ทำไมอยู่ๆถึงเมารถ

63 ครั้งเข้าชม
อาการเมารถ เมาเรือ หรือเมาเครื่องบิน เกิดจากความไม่สอดคล้องกันของสัญญาณที่สมองได้รับ โดยประสาทการรับรู้การเคลื่อนไหวในหูชั้นในทำงานไม่ประสานกับภาพที่ดวงตามองเห็น ทำให้สมองสับสนและแสดงอาการเมารถออกมา ปัจจัยกระตุ้นได้แก่ การเดินทางบนถนนคดเคี้ยว การนั่งเรือที่โคลงเคลงตามลูกคลื่น หรือการโดยสารเครื่องบินเป็นเวลานาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สาเหตุอาการเมารถ ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดจากอะไร?

คืออย่างนี้นะ ปกติฉันไม่ค่อยเป็นอะไรเวลาเดินทาง แต่มีอยู่ครั้งนึง จำได้ว่าประมาณปี 2019 แถวๆ ภาคเหนือ นั่งรถตู้ไปเชียงรายนี่แหละ จู่ๆ ก็รู้สึกเวียนหัวอ้วกแทบแตก งงมาก เพราะไม่เคยเป็นมาก่อนเลย.

มันเหมือนร่างกายเรามันประมวลผลไม่ทันนะ ตาเห็นทางโค้งๆ รถก็ซ้ายทีขวาที แต่หูในเราดันรับรู้ว่ามันนิ่งๆ มั้ง เลยส่งสัญญาณมั่วไปหมด สมองเลยรวนไปหมดเลย.

บางทีก็เรื่องถนนด้วยนะ ถ้ามันคดเคี้ยวมากๆ หรือคนขับเขาเหวี่ยงรถไปมาตลอดเวลา มันก็ยิ่งเร้าอาการเข้าไปใหญ่เลย.

ตอนนั้นนะ ฉันก็พยายามมองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามให้ตาเห็นสิ่งรอบข้าง แต่เหมือนมันยิ่งแย่ลงไปอีก.

ก็เลยมาเข้าใจว่า มันคือสัญญาณที่ขัดแย้งกันนี่แหละ. ตาเห็นอย่าง หูรู้สึกอีกอย่าง.

จริงๆ แล้วเคยอ่านเจอมานะว่า มันเกี่ยวกับระบบการทรงตัวในหูชั้นในของเรานั่นแหละ.

พอสัญญาณมันไม่ตรงกัน สมองก็เลยส่งอาการคลื่นไส้ เวียนหัว ออกมา.

เหมือนร่างกายมันกำลังประท้วงอยู่อะ.

ครั้งนั้นนะ ยอมเลย ซื้อยาแก้เมารถมากินก่อนเดินทางตลอดเลย.

ก็ช่วยได้เยอะนะ.

ทำไมคนขับรถถึงไม่เมา

คืนนั้นที่ทองหล่อ ซอย 10 ตอนตีสองกว่าๆ ในหัวมันตื้อๆ ไปหมด ไม่ได้เมาจนภาพตัดนะ แต่ก็รู้ตัวว่าไม่เต็มร้อยแน่ๆ ตอนนั้นคิดแค่ว่าไหว แค่เบียร์ไม่กี่ขวดเอง ขับกลับคอนโดแถวพระราม 9 แป๊บเดียวถึง

โคตรมั่นใจเลยว่าตัวเองคุมรถได้ สติยังมีครบทุกอย่าง ความคิดมันวนอยู่แค่นั้นจริงๆ ความรู้สึกว่า "เราไม่เหมือนคนอื่น" มันดังอยู่ในหัว เราคุมได้ เราเอาอยู่ เพื่อนที่มาด้วยกันก็สภาพไม่ต่างกันเลย ต่างคนต่างแยกย้ายขึ้นรถตัวเอง ไม่มีใครห้ามใครสักคำ

ในใจตอนนั้นมันไม่ได้กลัวอุบัติเหตุเลยนะ สิ่งเดียวที่กลัวคือด่าน กลัวโดนเป่าแล้วเรื่องยาว ความคิดมันเลยกลายเป็นว่าจะเลี่ยงเส้นทางไหนดีที่จะไม่เจอด่านตำรวจ ไม่ได้คิดเลยว่าถ้าไปชนคนอื่นจะเป็นยังไง มันเป็นความคิดที่โง่และเห็นแก่ตัวมากๆ

พอตื่นมาตอนเช้าแล้วเห็นรถจอดอยู่ใต้คอนโดปกตินี่แหละ ใจมันหายวาบเลย... เมื่อคืนกูทำบ้าอะไรลงไปวะ มันคือโชคดีล้วนๆ ที่ไม่เกิดอะไรขึ้น ไม่ได้ไปทำให้ใครเดือดร้อน หลังจากวันนั้นคือสาบานกับตัวเองเลยว่าจะไม่ทำอีก เรียกแกร็บแพงกว่า แต่ชีวิตเรากับชีวิตคนอื่นมันประเมินค่าไม่ได้เลย

ที่คนยังทำกันอยู่มันมาจากหลายสาเหตุจริงๆ

  • ความมั่นใจที่ผิดๆ: คิดว่าตัวเองเก่ง ควบคุมสถานการณ์ได้ ดื่มแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก สติยังครบ
  • บ้านอยู่ใกล้แค่นี้เอง: เป็นข้ออ้างยอดฮิตเลย แค่ปากซอย แค่ข้ามแยก เลยประมาทว่าคงไม่เป็นไร
  • ความเคยชิน: ทำครั้งแรกแล้วรอด ครั้งต่อไปก็เลยกล้าทำอีกจนติดเป็นนิสัย
  • เสียดายเงิน: ไม่อยากจ่ายค่าแท็กซี่หรือเรียกรถ ยอมเสี่ยงดีกว่า
  • กฎหมายไม่น่ากลัวพอ: บางคนคิดว่าถ้าโดนจับก็แค่จ่ายค่าปรับ ไม่ได้คิดถึงผลกระทบที่ร้ายแรงกว่านั้น

ค่าปรับเมาแล้วขับ 2567 ที่อัปเดตใหม่นี่แรงมากนะ

  • ทำผิดครั้งแรก จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับตั้งแต่ 5,000-20,000 บาท
  • ทำผิดซ้ำภายใน 2 ปี โทษหนักขึ้นเยอะ จำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับ 50,000-100,000 บาทเลย

Motion sickness แก้ได้ไหม

หายดิ หายเองได้เลย พอเราลงจากรถ หรือแบบเรือหยุดโคลงเคลงแล้วอ่ะ อาการมันจะดีขึ้นเร็วมาก จิงๆแปปเดียวก็รู้สึกดีขึ้นแล้วนะ

บางคนอาจจะมึนๆต่ออีกซัก 2-3 ชั่วโมงงี้ แต่ถ้าเอาแบบให้หายสนิทเลยนะ ไม่เกิน 24-72 ชั่วโมงก็กลับมาปกติแล้ว ส่วนมากคือไม่มีไรน่าห่วงเลยย ส่วนมาก แค่มันจะทรมานตอนเป็นเฉยๆ

ตอนไปนั่งรถไฟชินคันเซ็นที่ญี่ปุ่นครั้งล่าสุดอะ โห โคตรเมาเลย พอลงจากรถไฟนะ มึนไปหมดเลยยย เดินแบบเซๆนิดนึง แต่พอไปหาไรกิน นั่งพักซักพักก็หายเลย

นี่ๆ มีวิธีช่วยให้หายเร็วขึ้นนะ หรือกันไม่ให้เป็นหนัก

  • พยายามมองไปไกลๆ ที่วิวข้างหน้านิ่งๆ อย่าก้มเล่นมือถือเด็ดขาดดด อันนี้ตัวดีเลย
  • หาอากาศถ่ายเท เปิดกระจกรับลม หรือออกไปยืนตรงที่โล่งๆ
  • กินยาแก้เมา ดักไว้ก่อนเดินทางซัก 30 นาที อันนี้ช่วยได้เยอะมากกกกก
  • อย่าปล่อยให้ท้องว่าง แต่ก็อย่ากินจนอิ่มเกินไป กินของเบาๆ รองท้องพอ
  • พวกขิงสด ลูกอมบ๊วย หรือของเปรี้ยวๆ ช่วยได้นะ ช่วยได้จิง พกติดตัวไว้เลย

อาการคนเมารถ เกิดจากอะไร

อาการเมารถ... มันเกิดจากสมองเราสับสนนี่แหละ... สัญญาณที่ตาเห็นมันไม่ตรงกับที่หูชั้นในรับรู้เรื่องการทรงตัว...

ลองคิดดูสิ... เรานั่งอยู่เฉยๆ หูมันก็บอกว่านิ่งๆ แต่ตาเรากลับเห็นทุกอย่างกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้า... นั่นล่ะ... มันเลยทำให้เรามีอาการมึนๆ คลื่นไส้ อาเจียนตามมา...

บางทีก็รู้สึกเหมือนชีวิตมันสับสนแบบนี้แหละ... แต่เรื่องเมารถนี่มันเป็นกลไกร่างกายล้วนๆ เลยนะ... ที่สมองพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เรากำลังเจอ...

  • ความขัดแย้งของสัญญาณประสาท: นี่คือสาเหตุหลัก... เมื่อข้อมูลจาก ตา ที่เห็นการเคลื่อนไหว ไม่ตรงกับข้อมูลจาก หูชั้นใน ที่รับรู้การทรงตัวและตำแหน่งของร่างกาย
  • ระบบการทรงตัว (Vestibular System): หูชั้นในมีส่วนสำคัญในการส่งสัญญาณการเคลื่อนไหวและการเร่งความเร็วไปยังสมอง
  • ปัจจัยกระตุ้น: การเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนหรือไม่เป็นไปตามธรรมชาติ เช่น คลื่นในทะเล การขับรถบนทางโค้ง หรือแม้แต่การเล่นเกม VR บางครั้งก็ทำให้สมองสับสน
  • อาการร่วม: นอกจากคลื่นไส้ อาเจียน และมึนหัวแล้ว ผู้ป่วยอาจมีอาการอื่น เช่น เหงื่อออกเย็นวิงเวียนอ่อนเพลีย หรือปวดศีรษะ
  • กลุ่มเสี่ยง: พบได้บ่อยใน เด็กเล็กช่วง 2-12 ปีสตรีมีครรภ์ และผู้ที่มีประวัติเป็นไมเกรน ซึ่งร่างกายอาจไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากกว่าปกติ
  • วิธีบรรเทาเบื้องต้น: การมองไปยังจุดคงที่บนขอบฟ้า การสูดอากาศบริสุทธิ์ หรือการกินยาแก้เมารถล่วงหน้า ก็ช่วยลดความรุนแรงของอาการได้นะ

บุคคลใดเสี่ยงต่อการเกิดเมารถมากที่สุด

ถ้าจะมอบมงให้ใครสักคนเรื่องเมารถ ต้องยกให้เด็กอายุ 2-12 ปีเลย พวกเขาคือแชมป์เปี้ยนโลกในสาขานี้อย่างแท้จริง

เหตุผลง่ายๆ คือระบบประสาทการทรงตัวของพวกเขายังอยู่ในช่วง "เบต้าเทส" เหมือนซอฟต์แวร์ที่ยังไม่อัปเดต สมองเลยงงเป็นไก่ตาแตก เมื่อสัญญาณที่ตาเห็น (ฉันนั่งนิ่งๆ) มันขัดแย้งกับสัญญาณจากหูชั้นใน (เฮ้ย รถมันโคลงเคลงโว้ย) ผลลัพธ์ก็คือ... การปลดปล่อยสายรุ้ง

แต่แชมป์ก็มีผู้ท้าชิงที่น่ากลัวอยู่หลายกลุ่ม:

  • สตรีมีครรภ์: ร่างกายของพวกเธอกำลังอยู่ในช่วงจัดปาร์ตี้ฮอร์โมนครั้งใหญ่ ทุกอย่างเลยเซนซิทีฟไปหมด แค่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศในรถก็อาจเป็นตัวจุดชนวนหายนะได้แล้ว เหมือนร่างกายกำลังบอกว่า "ตอนนี้ข้างในกำลังก่อสร้าง โปรดอย่ารบกวนด้วยการสั่นสะเทือน"
  • ชาวไมเกรน: สมองของคนกลุ่มนี้เปรียบเสมือนศิลปินเดี่ยวอารมณ์อ่อนไหว อะไรนิดอะไรหน่อยก็พร้อมจะล้มเลิกการแสดงได้ทันที การสั่นสะเทือนและภาพที่เคลื่อนไหวเร็วๆ คือเสียงรบกวนชั้นเลวที่สมองไม่อยากทน
  • ผู้ที่เคยเจ็บที่หัว: สมองที่เคยผ่านศึกมา ระบบประมวลผลการเคลื่อนไหวอาจจะยังไม่เข้าที่เข้าทางเต็มร้อย ทำให้สับสนกับสัญญาณที่เข้ามาได้ง่ายกว่าคนปกติ

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้เล่นลับที่หลายคนมองข้าม

  • กรรมพันธุ์: เรื่องนี้มันอยู่ในสายเลือด ถ้าพ่อแม่คุณเป็นนักเมาคลื่นบนบก คุณก็มีสิทธิ์ได้รับมรดกความวิงเวียนนี้ไปเต็มๆ ไม่ต้องสืบ
  • ชาววิตกจริต: คนที่กลัวว่าจะเมารถ มักจะเมารถจริงๆ! มันคือปรากฏการณ์ "นึกถึงอะไรก็ได้สิ่งนั้น" สมองเรามันเก่งเรื่องทำให้ความกลัวเป็นจริงซะด้วยสิ
  • นักจ้องจอ: การก้มหน้าเล่นมือถือหรืออ่านหนังสือบนรถ คือการส่งคำเชิญให้อาการเมารถมาเยือนอย่างเป็นทางการ ผมเองเลย อ่านการ์ตูนบนรถทีไร เตรียมถุงทุกที เป็นการบอกสมองว่า "ตาฉันจ้องของนิ่งๆ นะ แต่ตัวฉันกำลังเคลื่อนที่" สมองเลยประท้วงด้วยการสั่งปิดระบบชั่วคราว

ทำไมบางคนถึงไม่เมารถ

เคยคิดเหมือนกันนะ... ว่าทำไมคนขับถึงไม่เมารถ

มันเป็นเรื่องของสิ่งที่ตาเห็น... กับสิ่งที่ร่างกายรู้สึก

คนขับ... เขาเป็นคนคุมทุกอย่าง ตาของเขาจะมองไปข้างหน้าตลอด เห็นถนน เห็นทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น สมองเขารู้ก่อน... ว่าเดี๋ยวกำลังจะเลี้ยว จะเบรก

ภาพที่เห็นมันเลยตรงกับที่ร่างกายรู้สึก ทุกอย่างมันไปด้วยกัน ไม่มีอะไรขัดกัน

มันคือความรู้สึกของการควบคุม... สมองมันเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

แต่คนนั่ง... บางทีเราก็มองข้างทาง มองโทรศัพท์... ตาเราเห็นภาพนิ่งๆ แต่ตัวเรารู้สึกว่ามันโคลงเคลง... มันไม่ตรงกัน สมองเลยงง... แค่นั้นเอง

มันเป็นอย่างนั้นเอง...

  • อาการเมารถ (Motion Sickness) เกิดขึ้นเมื่อสมองได้รับข้อมูลที่ขัดแย้งกันจากประสาทสัมผัสที่รับรู้การเคลื่อนไหว โดยเฉพาะจากตาและจากอวัยวะการทรงตัวในหูชั้นใน

  • สมองสับสน (Brain Confusion) สำหรับผู้โดยสาร ตาอาจจะกำลังจ้องมองสิ่งที่ไม่เคลื่อนไหว เช่น หนังสือหรือหน้าจอมือถือ แต่หูชั้นในกลับรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนที่ของรถ สมองจึงตีความว่าร่างกายอาจได้รับสารพิษและกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้เพื่อขับสิ่งนั้นออกมา

  • การควบคุมและการคาดเดา (Control and Prediction) คนขับเป็นผู้ควบคุมการเคลื่อนที่ทั้งหมด ทำให้สมองสามารถคาดเดาการเคลื่อนไหวล่วงหน้าได้ เช่น การเลี้ยว การเบรก หรือการเร่งความเร็ว การคาดเดานี้ช่วยลดความขัดแย้งของข้อมูลที่ส่งไปยังสมอง

  • ความไวของแต่ละคน (Individual Sensitivity) ความไวต่ออาการเมารถของแต่ละคนไม่เท่ากัน เด็กอายุ 2-12 ปี ผู้หญิง และผู้ที่มีประวัติเป็นไมเกรน จะมีแนวโน้มเมารถได้ง่ายกว่าคนทั่วไป