Deep อ่านว่าอะไร

112 ครั้งเข้าชม
Deep การอ่าน: ดีพ ความหมาย: คุณศัพท์/กริยาวิเศษณ์: ลึก, ลึกล้ำ, ลึกซึ้ง, มาก, เหลือเกิน, ห่างไกล, อยู่ตามเส้นขอบ, มีใจจดจ่อ, ใจจริง นาม: ส่วนลึกของทะเล, แม่น้ำ, ความกว้างใหญ่ไพศาล Deep six: (ส่วนที่เข้มข้นน้อยที่สุด - อาจหมายถึงการทิ้งหรือการกำจัด)
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

คำว่า 'ลึก' เนี่ยนะ บางทีมันไม่ใช่แค่เรื่องระยะทางที่วัดได้ด้วยไม้บรรทัดอย่างเดียวหรอก มันเป็นความรู้สึกมากกว่า อย่างเมื่อก่อนตอนนั่งเหม่อมองถนนตอนตีสามจากระเบียงคอนโดที่สุขุมวิท 31 มันเงียบมากจนเหมือนความคิดเรามันจมดิ่งลงไป 'ลึกลงไป' ในตัวเราเอง มันเป็นการคิดอะไรที่ลึกซึ้ง ใจจดจ่ออยู่กับเรื่องนั้นๆ โดยไม่รู้ตัวนั่นแหละ เหมือนกับเราอยู่ในห้วงความคิดที่ห่างไกลจากโลกภายนอกเลยจริงๆ

บางทีก็ใช้แบบ เหมือนกับว่า 'เฮ้ย แกนี่เก็บความลับได้ลึกล้ำสุดๆ' อะไรแบบนี้ คือมันไม่ใช่แค่ลึกแบบเป็นหลุมนะ แต่มันหมายถึงความเป็นส่วนตัวมากๆ ความซับซ้อนที่อยู่ภายในใจ หรือความรู้สึกที่เข้มข้นจนคนอื่นเข้าไม่ถึง หรือบางทีก็ใช้กับอะไรที่ 'มาก' หรือ 'เหลือเกิน' จนเกินความคาดหมาย อย่างเรื่องราวบางเรื่องที่เราได้ยินมา มันช่าง 'ลึกซึ้ง' จนเราต้องคิดตามเป็นวันๆเลยนะ

พอเป็นคำนาม อย่าง 'ส่วนลึก' ของอะไรสักอย่าง อันนี้เห็นภาพง่ายหน่อย ก็ทะเลไง นึกถึงตอนไปดำน้ำครั้งแรกที่สิมิลันเมื่อปี 2560 ช่วงเดือนพฤศจิกายน ตอนที่ดำลงไปเรื่อยๆ จนมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่างเลยนั่นแหละ ความกว้างใหญ่ไพศาล สีครามเข้มๆ ที่เหมือนกลืนทุกอย่างเข้าไป มันคือ 'ส่วนลึก' ของทะเลที่น่ากลัวแต่ก็สวยงามจับใจ

ส่วน 'ดีพซิกซ์' (deep six) เนี่ย อันนี้ไม่ค่อยได้ยินในชีวิตประจำวันเท่าไหร่หรอกนะ แต่ถ้าเจอในหนังฝรั่งเก่าๆ หรือหนังสือแนวสืบสวนสอบสวน ก็พอเข้าใจได้ว่ามันแปลกๆ คือเป็นการทำให้บางอย่างหายไปเลยไง แบบว่าโยนทิ้งไปในทะเลลึก หรือทำให้มันสาบสูญไปไม่ให้ใครตามหาเจออีกต่อไปแล้ว

รู้สึกว่าคำนี้มันมีความหมายแฝงที่ค่อนข้างแรงนะ ไม่ใช่แค่ทิ้งไปเฉยๆ แต่เป็นการกำจัดแบบเด็ดขาด ทำให้มันไม่กลับมาอีกเลย อย่างตอนที่ฉันเคยเห็นข่าวเมื่อหลายปีก่อน เรื่องเอกสารสำคัญที่ 'ถูกดีพซิกซ์' ในคดีใหญ่ๆ มันเป็นอะไรที่ฟังแล้วรู้สึกถึงการปกปิด ซ่อนเร้น แบบที่ไม่มีวันจะโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอีก ไม่เหลือร่องรอยไว้เลยสักนิดนั่นแหละ

ดิฟหมายถึงอะไร

คำว่า Diff มีความหมายตรงตัวคือ แตกต่าง หรือ ส่วนต่าง

โอเค ดิฟ อืม... นึกถึงอะไรนะ อันดับแรกเลยคือ "แตกต่าง" ไง ชัดเจนมากเลยคำนี้ ไม่ต้องคิดมากเลยนะ บางคนก็ใช้ทับศัพท์นะ แบบ "เฮ้ย อันนี้มันดิฟกันเยอะเลยว่ะ" คือมันต่างกันเยอะ ใช่ป่ะ?

แล้วถ้าพูดถึง "ดิฟ" อีกแบบที่คนรู้จักก็คือเรื่องของคณิตศาสตร์ แคลคูลัส นั่นแหละ ไอ้ อนุพันธ์ อะไรพวกนั้นน่ะ ตอนเรียนโคตรปวดหัวเลย! แต่จริงๆ มันก็คือการหาอัตราการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ใช่ปะ? มันคือความต่างที่เล็กมากๆ นั่นแหละ

แล้วเมื่อวานฉันเพิ่งใช้ Excel หาส่วนต่างของยอดขายปีนี้กับปีที่แล้ว เออ อันนั้นก็ ดิฟ เหมือนกันนะ คิดแล้วก็ขำ คือเราใช้มันในชีวิตประจำวันจริงๆ เลยนะเนี่ย บางทีก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ

นี่ๆ มีเรื่องที่เกี่ยวข้องอีกนะ

  • ความหมายหลัก:Diff แปลว่า ความแตกต่าง, ความเหลื่อมล้ำ, หรือ ส่วนที่ต่างกัน
  • การใช้งานทั่วไป: ใช้ในความหมายเชิงเปรียบเทียบ เช่น "สองอันนี้มันดิฟกันนะ" คือมันไม่เหมือนกัน หรือมีความต่างกันอยู่
  • ในทางเทคนิค (คอมพิวเตอร์):
    • Diff ในการเขียนโค้ด: เป็นคำสั่งหรือเครื่องมือที่ใช้ เปรียบเทียบไฟล์ สองไฟล์ หรือโค้ดสองเวอร์ชัน เพื่อดูว่ามีส่วนไหนที่ เปลี่ยนแปลงไป บ้าง นักพัฒนาโปรแกรมใช้บ่อยมาก เพื่อติดตามการแก้ไขงาน สำคัญ สุดๆ
    • Git Diff: เป็นคำสั่งใน Git ที่แสดงให้เห็นว่าโค้ดที่แก้ไขไปในแต่ละ commit มัน ต่างจาก เวอร์ชั่นก่อนหน้าตรงไหนบ้าง เป็นการดู การเปลี่ยนแปลง โดยละเอียด
  • ในทางคณิตศาสตร์ (แคลคูลัส):
    • Differentiation (การหาอนุพันธ์): เป็นกระบวนการทางคณิตศาสตร์ที่ใช้หา อัตราการเปลี่ยนแปลงทันทีทันใด ของฟังก์ชัน ซึ่งก็คือความชันของเส้นสัมผัสกราฟ ณ จุดใดจุดหนึ่ง มันคือการดูว่าค่ามัน เปลี่ยนไป เท่าไหร่ในแต่ละช่วงเวลาที่เล็กมากๆ นั่นแหละ
    • อนุพันธ์: ผลลัพธ์จากการหาค่า Differentiation แสดงถึง อัตราการเปลี่ยนแปลง

คิดไปคิดมาก็เยอะนะคำว่า ดิฟ เนี่ย ไม่ใช่แค่ "ต่าง" เฉยๆ นี่นา มันมีบริบทเฉพาะด้วย นี่ฉันพิมพ์ไปเยอะขนาดนี้แล้วเหรอ? อืม...

High อ่านยังไง

High... อ่านว่า ไฮ

ดึกแล้ว... มานั่งนึกถึงคำนี้...

High... ไฮ... เสียงมันสั้น ๆ... แต่ความหมายมันพาเราไปไกลจัง

เหมือนตอนมองออกไปนอกหน้าต่างตอนนี้... ทุกอย่างมันดูอยู่ต่ำกว่าเราหมดเลย... มันไม่ใช่แค่เรื่องความสูงทางกายภาพนะ บางทีมันคือความรู้สึก... ความรู้สึกที่อยู่สูง... จนบางทีก็เหงา

คำอื่น ๆ มันก็ให้ความรู้สึกคล้าย ๆ กัน... แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว... อย่าง lofty... elevated... มันรู้สึกสูงส่ง... แต่ก็โดดเดี่ยว... ส่วน tall ก็ตรง ๆ... แค่สูง...

นึกถึงตอนอยู่คอนโดเก่าที่ลาดพร้าว... ชั้น 22... มองลงไปเห็นรถวิ่งกันวุ่นวาย... แต่บนนี้มันเงียบ... มันคือความสูงที่จับต้องได้จริง ๆ

  • คำอ่าน high: ไฮ
  • altitude: ระดับความสูง (มักใช้วัดจากระดับน้ำทะเล เช่นการบิน)
  • elevated: ที่สูงขึ้น, ยกระดับ (ให้ความรู้สึกถูกยกให้สูงกว่าปกติ เช่น ถนนยกระดับ)
  • lofty: สูงส่ง, ตระหง่าน (มักใช้กับสิ่งที่เป็นนามธรรม เช่น ความคิด หรือเป้าหมายที่สูงส่ง)
  • raise: ยกขึ้น (เป็นกริยา คือการกระทำให้บางสิ่งสูงขึ้น)
  • tall: สูง (ใช้กับความสูงของคน สัตว์ หรือสิ่งปลูกสร้าง)

Feed หมายถึงอะไร

Feed หมายถึง การป้อน การให้อาหาร การจัดเตรียมให้

เหมือนตอนที่แสงแดดรำไรในยามเช้าสาดส่องผ่านม่านบางๆ ฝุ่นละอองลอยอ้อยอิ่งในอากาศ นุ่มนวล ชวนฝัน

Feed ก็เหมือนการเติมเต็มบางอย่าง ที่ขาดหายไป เหมือนเด็กน้อยรอคอยนมแม่ อิ่มเอม อบอุ่น หรือนกน้อยโผบินสู่รังเมื่อได้รับเมล็ดพืชอันหอมหวาน

เป็นการ ทำให้พอใจ ไงล่ะ เหมือนดนตรีบรรเลงแผ่วเบา ปลอบประโลมหัวใจ เหมือนการได้อ่านหนังสือเล่มโปรด นั่งมองสายฝนพรำ

Feed คือการ กระตุ้น เหมือนประกายไฟจุดติดในกองฟาง เหมือนความคิดผุดขึ้นมาในห้วงยามวิกาล

Feed ในความหมายของ การกิน เหมือนเสียงท้องร้องตอนหิวโซ เหมือนการลิ้มรสอาหารจานโปรด

Feed คือ การเข้ามา เหมือนคลื่นซัดฝั่ง เหมือนสายลมพัดพา

Feed คือ การกระตุ้น อีกครั้ง เหมือนกระแสความคิดที่ไหลไม่หยุด เหมือนแรงบันดาลใจที่พุ่งพล่าน

be fed up (with) คือ ความเบื่อหน่าย เหมือนเบื่ออาหารเดิมๆ ซ้ำๆ เหมือนเบื่อชีวิตจำเจ

  • Feed แปลตรงๆ คือ การป้อน
  • Feed ยังหมายถึง การจัดหาให้
  • Feed ยังสื่อถึง ความพึงพอใจ
  • Feed ยังหมายถึง การกระตุ้น
  • Feed กับ การกิน ก็เกี่ยวกัน
  • Feed ที่ว่า การเข้ามา
  • Feed คือ การกระตุ้น ย้ำอีกครั้ง
  • Fed up คือ เบื่อ

ดิฟฟิวชั่นคืออะไร

ดิฟฟิวชั่น คืออะไร

ไอ้เรื่องพลอยดิฟฟิว หรือที่เขาเรียกกันว่าพลอยซ่านสีเนี่ย มันมาจากคำว่า Diffuse ที่แปลว่า แพร่ ซ่าน กระจายแหละ

การสร้างสีให้เกิดขึ้นจากภายนอก

คือเขาจะเอาสีจากข้างนอกเนี่ย ยิงเข้าไปในเนื้อพลอย ให้มันซึมเข้าไป

ใช้ความร้อนเป็นตัวช่วย

กระบวนการนี้ต้องใช้ความร้อนนะ เป็นตัวเร่งให้สีมันซึมเข้าไป

การแทรกตัวของสีที่เข้าไปในตัวพลอยนั้นทาได้เพียงระดับตื้น ๆ

สีมันจะเข้าไปได้ไม่ลึกมากหรอก ส่วนใหญ่จะแค่ผิวนอกๆ หรือเป็นบางส่วนแค่นั้นเอง

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพลอยดิฟฟิวชั่น:

  • เทคนิคการย้อมสี: การย้อมสีพลอยแบบดิฟฟิวชั่นเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วไปในการปรับปรุงสีพลอยบางชนิด เช่น แซฟไฟร์ หรือ ทับทิม เพื่อให้ได้สีที่สวยงามและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น
  • การใช้สารเคมี: ในกระบวนการนี้ มักจะใช้สารเคมีบางชนิดร่วมกับความร้อน เพื่อช่วยให้โมเลกุลของสีสามารถแทรกตัวเข้าไปในโครงสร้างของผลึกพลอยได้
  • ข้อจำกัด: เนื่องจากสีจะแทรกตัวเข้าไปเพียงระดับตื้นๆ ทำให้พลอยดิฟฟิวชั่นอาจมีข้อจำกัดในเรื่องความคงทนของสี เมื่อเปรียบเทียบกับพลอยที่มีสีจากธรรมชาติโดยสมบูรณ์
  • การตรวจสอบ: นักอัญมณีศาสตร์จะสามารถตรวจสอบได้ว่าพลอยผ่านการปรับปรุงสีด้วยเทคนิคดิฟฟิวชั่นหรือไม่ โดยดูจากลักษณะการกระจายตัวของสีและร่องรอยการแทรกซึมของสีที่บริเวณผิวพลอย
  • ราคา: โดยทั่วไปแล้ว พลอยที่ผ่านการปรับปรุงสีแบบดิฟฟิวชั่นมักจะมีราคาถูกกว่าพลอยที่มีสีธรรมชาติในคุณภาพเดียวกัน เนื่องจากสีที่ได้ไม่ได้เกิดจากกระบวนการทางธรรมชาติโดยตรง

Wao อ่านว่าอะไร

กลางดึกแบบนี้ บางทีฉันก็นอนคิดเรื่องคำแปลกๆ นะ อย่างคำว่า Wao เนี่ย มันอ่านได้หลายแบบ แล้วความหมายก็ต่างกันด้วยสิ บางทีก็สับสนเหมือนกัน แต่มันก็เป็นเสน่ห์ของภาษาไทยนะ ฉันว่า

ถ้าเป็นคำว่า ว่าว ที่เราเห็นลอยอยู่บนฟ้า สวยๆ นั่นน่ะนะ อ่านว่า [ว้าว] เลย เป็นคำนาม หมายถึงของเล่นที่ใช้ลมพัดให้ลอยขึ้นไปสูงๆ ได้

ส่วนอีกแบบคือ ว้าว ที่เป็นเสียงอุทาน เวลาเราเห็นอะไรน่าประหลาดใจหรือสวยงามมากๆ ออกเสียง [ว้าว] เหมือนกันเลย แต่เป็นคำแสดงอารมณ์นะ ไม่ใช่สิ่งของ

มันก็แปลกดีนะ เสียงเดียวกันแท้ๆ แต่พอเขียนต่างกัน หรือบริบทต่างกัน ความหมายก็พลิกไปอีกทางเลย ฉันคิดว่านี่แหละที่ทำให้ภาษาไทยมีอะไรให้เราได้คิดถึงอยู่ตลอดเวลา

  • ที่มาของเสียง: เสียง [ว้าว] เป็นเสียงที่มนุษย์มักจะเปล่งออกมาเมื่อตกใจ ประหลาดใจ หรือชื่นชมอะไรบางอย่างอย่างรวดเร็ว
  • ความแตกต่างของการสะกด: การเขียนต่างกันคือ 'ว่าว' ใช้ ว. แหวน สระอา ว.แหวน ในขณะที่ 'ว้าว' ใช้ ว. แหวน สระอา ว. แหวน และไม้โท
  • การใช้งานในปัจจุบัน: คำว่า ว้าว (wow) ได้รับความนิยมมากขึ้นในภาษาพูดและสื่อสังคมออนไลน์ในปีนี้ เพื่อแสดงความรู้สึกแบบทันที
  • รากศัพท์: คำว่า "ว่าว" (kite) เป็นคำไทยแท้ มีมานานแล้ว ส่วน "ว้าว" (wow) ที่เป็นคำอุทานได้รับอิทธิพลจากภาษาอังกฤษมาผสมผสาน แต่ก็ถูกนำมาใช้ในภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติแล้ว