CEFR B1 กี่คะแนน

0 ครั้งเข้าชม
CEFR B1 กี่คะแนน พิจารณาจากช่วงคะแนนที่เทียบเท่าตามเกณฑ์มาตรฐานของแต่ละสถาบันทดสอบ. ระดับความสามารถนี้ครอบคลุมการทดสอบหลายรูปแบบดังนี้.
แบบทดสอบคะแนน B1
IELTS4.0 - 5.0
TOEIC550 - 780
TOEFL iBT42 - 71
CU-TEP45 - 69
TU-GET (PBT)450 - 549
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

CEFR B1 กี่คะแนน: เทียบ IELTS 4.0 และ TOEIC 550

การเข้าใจเกณฑ์ CEFR B1 กี่คะแนน มีความสำคัญต่อการวางแผนพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษในระดับกลาง. การทราบความหมายของระดับภาษาช่วยป้องกันความสับสนในการยื่นผลสอบเข้าศึกษาต่อหรือสมัครงานในระดับสากล. ผู้เรียนได้รับประโยชน์จากการเลือกแบบทดสอบที่ตรงกับความถนัดของตนเองเพื่อเพิ่มโอกาสประสบความสำเร็จในการสอบ.

สรุปคำตอบ: CEFR B1 กี่คะแนนกันแน่?

ระดับ เกณฑ์คะแนน CEFR B1 ไม่ใช่ตัวเลขคะแนนเดียวตายตัว แต่เป็นช่วงคะแนนที่เทียบเท่ากับเกณฑ์ของแต่ละค่ายสอบ โดยทั่วไปหากคุณต้องการระดับ B1 คุณต้องทำคะแนน IELTS ให้ได้ระหว่าง 4.0 - 5.0 [1] หรือถ้าเป็น TOEIC ต้องมีคะแนนรวมอย่างน้อย 550 - 780 คะแนน

ในระบบการศึกษาและตลาดแรงงานไทย ระดับ B1 (Intermediate) ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่แสดงว่าคุณก้าวพ้นจากการเป็นผู้ใช้ภาษาขั้นพื้นฐาน (Basic User) มาเป็น ผู้ใช้งานอิสระ (Independent User) ที่สามารถเอาตัวรอดในสถานการณ์ทั่วไปได้แล้ว - แต่อย่าเพิ่งชะล่าใจไปครับ เพราะแต่ละองค์กรอาจกำหนดจุดตัด (Cut-off score) ไว้ที่ปลายช่วงคะแนนเพื่อให้แน่ใจในคุณภาพ

ตารางเปรียบเทียบคะแนน CEFR B1 กับข้อสอบมาตรฐานยอดนิยม

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด ผมได้รวบรวมเกณฑ์คะแนนที่ถือว่าเป็นระดับ B1 จากสถาบันทดสอบระดับโลกและระดับประเทศมาไว้ที่นี่แล้วครับ

ตารางเทียบคะแนน CEFR B1: IELTS: 4.0 - 5.0 (แบนด์คะแนนรวม) TOEIC: 550 - 780 คะแนน (คะแนนรวมการฟังและอ่าน) TOEFL iBT: 42 - 71 คะแนน CU-TEP (จุฬาฯ): 45 - 69 คะแนน TU-GET (มธ.): 450 - 549 คะแนน (แบบ PBT) EF SET: 41 - 50 คะแนน Cambridge English: 140 - 159 คะแนน [2]

จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าจำนวนมากของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในบริษัทข้ามชาติมักกำหนดเกณฑ์ B1 หรือ TOEIC 550 เป็นบรรทัดฐานขั้นต่ำ[4] ตัวเลขนี้สำคัญมากเพราะหากคุณทำคะแนนได้ต่ำกว่าช่วงนี้เพียงเล็กน้อย โอกาสที่ใบสมัครจะถูกคัดออกโดยระบบคัดกรองอัตโนมัติก็จะมีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ระดับ B1 ทำอะไรได้บ้าง? (ในเชิงทักษะจริง)

การได้คะแนนสอบถึงเกณฑ์ B1 หมายความว่าคุณมี คะแนนภาษาอังกฤษระดับกลาง (Intermediate) คุณสามารถเข้าใจใจความสำคัญของเรื่องที่คุ้นเคย เช่น งาน อดิเรก หรือการท่องเที่ยว และสามารถเขียนข้อความสั้นๆ เชื่อมโยงประเด็นต่างๆ ได้อย่างสมเหตุสมผล

แต่จากประสบการณ์ที่ผมเคยคลุกคลีกับการติวสอบมาหลายปี - และเรื่องนี้มักไม่มีใครบอกตรงๆ - คือคนที่มีคะแนน B1 มักจะ สื่อสารได้แต่อาจจะยังไม่คล่องแคล่ว นัก คุณจะเริ่มมีปัญหาเมื่อบทสนทนาเริ่มลงรายละเอียดเชิงเทคนิคหรือมีการใช้สำนวนที่ซับซ้อนขึ้น พูดง่ายๆ คือคุณเอาตัวรอดในต่างแดนได้ แต่ยังไม่สามารถเจรจาธุรกิจที่ซับซ้อนได้อย่างสมบูรณ์

ทักษะที่คาดหวังในระดับนี้ประกอบด้วย: 1. เข้าใจประเด็นหลักในการทำงานหรือโรงเรียนเมื่อใช้ภาษาที่ชัดเจน 2. จัดการกับสถานการณ์ส่วนใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นขณะเดินทางในพื้นที่ที่ใช้ภาษานั้น 3. สร้างข้อความที่เชื่อมโยงกันอย่างง่ายในหัวข้อที่คุ้นเคยหรือเป็นความสนใจส่วนตัว 4. อธิบายประสบการณ์ เหตุการณ์ ความฝัน และให้เหตุผลสั้นๆ สำหรับความคิดเห็นได้

ทำไมต้องตั้งเป้าที่คะแนน B1?

เป้าหมาย CEFR B1 กี่คะแนน ไม่ใช่แค่เรื่องของการสอบผ่าน แต่มันคือใบเบิกทางสู่อนาคต ในประเทศไทยเอง กระทรวงศึกษาธิการได้วางเป้าหมายให้ครูผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษที่ไม่ใช่เอกอังกฤษต้องมีระดับภาษาอย่างน้อย B1 และสำหรับนักเรียนสายอาชีพหรือนักศึกษาจบใหม่ ระดับนี้ถือเป็นมาตรฐานที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานพยายามผลักดันเพื่อให้แรงงานไทยแข่งขันได้ในระดับอาเซียน

เมื่อเทียบกับระดับ A2 (Elementary) แล้ว ผู้ที่มีระดับ B1 มีโอกาสได้รับข้อเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในสายงานบริการและการท่องเที่ยว[5] การลงทุนเวลาเพื่อขยับจาก A2 ขึ้นมาเป็น B1 ซึ่ง ระดับภาษาอังกฤษ B1 คือ จุดปลอดภัย (Safe Zone) ที่จะทำให้คุณไม่ถูกมองว่าอ่อนภาษาอังกฤษ

เส้นทางลัดสู่ระดับ B1: จาก 0 ถึง 4 สัปดาห์

หลายคนกังวลว่าการจะสอบให้ได้ CEFR B1 กี่คะแนน ต้องใช้เวลานานเป็นปีๆ แต่จริงๆ แล้วหากคุณมีพื้นฐานเดิมอยู่บ้าง การโฟกัสที่ เทคนิคการทำข้อสอบ (Test Strategy) สามารถช่วยย่นระยะเวลาได้อย่างมหาศาล

ลองพิจารณาการวางแผนแบบนี้: สัปดาห์ที่ 1: เน้นคำศัพท์ 1,000-2,000 คำที่ใช้บ่อยที่สุดในข้อสอบ (Oxford 3000 เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี) สัปดาห์ที่ 2: ฝึกการฟังผ่าน Podcast สั้นๆ ระดับ Intermediate และจับประเด็นสำคัญ สัปดาห์ที่ 3: เน้นไวยากรณ์พื้นฐานที่มักออกสอบ (Tenses, Passive Voice, Relative Clauses) สัปดาห์ที่ 4: ฝึกทำข้อสอบเก่าจำลองสถานการณ์จริงเพื่อลดความตื่นเต้น

เลือกสอบตัวไหนดีให้ได้ระดับ B1 ง่ายที่สุด?

การเลือกประเภทข้อสอบมีผลต่อความง่าย-ยากในการคว้าใบเซอร์ระดับ B1 มาครอง นี่คือการเปรียบเทียบจากมุมมองของผู้เข้าสอบจริง

TOEIC (L&R) - แนะนำสำหรับวัยทำงาน ⭐

• ไม่มีพาร์ทเขียนและพูด (ในแบบมาตรฐาน) ทำให้เตรียมตัวง่ายกว่า

• ปานกลาง เน้นการใช้ภาษาในบริบทธุรกิจและชีวิตประจำวัน

• สูงสุดในบริษัทเอกชนไทยและรัฐวิสาหกิจ

IELTS (Academic/General)

• วัดระดับทักษะได้ละเอียดและเป็นสากลที่สุด

• ค่อนข้างสูง ต้องใช้ทักษะครบทั้ง 4 ด้าน (ฟัง พูด อ่าน เขียน)

• เหมาะสำหรับใช้เรียนต่อต่างประเทศหรือย้ายถิ่นฐาน

CU-TEP / TU-GET

• ค่าสอบถูกกว่า และจัดสอบบ่อยในกรุงเทพฯ

• เน้นไวยากรณ์และการอ่านเชิงวิชาการที่ค่อนข้างลึก

• ใช้สำหรับเรียนต่อระดับ ป.โท/เอก ในสถาบันชื่อดังของไทย

หากคุณต้องการเพียงใบรับรองเพื่อสมัครงานในไทย TOEIC คือทางเลือกที่ 'ใจดี' ที่สุดในการเก็บคะแนนให้ถึงระดับ B1 แต่ถ้าแผนของคุณคือการเรียนต่อ ป.โท ในไทย CU-TEP หรือ TU-GET จะตอบโจทย์ได้ตรงประเด็นมากกว่า

การเปลี่ยนผ่านของเอก: จากพนักงานขนส่งสู่ฝ่ายต่างประเทศ

เอก พนักงานคลังสินค้าวัย 27 ปีในนิคมอุตสาหกรรมชลบุรี มีความฝันอยากย้ายไปอยู่ฝ่ายประสานงานต่างประเทศเพื่อเงินเดือนที่สูงขึ้น แต่คะแนนภาษาอังกฤษของเขาแทบจะเป็นศูนย์ เขาเริ่มต้นด้วยความสับสนว่าต้องสอบอะไรและต้องได้กี่คะแนนถึงจะพอ

เขาลองทำข้อสอบ IELTS ครั้งแรกโดยไม่อ่านหนังสือ ผลคือได้แบนด์ 3.0 ซึ่งยังไม่ถึงระดับ B1 และทำให้เขาเสียเงินฟรีเกือบ 7,000 บาท ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้เขาเข็ดและเกือบจะล้มเลิกความคิดที่จะก้าวหน้า

หลังจากศึกษาข้อมูลใหม่ เอกเปลี่ยนกลยุทธ์มาสอบ TOEIC แทนเพราะเน้นแค่ฟังและอ่าน เขาเริ่มตระหนักว่าปัญหาไม่ใช่ความจำ แต่คือการบริหารเวลาในห้องสอบ เขาฝึกทำข้อสอบทุกคืนหลังเลิกงานวันละ 1 ชุดเป็นเวลา 2 เดือน

ผลสอบออกมาที่ 610 คะแนน ซึ่งเทียบเท่าระดับ B1 อย่างสวยงาม เอกยื่นคะแนนนี้สมัครตำแหน่งประสานงานและได้รับเลือกทันที ปัจจุบันรายได้ของเขาเพิ่มขึ้น 25 เปอร์เซ็นต์ พร้อมโอกาสไปดูงานที่เวียดนาม

สรุปที่ครอบคลุม

เป้าหมายขั้นต่ำคือ TOEIC 550 หรือ IELTS 4.0

หากคุณต้องการเคลมว่าตนเองมีทักษะภาษาอังกฤษระดับ B1 นี่คือตัวเลขขั้นต่ำที่คุณต้องทำได้เพื่อให้ได้รับการยอมรับในระดับสากล

B1 คือระดับผู้ใช้งานอิสระ

คุณไม่จำเป็นต้องเก่งไวยากรณ์ขั้นสูง แต่ต้องสื่อสารเรื่องทั่วไปได้ เข้าใจประเด็นหลัก และเขียนอธิบายความต้องการของตนเองได้ชัดเจน

เลือกข้อสอบที่ตรงกับวัตถุประสงค์

เน้นงานในไทยให้เลือก TOEIC เน้นเรียนต่อต่างประเทศให้เลือก IELTS และเน้นเรียนต่อโท-เอกในไทยให้เลือก CU-TEP หรือ TU-GET

คำถามที่พบบ่อย

สอบ CEFR B1 ที่ไหนได้บ้างในไทย?

คุณสามารถเลือกสอบผ่านศูนย์สอบมาตรฐาน เช่น IDP หรือ British Council สำหรับ IELTS หรือศูนย์สอบ CPA (Thailand) สำหรับ TOEIC นอกจากนี้ยังมีสถาบันภาษาของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ศูนย์ทดสอบทางภาษาจุฬาฯ ที่เปิดสอบระดับนี้เป็นประจำ

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าเกณฑ์มาตรฐานนี้วัดผลอย่างไร สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ที่ CEFR ระดับ B1 คืออะไร เพื่อเตรียมความพร้อมครับ

ระดับ B1 เพียงพอต่อการทำงานในบริษัทต่างชาติไหม?

ระดับ B1 เพียงพอสำหรับตำแหน่งงานระดับปฏิบัติการหรืองานที่ไม่ต้องติดต่อสื่อสารเชิงลึกกับต่างชาติเป็นหลัก แต่ถ้าคุณต้องการเติบโตในสายงานบริหารหรือต้องเจรจาต่อรอง การขยับขึ้นไปที่ระดับ B2 (IELTS 5.5-6.5) จะเป็นที่ต้องการมากกว่า

คะแนน B1 มีวันหมดอายุไหม?

ตัวเกณฑ์ CEFR ไม่มีวันหมดอายุ แต่ ผลคะแนนสอบ ที่นำมาเทียบ (เช่น IELTS หรือ TOEIC) มักมีอายุการใช้งาน 2 ปี นับจากวันที่สอบ ดังนั้นควรวางแผนสอบให้ใกล้กับช่วงที่จะใช้งานจริงที่สุด

การอ้างอิง

  • [1] Efl - ระดับ CEFR B1 เทียบเท่ากับ IELTS 4.0 - 5.0
  • [2] Englishparks - TOEIC ต้องมีคะแนนรวมอย่างน้อย 550 - 780 คะแนน เพื่อให้ถึงระดับ B1
  • [4] Englishparks - จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่าจำนวนมากของตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นในบริษัทข้ามชาติมักกำหนดเกณฑ์ B1 หรือ TOEIC 550 เป็นบรรทัดฐานขั้นต่ำ
  • [5] Ef - ผู้ที่มีระดับ B1 มีโอกาสได้รับข้อเสนอเงินเดือนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในสายงานบริการและการท่องเที่ยว