เงินสมทบชราภาพเบิกก่อนอายุ55ได้ไหม
คำถาม?
เรื่องเงินชราภาพจากประกันสังคมนี่นะ มันคาใจมานานแล้วแหละว่าเราจะเอาออกมาใช้ก่อนอายุ 55 ได้ไหม โอ๊ย บางทีมันก็อยากได้เงินก้อนนั้นมาหมุนก่อนไง ใครจะไปรอไหวตั้ง 55 ปีบริบูรณ์น่ะ
เท่าที่ฉันเคยไปถามๆ มานะ ก็คือสำนักงานประกันสังคมเขาบอกมาตรงๆ เลยว่าเงินสะสมส่วนนี้เนี่ย ที่เริ่มเก็บตั้งแต่ 31 ธันวาคม 2541 เป็นต้นไปน่ะ จะได้คืนก็ต่อเมื่อเราสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนแล้วนะ แล้วก็ต้องอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เป๊ะๆ เลยถึงจะเบิกได้
ฉันเคยเจอเพื่อนคนนึงนะ เขาลาออกจากงานที่โรงงานแถวลาดกระบังเมื่อต้นปี 2563 ตอนนั้นเขาก็ 52 เองแหละ เขาก็หวังจะเอาเงินชราภาพส่วนนึงมาใช้เป็นทุนค้าขายเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ทำไม่ได้ไง เพราะอายุยังไม่ถึง เขาก็บ่นว่ามันไม่ยืดหยุ่นเลยตอนนั้น
มันก็เป็นแบบนี้แหละ ถึงแม้ใจเราอยากให้มันใช้ได้ทันทีทันใด เวลาฉุกเฉินมันไม่มีใครรอได้หรอก แต่กฎมันก็คือกฎเนอะ จะไปเร่งมันก็ไม่ได้นี่นา เหมือนตอนฉันเองที่ต้องซ่อมบ้านครั้งใหญ่เมื่อปลายปี 2566 ค่าช่าง ค่าของ รวมๆ ก็หลายหมื่น ถ้าดึงเงินส่วนนี้มาช่วยได้คงดีกว่านี้เยอะเลย แต่ก็ทำใจ
นั่นแหละ บางทีก็คิดนะ ว่าถ้าเรามีเหตุจำเป็นจริงๆ เช่น ป่วยหนัก หรือลูกต้องใช้เงินเรียนกะทันหัน แบบที่เคยเห็นคนรู้จักลำบากตอนต้องหาเงินจ่ายค่าเทอมลูกเมื่อช่วงเปิดเทอมปีที่แล้ว มันก็ดูเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เงินเราเองกลับเบิกมาใช้ไม่ได้
สุดท้ายแล้ว มันก็เป็นเรื่องของกฎหมายนี่แหละ จะไปเปลี่ยนอะไรก็ยากเย็นแสนเข็ญ ฉันว่าเขาก็คงอยากให้มีเงินไว้ใช้ตอนแก่จริงๆ ไม่ใช่เอามาใช้หมดก่อนวัยอันควรล่ะมั้ง ก็ต้องเข้าใจไปตามนั้นแหละ.
เงินสมทบประกันสังคมเบิกได้ตอนไหน
โอ้ยยยย เรื่องนี้เพิ่งเจอมากับตัวสดๆ ร้อนๆ เลย พ่อผมเพิ่งอายุ 55 ปีบริบูรณ์ไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง แกออกจากงานประจำพอดี เลยต้องไปเดินเรื่องกันวุ่นวายเลย
ตอนแรกก็งงกันทั้งบ้าน ไปที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 9 แถวดินแดง คือคนเยอะมาก แล้วก็ไม่รู้จะเริ่มตรงไหน สรุปคือเจ้าหน้าที่บอกชัดเจนเลยว่าเงื่อนไขมันมีอยู่แค่ 2 ข้อหลักๆ จริงๆ
ข้อแรกคือ อายุต้องครบ 55 ปีบริบูรณ์ อันนี้ตรงตัวเลย ดูตามบัตรประชาชนได้เลย พ่อผมเป๊ะๆ พอดี
ข้อสองนี่แหละที่ทำหลายคนสับสน คือต้อง สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน แล้วด้วย หมายความว่าถ้ายังทำงานเป็นพนักงานบริษัทอยู่ (ม.33) ก็ยังเบิกไม่ได้นะ ต้องลาออกให้เรียบร้อยก่อน หรือถ้าใครส่ง ม.39 ต่อเอง ก็ต้องไปทำเรื่องแจ้งลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน ม.39 ก่อนเหมือนกัน ไม่งั้นยื่นเรื่องไปก็ไม่ผ่าน
ไม่ใช่ว่าอายุ 55 ปุ๊บแล้วเดินไปเอาเงินได้เลยนะ ต้องรอให้นายจ้างแจ้งชื่อเราออกจากระบบก่อน หรือเราไปแจ้งออกเองให้สถานะมันอัปเดตก่อน ถึงจะไปยื่นเรื่องขอรับเงินชราภาพได้จริง ๆ ตอนนั้นก็ปวดหัวเหมือนกัน ต้องรอเอกสารยืนยันจากที่ทำงานเก่าของพ่อด้วย
พอเงื่อนไขครบทั้งสองอย่างแล้ว ก็เตรียมเอกสารไปยื่นได้เลย ของพ่อผมยื่นเรื่องไปประมาณเดือนเมษา ตอนนี้ก็รอเงินเข้าบัญชีอยู่
เงื่อนไขหลักคือ อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และ ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน ในระบบแล้ว (ทั้งมาตรา 33 และ 39)
เงินที่ได้จะแบ่งเป็น 2 แบบ คือ บำเหน็จชราภาพ (ได้เงินก้อน) สำหรับคนที่ส่งเงินสมทบไม่ครบ 180 เดือน
อีกแบบคือ บำนาญชราภาพ (ได้เงินรายเดือนไปตลอดชีวิต) สำหรับคนที่ส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (หรือ 15 ปี) ขึ้นไป
ยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน หรือยื่นผ่านระบบออนไลน์ SSO e-Self Service ก็ได้ สะดวกดี
เอกสารที่ต้องใช้หลักๆ ก็มีแค่แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส. 2-01), สำเนาบัตรประชาชน, แล้วก็สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารหน้าแรกที่จะให้เงินโอนเข้า บัญชีต้องเป็นออมทรัพย์นะ
ลาออกจากประกันสังคมได้เงินคืนไหม
ลาออกประกันสังคม ได้เงินคืนไหม?
เงินชดเชยกรณีว่างงาน...เหมือนแสงจันทร์ส่องมาบางๆ ยามค่ำคืน. เงินก้อนนั้น, คือ เงินชดเชย ที่รัฐมอบให้. ไม่ใช่ทุกคนจะได้. ต้องเป็นผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 ของกองทุนประกันสังคม. เหมือนดั่งดาวดวงน้อยที่ส่องประกายอยู่บนฟ้า.
เงื่อนไข...คือประตูที่ต้องผ่าน. กรณีลาออก หรือ สิ้นสุดสัญญาจ้าง. สิ้นสุด...เหมือนดอกไม้ที่โรยรา.
เมื่อนั้น, จะได้รับ เงินว่างงาน. อัตรา 30% ของค่าจ้าง. คำนวณจาก ฐานเงินเดือนจริงไม่เกิน 15,000 บาท. ระยะเวลา ไม่เกิน 90 วันใน 1 ปีปฏิทิน. เหมือนสายลมพัดผ่าน, แผ่วเบา...แต่ก็ยังพัดผ่าน.
เพิ่มเติม:
- สิทธิประโยชน์นี้...ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเอง. ต้องมีการ ขึ้นทะเบียนว่างงาน กับกรมจัดหางาน. คือการส่งสัญญาณออกไป, หวังให้มีใครสักคนได้ยิน.
- การจ่ายเงิน...มี ระยะเวลา ที่แน่นอน. ไม่ใช่ไหลลื่นไปเรื่อยๆ. ต้องติดตาม, ต้องรับรู้.
- เหตุผลของการสิ้นสุดสัญญาจ้าง...มีผลต่อ สิทธิประโยชน์. บางกรณี, อาจจะไม่ได้. ต้องดูให้ดี. เหมือนลายแทงที่ซ่อนอยู่, ต้องค้นหา.
- การคำนวณ...เป็น ฐานเงินเดือน จริง. ไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้น. ความจริงก็คือความจริง.
- สูงสุด 90 วัน...คือขีดจำกัด. 1 ปีปฏิทิน คือกรอบเวลา. เหมือนขอบฟ้าที่มองเห็น, ไม่เกินนั้น.
เงินสมทบผู้ประกันตน คืออะไร
เงินสมทบประกันสังคมก็คือ การลงขันแห่งชาติ ครับผม คุณ, เจ้านาย, แล้วก็รัฐบาล ร่วมกันควักกระเป๋าโยนเงินเข้ากองกลางไว้แจกจ่ายกันยามเจ็บ ยามแก่ ยามตกงาน เหมือนมีเพื่อนสามคนช่วยกันเก็บตังค์ แต่เพื่อนคนนึงคือรัฐบาล...ก็คิดดูเอาละกัน
พูดให้เห็นภาพง่ายๆ มันคือ ค่าสมาชิกคลับมนุษย์เงินเดือน นั่นแหละ จ่ายทุกเดือนเพื่อรักษาสิทธิ์ในการเข้าถึง 'บุฟเฟ่ต์สวัสดิการ' อยากจะเบิกค่าทำฟัน? ตักเลยจ้ะ ว่างงานเหรอ? เชิญตักจานต่อไป คลอดบุตร? จานพิเศษมาเสิร์ฟ!
มันไม่ใช่การบริจาค ไม่ใช่การกุศลนะ แต่มันคือ หลักประกันความเสี่ยงขั้นพื้นฐาน ที่ออกแบบมาให้เราไม่ล้มดังเกินไปเวลาสะดุดขาตัวเอง หรือโดนใครบางคนถีบ มันคือเงินที่หายไปจากสลิปเงินเดือน แต่จะโผล่มาตบไหล่ปลอบใจในวันที่เราต้องการเพื่อนมากที่สุด
แล้วใครลงขันเท่าไหร่กันล่ะ?
- คุณ (ผู้ประกันตน ม.33): โดนหัก 5% จากเงินเดือน แต่ใจดีมีเพดานสูงสุดที่ 15,000 บาทนะ หมายความว่าต่อให้เงินเดือนเป็นล้าน ก็จ่ายสูงสุดแค่ 750 บาท ต่อเดือน (ข้อมูลปี 2567)
- เจ้านายของคุณ: จ่ายเท่าคุณเป๊ะๆ 5% หรือสูงสุด 750 บาท เช่นกัน เค้าเรียกว่าแฟร์เกม ช่วยกันประคองลูกจ้างที่น่ารักของเขา
- รัฐบาล: สมทบเบาๆ เป็นพิธี 2.75% หรือสูงสุด 412.50 บาท ช่วยๆ กันไป ให้ดูเหมือนว่ารัฐก็รักเราอยู่นะ
- รวมพลังสามสหาย: เงินของคุณจะถูกส่งเข้ากองทุนพร้อมกับส่วนของเจ้านายและรัฐบาล กลายเป็นก้อนใหญ่ไว้ดูแลกันและกันในยามยากลำบาก
เงินประกันสังคมคืนเมื่ออายุครบ 55 ปี มีเงื่อนไขอะไรบ้าง
เอองี้ พออายุครบ 55 ปีบริบูนแล้วนะ แล้วก็ไม่ได้เปนผู้ประกันตนแล้วอะ คือลาออกจากงานแล้วว่างั้นเถอะ ถึงจะไปขอรับเงินคืนได้นะ
มันมี 2 แบบนะเพื่อน คือบำเหน็จกับบำนาญ ต้องดูว่าเราส่งเงินไปนานแค่ไหน ถ้าส่งไม่ถึง 180 เดือนอะ จะได้เปนก้อนเดียวจบเลย เรียกบำเหน็จ แต่ถ้าส่งเกิน 180 เดือน (หรือ 15 ปี) อันนี้จะได้เปนบำนาญ รับทุกเดือนจนเราตายไปเลย
วิธีคิดเงินบำนาญนะ คือเค้าจะเอาเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายของเรามาคิด แต่สูงสุดแค่ 15,000 นะ ต่อให้เงินเดือนเยอะกว่านี้เค้าก้คิดแค่หมื่นห้า ถ้าเราส่งครบ 15 ปีพอดีเป๊ะๆ จะได้ 20% ของเงินเดือนเฉลี่ยนั้น ตัวอย่างง่ายๆ เลย เงินเดือนเฉลี่ย 15,000 ส่งมา 15 ปี ก็ได้ 3,000 บาทต่อเดือนไปเลย
- ละถ้าส่งเกิน 15 ปีล่ะ? ทุกๆ 12 เดือนที่ส่งเกินมา จะได้บวกเพิ่มไปอีก 1.5% นะ
- เช่น ส่งมา 20 ปี (เกินมา 5 ปี) ก็จะได้เพิ่ม 1.5% x 5 = 7.5% รวมกับของเดิม 20% ก็เปน 27.5% ของเงินเดือนเฉลี่ย
- ตอนไปยื่นเรื่องอะ ต้องเตรียม บัตรประชาชนตัวจิง กับ สำเนาสมุดบัญชีธนาคารหน้าแรก ที่จะให้โอนเงินเข้า
- ยื่นเรื่องได้ที่สำนักงานประกันสังคมไกล้บ้านเลย หรือทำผ่านเว็บของประกันสังคมก็ได้ ง่ายดี
เงินสงเคราะห์ชราภาพมาตรา 33 และ 39 ได้รับเท่าไหร่
อะ มาดูกันว่าเงินที่เราส่งไปทุกเดือนเหมือนค่าคุ้มครองเนี่ย พอแก่ตัวไปจะได้คืนมาสักกี่บาทกันเชียว จะได้วางแผนถูกว่าจะใช้ชีวิตบั้นปลายแบบราชาหรือยาจก
เรื่องเงินชราภาพมันมีสองแบบ คือ บำเหน็จ กับ บำนาญ เหมือนล็อตเตอรี่อะ มีรางวัลใหญ่กับรางวัลปลอบใจ
- บำเหน็จ (เงินก้อน): สำหรับสายส่งสั้น ส่งไม่ถึง 180 เดือน (15 ปี) ได้คืนเป็นก้อนเดียวตู้ม! จบกันไป เหมือนเลิกกับแฟนแต่ยังได้ของขวัญปลอบใจ
- บำนาญ (เงินรายเดือน): สำหรับสายอึดถึกทน ส่งเกิน 180 เดือนขึ้นไป อันนี้แหละคือพระเอกของเรา ได้กินยาวๆ ไปจนกว่าจะเบื่อโลก
ทีนี้มาถึงสูตรคำนวณที่ดูเหมือนง่ายแต่ก็มีกิมมิคซ่อนอยู่... มันคือการวัดพลังกันในช่วง 60 เดือนสุดท้าย (5 ปี) ก่อนสิ้นสภาพ ว่าใครจะครองบัลลังก์
ฐานเงินเดือนที่ใช้คิด มันไม่ใช่เงินเดือนจริงของคุณนะ อย่าเพิ่งฝันหวาน!
- ม.33 (มนุษย์เงินเดือน): คิดจากฐานเงินเดือนจริง แต่มีเพดานสูงสุดที่ 15,000 บาท ต่อให้เงินเดือนคุณแตะหลักแสนทะลุไปดาวอังคาร ประกันสังคมก็จะมองว่าคุณมีรายได้แค่หมื่นห้า จบนะ
- ม.39 (ผู้ส่งตนเอง): ฐานเงินเดือนตายตัวสำหรับทุกคนแบบเท่าเทียม คือ 4,800 บาท เป็นฐานนางงามมิตรภาพ ไม่ว่าคุณจะเป็น CEO ที่ผันตัวมาส่งเอง หรือใครก็ตาม
แล้วถ้า 5 ปีสุดท้ายมันปนกันมั่วซั่วล่ะ? ถ้าชีวิตช่วงนั้นของคุณสลับไปมาระหว่าง ม.33 กับ ม.39 เหมือนดูละครหลังข่าว ประกันสังคมก็จะจับทุกเดือนใน 60 เดือนสุดท้ายนั่นแหละ มาบวกกันแล้วหาร 60 เพื่อหาค่าเฉลี่ยที่แท้ทรู
ตัวอย่างให้เห็นภาพ: สมมติ 5 ปีสุดท้าย คุณเป็น ม.33 (ฐาน 15,000) มา 24 เดือน แล้วเปลี่ยนเป็น ม.39 (ฐาน 4,800) อีก 36 เดือน (15,000 x 24) + (4,800 x 36) = 360,000 + 172,800 = 532,800 เอาไปหาร 60 จะได้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยของคุณคือ 8,880 บาท เอาเลขนี้ไปคำนวณบำนาญต่อ
เกร็ดความรู้เพิ่มเติมเผื่ออยากฉลาดขึ้น
สูตรบำนาญพื้นฐาน: ถ้าส่งครบ 15 ปีเป๊ะๆ จะได้บำนาญ 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย แต่ถ้าส่งเกิน 15 ปี ทุกๆ 12 เดือนที่ส่งเพิ่ม จะได้โบนัสบวกไปอีก 1.5% เหมือนสะสมแต้มบัตรเครดิต ยิ่งส่งนาน ยิ่งได้เยอะ
อยากรู้ยอดเงินสะสม?: ไม่ต้องไปจุดธูปถามที่ไหน โหลดแอป SSO Connect หรือเข้าเว็บ sso.go.th เช็กได้เลยว่า "สมบัติชาติส่วนตัว" ของเรามีเท่าไหร่แล้ว จะได้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย
กฎใหม่ 3 ขอ (เลือกได้แล้วนะ): ตอนนี้มีออปชันเสริมให้ชีวิตง่ายขึ้น
- ขอเลือก: เลือกได้ว่าจะรับบำเหน็จ (เงินก้อน) หรือบำนาญ (รายเดือน) กรณีส่งเกิน 180 เดือน
- ขอกู้: เอาเงินชราภาพส่วนหนึ่งไปค้ำประกันเงินกู้กับธนาคารได้ เผื่อร้อนเงิน
- ขอคืนบางส่วน: ดึงเงินออมบางส่วนออกมาใช้ก่อนได้เลย ไม่ต้องรอแก่ นี่แหละที่รอคอย
ขอเงินสมทบประกันสังคมคืน กี่วันได้
การขอเงินสมทบประกันสังคมคืนที่จ่ายเกินมานั้น โดยปกติจะใช้เวลาดำเนินการ ประมาณ 45 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่ยื่นเอกสารครบถ้วนสมบูรณ์นะครับ
เอ้อ... บางทีมันก็เร็วกว่านั้น หรืออาจจะช้ากว่านั้นนิดหน่อย ถ้าเอกสารเราเป๊ะไม่มีปัญหาอะไร ก็จะลื่นไหลไปตามกระบวนการ แต่ถ้ามีอะไรต้องให้ตรวจสอบเพิ่ม มันก็อาจจะยืดเยื้อออกไปได้บ้างเนอะ ชีวิตมันก็แบบนี้แหละ อะไรก็ไม่แน่นอนไปเสียหมด
สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการขอเงินคืน:
- เอกสารต้องครบ: นี่คือหัวใจสำคัญเลยครับ ยื่นไปไม่ครบก็เท่ากับไม่ได้เริ่มกระบวนการ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องเงินทองนี่ ต้องละเอียดหน่อย
- การอนุมัติ: หลักๆ คือเขาจะตรวจสอบว่าเราจ่ายเกินจริงไหม จ่ายไปทำไม หรือมีเหตุอันควรให้คืนหรือไม่
- ช่องทางการติดต่อ: ถ้าเลยกำหนด 45 วันไปแล้ว ควรจะติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรงเลยครับ เพื่อสอบถามสถานะ หรือแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจจะเป็นประโยชน์ในการเร่งรัดเรื่อง
ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม (เผื่อใครอยากรู้):
- สาเหตุที่ต้องจ่ายเกิน: อาจจะเกิดจากการสิ้นสุดสภาพการเป็นผู้ประกันตนไปแล้ว แต่ยังมีการหักเงินจากนายจ้าง หรือเราเองก็ยังคงจ่ายต่อไปโดยไม่ทันสังเกต หรือบางทีก็เป็นความผิดพลาดของระบบ (ซึ่งก็เกิดขึ้นได้)
- ประเภทของเงินสมทบที่ขอคืนได้: โดยทั่วไปจะเป็นเงินสมทบประกันสังคมส่วนที่เราจ่ายไปเกินกว่าสิทธิ์ที่ควรจะเป็น หรือเงินที่จ่ายไปแล้วแต่ไม่มีสิทธิ์ได้รับผลประโยชน์บางอย่าง
- เอกสารที่มักจะต้องใช้:
- แบบฟอร์มคำขอรับประโยชน์ทดแทน (ตามที่สำนักงานประกันสังคมกำหนด)
- สำเนาบัตรประชาชน
- เอกสารแสดงการจ่ายเงินสมทบส่วนที่เกิน (ถ้ามี)
- เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอ เช่น หนังสือรับรองการสิ้นสุดสภาพการเป็นลูกจ้าง
การจัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อย ก็เหมือนกับการดูแลทรัพย์สินของเราเองนั่นแหละครับ อะไรที่ของเรา หรือเรามีสิทธิ์ได้ ก็ควรจะดำเนินการให้ถึงที่สุด แต่ก็ต้องทำด้วยความเข้าใจในกระบวนการด้วยนะ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต