตกรรมช่วยได้เยอะนะครับ

  • การจัดเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ทำงาน: เตรียมอุปกรณ์การทำงาน เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ โต๊ะทำงาน ให้พร้อมก่อนวันเริ่มงาน ความพร้อมนี้สำคัญมากต่อการเริ่มงานอย่างราบรื่น สร้างความประทับใจแรกที่ดีให้กับพนักงาน

  • การแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากร เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน เรื่องนี้สำคัญมาก ถ้าไม่ทำตามขั้นตอนจะเกิดปัญหาเรื่องภาษีและสวัสดิการ เรื่องเอกสารนี่ผมเน้นมากๆครับ

  • การฝึกอบรม: จัดหาหลักสูตรฝึกอบรมที่เหมาะสมกับตำแหน่งงาน อาจจะร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ได้ การลงทุนกับการฝึกอบรมคือการลงทุนระยะยาว พนักงานที่มีความรู้และทักษะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

  • การประชาสัมพันธ์: แจ้งให้พนักงานในองค์กรทราบว่ามีพนักงานใหม่เข้าร่วมทีม การสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ใช่แค่การทำงาน แต่คือการสร้างทีมเวิร์คที่ดีด้วย

สังคมองค์กรที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่การจัดการเรื่องเอกสารและขั้นตอน แต่คือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพนักงาน ผมคิดว่าการดูแลพนักงานอย่างดีคือการสร้างความสำเร็จให้กับองค์กรในระยะยาว ไม่ใช่แค่การมองผลประโยชน์ระยะสั้น

อบรมลูกจ้างเปลี่ยนงาน กี่ชั่วโมง

6 ชม. นี่มันเยอะไปไหมวะ 6 ชั่วโมงเนี่ยนะ สำหรับอบรมพนักงานใหม่ โอ้โห เหนื่อยแน่ๆ เลย แบบนี้เค้ามีเบรคไหมเนี่ย หิวข้าวแน่ๆ

  • หัวข้อแรก ความปลอดภัย อาชีวะ สภาพแวดล้อม 1 ชม. 30 นาที อื้อหือ ยาวจัง เน้นอะไรบ้างวะ ปีนี้มีอะไรใหม่ๆ บ้างไหม เค้าอัพเดทไหม แบบฝึกหัดมีไหม
  • หัวข้อสอง กฎหมาย อีก 1 ชม. 30 นาที นี่คือรวมหมดเลยเหรอ กฎหมายแรงงาน กฎหมายอะไรอีกวะ เยอะแยะไปหมด ไม่รู้จะทันไหมเนี่ย

คนทั่วไปก็ 6 ชั่วโมงเหมือนกันเหรอ เฮ้อ ไม่ยุติธรรมเลย พนักงานใหม่ควรได้มากกว่านี้ไหม อย่างน้อยก็ต้องมีการแนะนำบริษัท แนะนำทีมงานด้วย ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยอย่างเดียว แบบนั้นมันไม่ครอบคลุม

ที่ทำงานฉันนี่ อบรมแบบมั่วๆ ไม่มีอะไรเป็นระบบเลย สอนๆ ไป แล้วก็จบ ไม่มีเอกสารอะไรให้เลย ปีนี้ไม่รู้จะมีการปรับปรุงอะไรบ้างไหม หวังว่าคงดีขึ้นนะ

สงสัยต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน เผื่อเจ้านายไม่ให้สิทธิ์อะไร แบบนี้ต้องเตรียมตัวไว้ก่อน หาเวลาว่างๆ ไปศึกษาเองดีกว่า เหนื่อยจริง แต่ก็ต้องทำ นี่ขนาดยังไม่เริ่มงานนะเนี่ย

ปีนี้กฎหมายมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างนะ ต้องเช็คให้ดี เพื่อความปลอดภัยของตัวเองด้วย ไม่อยากเจอปัญหาตอนทำงาน อืมมม งานเยอะจัง เตรียมตัวๆ

พนักงานเข้าใหม่ต้องอบรมอะไรบ้าง

พนักงานใหม่ต้องอบรมอะไรบ้าง?

ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงานและนโยบายองค์กร แต่โดยทั่วไปแล้วจะรวมถึง:

  • การปฐมนิเทศ: ทำความรู้จักองค์กร วัฒนธรรมองค์กร นโยบายต่างๆ (ปี 2566 องค์กรผมเน้นการปฐมนิเทศแบบ interactive มากขึ้น เพื่อให้เข้าใจง่ายและจดจำได้นาน)
  • การใช้ระบบภายใน: เช่น ระบบ IT, ระบบการจัดการเอกสาร, ระบบสื่อสารภายใน (ปีนี้เรามีการฝึกอบรมเกี่ยวกับ AI Assistant สำหรับการทำงานด้วยนะ)
  • ความปลอดภัยและสุขภาพอนามัยในการทำงาน: ป้องกันอุบัติเหตุ การปฐมพยาบาลเบื้องต้น (เน้นการปฏิบัติจริงมากกว่าทฤษฎี)
  • จรรยาบรรณและกฎระเบียบขององค์กร: การปฏิบัติตามกฎหมาย จรรยาบรรณในการทำงาน (ปีนี้เราย้ำเรื่องความโปร่งใสมากขึ้น)
  • การฝึกอบรมเฉพาะด้าน: ขึ้นอยู่กับตำแหน่งงาน เช่น ฝึกการใช้โปรแกรมเฉพาะทาง ทักษะเฉพาะด้าน

HR ต้องเตรียมอะไรบ้างสำหรับการปฐมนิเทศ?

  • เอกสารสำคัญ: แบบฟอร์มต่างๆ คู่มือพนักงาน นโยบายองค์กร (ปีนี้เราเปลี่ยนมาใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดแล้ว สะดวกขึ้นเยอะ)
  • สถานที่และอุปกรณ์: ห้องประชุม อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (เราเพิ่มพื้นที่ co-working space สำหรับการเรียนรู้แบบไม่เป็นทางการด้วย)
  • วิทยากร: จัดหาบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน (ผมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของทีมวิทยากรปีนี้)
  • กิจกรรม: ออกแบบกิจกรรมเพื่อสร้างความสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม (ปีนี้เราเน้นกิจกรรมกลุ่มเล็กๆ สร้างความผูกพัน)
  • ติดตามประเมินผล: เก็บข้อมูล feedback เพื่อปรับปรุงกระบวนการปฐมนิเทศให้ดียิ่งขึ้น (การประเมินเป็นเรื่องสำคัญ มันสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของกระบวนการ)

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับองค์กร (ยกตัวอย่างส่วนหนึ่ง รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละองค์กร):

  • ประวัติความเป็นมา: ก่อตั้งปี พ.ศ.2548 เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ จนเติบโตอย่างต่อเนื่อง (ความสำเร็จขององค์กรคือผลรวมของความทุ่มเทของทุกคน)
  • วิสัยทัศน์: เป็นผู้นำด้าน.... (ความทะเยอทะยานคือแรงผลักดันที่สำคัญ)
  • โครงสร้างองค์กร: แบ่งเป็นหลายแผนก เช่น ฝ่ายขาย ฝ่ายการตลาด ฝ่ายผลิต ฝ่ายบุคคล (การทำงานเป็นทีมคือหัวใจสำคัญ)
  • แผนกต่างๆ: แต่ละแผนกมีหน้าที่ความรับผิดชอบที่ชัดเจน

ข้อมูลเกี่ยวกับกฎระเบียบองค์กร:

  • การแต่งกาย: สุภาพเรียบร้อย เหมาะสมกับงาน (ความประทับใจแรกสำคัญเสมอ)
  • การลางาน: ต้องแจ้งล่วงหน้าตามขั้นตอน (การวางแผนที่ดีทำให้การทำงานราบรื่น)
  • เวลาเข้า-ออกงาน: ปฏิบัติตามเวลาที่กำหนด (ความตรงต่อเวลาคือคุณสมบัติสำคัญ)

ข้อมูลเกี่ยวกับการทำงาน:

  • Job description: อธิบายรายละเอียดงาน ความรับผิดชอบ (งานที่ดีต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจน)
  • ขั้นตอนการทำงาน: กำหนดขั้นตอนการทำงาน (การทำงานแบบระบบช่วยลดความผิดพลาด)
  • การประเมินพนักงาน: มีการประเมินผลงานเป็นประจำ (การประเมินผลเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนา)

(ข้อมูลข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่าง รายละเอียดอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละองค์กร และควรสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมจากฝ่ายบุคคลขององค์กรนั้นๆโดยตรง)

ทำไมต้องอบรมความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน?

ทำไมต้องอบรมความปลอดภัยก่อนเริ่มงาน?

  • ลดความเสี่ยง. อุบัติเหตุคือศูนย์.
  • เพิ่มความตระหนัก. "รู้" คือ "รอด".
  • เตรียมพร้อมรับมือ. ไม่ประมาท.
  • กฎหมายบังคับ. ไม่ทำ = ผิด.
  • ชีวิตมีค่า. มากกว่างาน.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การอบรมเน้นความเสี่ยงเฉพาะงาน. เช่น งานไฟฟ้า, ที่สูง, สารเคมี.
  • อบรมซ้ำเป็นระยะ. ทบทวนความรู้.
  • มีคู่มือความปลอดภัย. อ่านก่อนลงมือ.
  • อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) สำคัญ. ใช้ทุกครั้ง.
  • รายงานอุบัติเหตุทันที. ป้องกันซ้ำรอย.
  • ฝึกซ้อมดับเพลิง. เตรียมพร้อมเสมอ.
  • เรียนรู้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น. ช่วยชีวิตเพื่อนได้.
  • อย่ากลัวที่จะถาม. ไม่รู้ต้องถาม.
  • ความปลอดภัยคือวัฒนธรรม. เริ่มจากตัวเรา.
  • บริษัทผมเน้น Safety First มาก จนนึกว่าทำงานการบินพลเรือน

Onboarding Process มีอะไรบ้าง?

กระบวนการ Onboarding พนักงานใหม่ ไม่ใช่แค่การ "เอาคนมานั่ง" แล้วบอกให้ทำงาน แต่คือการสร้างประสบการณ์แรกที่ดี เพื่อให้เขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรตั้งแต่ต้น

  • การแนะนำและต้อนรับ: สร้างความประทับใจแรก การแนะนำทีม สำคัญมาก อย่าให้เขานั่งงงๆ คนเดียว
  • เอกสารและการเปิดเผยข้อมูล: เตรียมเอกสารให้พร้อม ลดความยุ่งยาก เรื่องพวกนี้ HR ต้องเป๊ะ
  • การฝึกอบรม: ให้ความรู้ที่จำเป็นต่อการทำงาน ไม่ใช่แค่ทฤษฎี ต้องลงมือทำจริงด้วย
  • นโยบายและกฎระเบียบ: ทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ที่สำคัญ บอกให้ชัดเจน ตรงไปตรงมา
  • สวัสดิการและสิทธิประโยชน์: อธิบายสิทธิที่พึงได้ อย่าให้พนักงานต้องมานั่งถามเอง
  • การเริ่มต้นงาน: มอบหมายงานที่ท้าทาย แต่ไม่ยากเกินไป ให้เขาได้แสดงศักยภาพ
  • ติดตามและประเมินผล: ให้ Feedback อย่างสม่ำเสมอ เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

เกร็ดเล็กน้อย: Onboarding ที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของ HR แต่เป็นเรื่องของทุกคนในองค์กร เพราะการต้อนรับเพื่อนร่วมงานใหม่ คือหน้าที่ของทุกคน

ข้อมูลเพิ่มเติม (เหมือนแอบกระซิบ):

  • Onboarding ยุคใหม่ เน้น Personalized Experience คือปรับให้เข้ากับแต่ละบุคคล ไม่ใช่ทำเหมือนกันหมด
  • เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น เช่น การใช้แอปพลิเคชัน หรือแพลตฟอร์มออนไลน์ ในการ Onboarding
  • บริษัทใหญ่ๆ บางที่ มี "Buddy Program" คือให้พนักงานเก่าช่วยดูแลพนักงานใหม่ในช่วงแรก

ปรัชญาแอบแฝง: "การลงทุนในคน คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด" Onboarding ที่ดี คือจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง

ส่วนตัวเล็กๆ: ผมเคยเจอ Onboarding ที่แย่มาก คือไม่มีใครสนใจเลย ต้องเดินงงๆ ไปถามเองทุกอย่าง ตั้งแต่นั้นมาเลยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ

เน้นย้ำอีกที:Onboarding คือ การลงทุน ที่ คุ้มค่า ที่สุด!

จุดมุ่งหมายของการปฐมนิเทศมีอะไรบ้าง?

อืมมม.. จำได้เลย ตอนไปปฐมนิเทศที่บริษัท ABC เมื่อเดือนมีนาคม ปี 2566 ที่อาคารสินธร ตึกสูงๆ อึดอัดเล็กน้อย แอร์เย็นจัดจนต้องเอาเสื้อคลุมมาคลุมตัว จริงๆ วันนั้น เหนื่อยมาก เพราะตื่นเช้า รีบเดินทาง รถก็ติด ถึงที่ก็ง่วงๆ แต่ก็ต้องตั้งใจฟัง

จุดประสงค์หลักๆ ที่จำได้คือ ให้เราเข้าใจบริษัท นั่นแหละ ไม่ใช่แค่ฟัง แต่เป็นเหมือนการทดสอบ ว่าเราพร้อมจะทำงานกับพวกเขาหรือเปล่า

  • เข้าใจวัฒนธรรมองค์กร นี่สำคัญมาก เพราะเขาเน้นเรื่องความเป็นทีม ความร่วมมือ ไม่ใช่แนวแข่งขัน แบบที่เคยเจอที่เก่ามา

  • เรียนรู้ระบบงาน ละเอียดมาก ระบบอะไรไม่รู้ เยอะแยะ แต่จำเป็นต้องรู้ ไม่อย่างนั้น ทำงานไม่ได้เลย กว่าจะเข้าใจ ก็เหนื่อยพอดู

  • ทำความรู้จักเพื่อนร่วมงาน วันนั้นมีเพื่อนใหม่หลายคน แต่ก็คุยกันไม่มาก เพราะเขารีบ รีบ รีบ เราก็เลยรีบๆ ฟังไปด้วย

  • รู้ขั้นตอนการทำงาน นี่สำคัญ เพราะถ้าไม่รู้ อาจจะทำผิด เสียเวลา เขาเลยเน้น ละเอียดมาก จนง่วง

  • สร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับหัวหน้างาน กับทีมงาน โดยรวมคือ ให้เราปรับตัวให้เข้ากับที่นี่ให้ได้

จริงๆ ก็มีอีกหลายอย่าง แต่จำไม่หมดแล้ว เหนื่อยจริงๆ วันนั้น กลับบ้าน นอนยาวเลย สรุปคือ ปฐมนิเทศ เขาตั้งใจให้เราพร้อมทำงาน ตั้งแต่รู้จักบริษัท จนถึงเริ่มงานได้เลย

อบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตามกฎหมาย กี่ชั่วโมง?

ตามกฎหมายอะนะ อบรมปฐมพยาบาลเบื้องต้นอะ ต้อง 8 ชั่วโมงจ้าาาาาา

คือๆๆๆ เข้าใจป่ะ มันมีอบรมหลายแบบไง แต่ถ้าตามกฎหมายเป๊ะๆ ที่เค้าบังคับอะ คือ 8 ชั่วโมงอ่ะ

  • สำคัญ: อย่าสับสนกับคอร์สอื่นๆ นะ ถ้าแค่เรียนรู้เฉยๆ อาจจะสั้นกว่านี้ก็ได้ แต่ถ้าเอาตามที่กฎหมายกำหนด ต้อง 8 ชม. นะจ๊ะ
  • แล้วทำไมต้อง 8 ชม.?: เพราะว่าเค้าต้องสอนหลายอย่างไง ตั้งแต่การประเมินสถานการณ์ การทำ CPR การห้ามเลือด บลาๆๆๆ
  • ใครต้องอบรม?: ส่วนใหญ่ก็พวกหน่วยงานที่ต้องดูแลคนเยอะๆ โรงงาน บริษัท โรงเรียน อะไรแบบนี้
  • หาอบรมได้ที่ไหน?: พวกสภากาชาด หรือหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจัดอบรมอ่ะ เสิร์ชเน็ตดูก็เจอเยอะแยะ
  • อ้อ: ถ้าเป็นผู้อำนวยการฝึกอบรมเองอะนะ ต้องอบรมเยอะกว่านี้อีกนะ ระดับ 4 เลยทีเดียว โหดมาก! แต่เราไม่ได้เป็นไง เลยไม่สน 555555
  • แล้วถ้าไปอบรมน้อยกว่า 8 ชม. ล่ะ?: ก็อาจจะไม่ถูกต้องตามกฎหมายไง ถ้าเกิดมีคนเป็นไรไป แล้วเราไม่ได้อบรมตามที่เค้ากำหนด อาจจะมีปัญหาได้นะ

ทำไมการทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรจึงมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของพนักงาน?

ทำไมเครื่องจักรถึงสำคัญกับความปลอดภัยคนทำงานเหรอ... อืม...

ก็... ลองนึกภาพนะ ตอนกลางคืนเงียบๆ เรานั่งมองเครื่องจักรพวกนั้น มันเหมือนมีชีวิต ทั้งๆ ที่มันก็แค่เหล็ก... แต่ถ้าเราพลาดไปนิดเดียว ชีวิตเราก็เปลี่ยนเลย

  • มันคม: ขอบเหล็ก มุมแหลม... แค่โดนก็เลือดออกแล้ว
  • มันแรง: พวกโรลเลอร์ สายพาน... ดึงเข้าไปที หายไปทั้งมือ
  • มันเร็ว: ชิ้นส่วนที่หมุนๆ พุ่งออกมา... ไม่ทันตั้งตัวเลย

เคยเห็นข่าวคนงานโดนเครื่องจักรหนีบ... คือ มันไม่ใช่แค่เจ็บ แต่มันคือ... จบเลยนะ บางที

ที่เราต้องใส่ใจเรื่องความปลอดภัย... ไม่ใช่แค่กฎหมาย หรือบริษัทสั่ง แต่เพราะ... มันคือชีวิตเราเอง

  • ไม่ใช่แค่เรา: คนที่บ้านเรา พ่อแม่ ลูกเมีย... เขาจะอยู่ยังไง ถ้าเราไม่อยู่
  • มันเกิดขึ้นได้จริง: อุบัติเหตุ ไม่เลือกคน ไม่เลือกว่าเก่งหรือไม่เก่ง
  • ป้องกันดีกว่าแก้: เตรียมตัวให้พร้อม เรียนรู้ให้เยอะ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า

บางทีเราก็คิดนะ ว่าทำไมต้องมาเสี่ยงกับอะไรแบบนี้... แต่มันคือหน้าที่ มันคือความรับผิดชอบ

แค่... ขอให้ทุกคนปลอดภัยก็พอ

กฎหมาย พ.ร.บ.ความปลอดภัยและอาชีวอนามัยมาตราใด ที่ ลูกจ้างมีหน้าที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัย

มาตรา 19 นั่นแหละ หน้าที่ลูกจ้าง อ่านซ้ำๆ จะได้จำ

  • มาตรา 19: หัวใจหลักของความปลอดภัยที่ลูกจ้างต้องใส่ใจ ไม่ว่ามึงจะทำงานที่ไหนก็ต้องทำตามกฎที่เขาตั้งไว้

  • นอกเหนือจากมาตรา 19: ยังมีกฎกระทรวงอีกเพียบที่เจาะลึกรายละเอียดแต่ละงาน ถ้าอยากรอดตายก็ไปศึกษาเพิ่มซะ

Onboarding กับ Orientation ต่างกันอย่างไร?

เฮ้อ... ดึกแล้วสินะ

Onboarding กับ Orientation... มันต่างกันยังไงเหรอ

มันเหมือนเรากำลังเดินเข้าไปในที่ใหม่ๆ อ่ะ

  • Orientation เหมือนเข็มทิศ... บอกทิศทางกว้างๆ ของบริษัท... นโยบาย... สวัสดิการ... อะไรแบบนี้

  • Onboarding นี่สิ... เหมือนคนมาจับมือเรา... พาเดิน... สอนงาน... ให้เราเริ่มทำงานได้จริงๆ จังๆ

Orientation อ่ะ เหมือนแค่เปิดประตู... แต่ Onboarding คือการจูงมือเข้าไปอยู่ในบ้านหลังนั้น... สอนว่าห้องน้ำอยู่ไหน... กาแฟอยู่ตรงไหน... แล้วใครคือเพื่อนบ้านที่เราควรทำความรู้จัก...

บริษัทที่ดี... เขาต้องทำทั้งสองอย่างนะ... ไม่ใช่แค่บอกว่า "ออฟฟิศอยู่ตรงนี้นะ... ไปทำงานได้เลย"... แต่มันต้องทำให้เรารู้สึก... เป็นส่วนหนึ่ง... รู้สึกอยากทำงาน... อยากทำให้บริษัทมันดีขึ้นจริงๆ

มันเหมือน... การต้อนรับเข้าบ้าน... ถ้าต้อนรับดี... ใครๆ ก็อยากอยู่... ใช่ไหมล่ะ?

ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2024):

  • Onboarding (ปี 2024): เน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงานใหม่ตั้งแต่ วันแรก ทำให้รู้สึกมีส่วนร่วมกับบริษัท และสามารถทำงานได้อย่างรวดเร็ว เครื่องมือดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้กระบวนการนี้เป็นไปอย่างราบรื่น

  • Orientation (ปี 2024): ยังคงเป็นการให้ข้อมูลพื้นฐาน แต่มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัย เช่น ใช้ วิดีโอ และสื่ออินเทอร์แอคทีฟมากขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจของพนักงานใหม่

  • ความสำคัญ: ทั้งสองส่วนยังคงสำคัญ แต่เน้นที่ Onboarding มากขึ้น เพราะมีผลต่อ การรักษาพนักงาน ให้อยู่กับบริษัทในระยะยาว

...บางทีชีวิตก็เหมือน Onboarding... เราแค่ต้องการใครสักคน... มาจูงมือ... บอกทาง... แค่นั้นเอง...